“ ขี้เถ้าทั้งสามกองนี้ เป็นสีดำสนิท เป็นขี้เถ้าของคนชั่วและถูกศาสตร์มืดครอบงำพอถูกเผาด้วยพลังจิตระดับสูง จะกลายเป็นสีดำสนิทเช่นนี้ แต่ที่สำคัญการกำจัดขุนพลวิญญาณต้องใช้ ยันต์อาคมช่วย นี่คือชิ้นส่วนยันต์เทพจักรวาลของท่านนักพรตทงเต่า ซึ่งผิดจากมนุษย์ทั่วๆ ไป ที่พอถูกเผาจะมีเถ้ากระดูกเป็นสีขาว หากเป็นผู้ทรงศีล อย่างท่านนักพรต เถ้ากระดูกจะกลายเป็นสีเหลือง” ทุกๆ คนต่างมึนงงกับเหตุผลของราเชน แต่ก็ไม่มีใครโต้เถียงในเรื่องนี้
“ แล้วพวกมันฆ่า แล้วควักดวงตาของ ท่านเจ้าสำนักของเราไปเพื่ออะไรกันแน่” รองเจ้าสำนักจื่อซุนเอ่ยอย่างสงสัย
ราเชนได้แต่ส่ายหัว ไม่รู้รายละเอียดเรื่องนี้
“ แล้วทำไม ร่างของนักพรตทงเต่า ถึงได้ถูกดูดเลือดจนกลายเป็นลักษณะนี้”
มือปราบเต๋อคุนเอ่ยราเชนต้องเอ่ยออกมาแทนว่า
“ นี่คือวิชากลืนโลหิต ของสำนักมารทศเย็น” ราเชนเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจว่า เป็นพลังมารโลหิตแต่ไม่ใช่ฝีมือของเขาแน่ ฆาตกรต้องมีคนที่มีวิชากลืนโลหิตอย่างแน่นอน
“ หรือว่า เป็นฝีมือ ของมารโลหิตหยางเฟยหลง?”
มือปราบเต๋อคุนเอ่ยอย่างตกใจ ทุกๆ คนต่างก็พยักหน้า ราเชนเองก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร ขืนตอบปฏิเสธออกไป ทุกๆ คน อาจสงสัยในตัวเขาแน่
“ ตอนนี้ฆาตกรมียาพิษของสำนักฟ้าดิน มีพลังมารโลหิตแบบหยางเฟยหลง ฝึกฝนวิชาเนตรสวรรค์ และมีขุนพลวิญญาณมาเกี่ยวข้องด้วย”
หมอหลวงถูอี้ เอ่ยสรุปออกมาให้ทุกๆ คนทราบ แต่ไม่ได้ชี้ชัดว่า ฆาตกรคือใคร
“ เป็นแผนการชั่วของสำนักเทวะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่”
มือปราบเต๋อคุนรู้เรื่องขุนพลวิญญาณที่หายไป 7 ตน ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นสำนักเทวะศักดิ์สิทธิ์
“ อาจเป็นไปได้” ราเชนเอ่ยออกมาอย่างไม่แน่ใจ
“ ตอนนี้ข้าต้องรีบกลับไปเขียนรายงานเพื่อถวายฝ่าบาท ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ากลับไปที่บ้านของข้า ตอนนี้ศิษย์น้องรองก็พักอยู่ที่นั่นด้วย”
“ ข้ายังกลับไม่ได้ ยังต้องขอพักอาศัยอยู่ที่สำนักเมฆาขาวอีกสักพัก”
ราเชนมองหน้า นักพรตจื่อซุนทันที
“ ข้าเองก็ต้องกลับไปเขียนรายงานส่งให้กับ ท่านหัวหน้า ตอนนี้องค์ชายสิบสี่คิดถึงท่านมาก ท่านมีเวลาก็ไปหาท่านด้วยนะ”
“ องค์ชายสิบสี่สบายดี”
“ เรื่องนี้ถามองค์หญิงจะตอบได้ดีกว่าข้า”
มือปราบเต๋อคุนเอ่ยจบ แล้วขอตัวกลับไปพร้อมกับหมอหลวง องค์หญิงจางเชี่ยนเข้ามาหาราเชนด้วยสายตาที่สงสัยหลายเรื่อง
“ ท่านนักพรต ท่านรู้จักกระสุนปืนนี่ใช่หรือไม่”
“ รู้จัก”
“ ท่านเคยเห็นมันมาก่อนรึ?”
“ เคย” ราเชนไม่ปฏิเสธ
“ ที่ไหน?”
“ ในซากศพไร้ญาติ ตอนที่อาจารย์พาข้าไปผ่าซากศพเพื่อศึกษา” ราเชนเอ่ยออกไป ทำให้องค์หญิงจางเชี่ยนถึงกับแสดงสีหน้าผิดหวังออกมา
“ แล้วองค์หญิงนำมีดผ่าตัด และชุดอุปกรณ์เหล่านี้มาจากไหน ดูจากท่าทางการผ่าศพของท่าน ดูเหมือนว่าจะผ่านการผ่าศพเหล่านี้มามากกว่า พระชันษาของท่านนะ”
“ อุปกรณ์เหล่านี้ เป็นอาจารย์ของข้าเป็นผู้มอบให้มา ส่วนเรื่องการผ่าศพ ก็เป็นสิ่งที่อาจารย์สอนมาเท่านั้น” องค์หญิงจางเชี่ยนไม่อยากพูดกับราเชนต่อ
จึงขอตัวกลับไป ราเชนเสียอีก ที่ต้องรีบเอ่ยถามถึงองค์ชายสิบสี่
“ ข้ากลับวังแล้ว จะบอกเสด็จพี่ให้ ว่าท่านอยู่ที่นี่”
องค์หญิงเอ่ยจบก็กลับขึ้นรถม้า ไม่สนใจราเชนเลยแม้แต่น้อย
ราเชนได้แต่มองเงาหลังของนางด้วยความคิดว่า หากนางเป็นคนในโลกของเขามากำเนิดใหม่แบบเขาก็คงจะดีไม่น้อย
“ ถูเฟย”
รองเจ้าสำนักทั้งสี่ทักทายราเชน จนต้องรีบหันกลับมา
“ ท่านรองเจ้าสำนัก”
“ ตอนนี้พวกเราจะทำการเก็บศพของท่านเจ้าสำนัก เอาไว้อีก 100 วัน ตามที่ท่านหมอหลวงสั่งเอาไว้ พวกเราหวังว่า เจ้าจะช่วยสืบหาคนร้ายที่สังหารเจ้าสำนักของเราด้วย”
“ ทุกท่านวางใจ ข้าจะทำอย่างสุดความสามารถ แต่มันต้องใช้เวลา ข้าขอพักอยู่สำนักของท่านไปก่อน”
“ ไม่มีปัญหา” ทุกๆ คนเอ่ยออกมาพร้อมกัน
“ ข้ามีอยู่เรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าจะขอเข้าไปในป่าวายุอัสนี ในนามของสำนักเมฆาขาวได้หรือไม่”
ทั้งสี่คนมองหน้ากัน แล้วถอนหายใจออกมา
“ สำนักเราได้ป้ายผ่านเข้าป่าวายุอัสนีจากราชสำนักมาเพียง 20 ป้าย และก็ได้มอบป้ายผ่านกับศิษย์ของเราไปทั้งหมดแล้ว หากเจ้าคิดจะเข้าไป คงต้องขออนุญาตกับทางราชสำนักแล้ว”
ราเชนถึงกับถอนหายใจด้วยความเสียดาย แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องหาวิธีเข้าไปให้ได้
“ ความจริงก็มีอีกวิธีหนึ่ง หากเจ้าต้องการป้ายผ่าน ก็สามารถขอประลองยุทธ์กับศิษย์ในสำนักเราได้ แต่ทว่า เจ้าไร้พลังปราณยุทธ์ข้าเกรงว่า เจ้าจะไม่ปลอดภัย”
“ หากประลองหาผู้ชนะ ข้าก็ยินดีประลอง ว่าแต่ป่าวายุอัสนีจะเปิดเมื่อไร”
“ อีก 3 วัน”
“ ถ้าเช่นนั้นยังมีเวลา ข้าอยากสำรวจรอบๆ สำนักเมฆาขาวก่อน ข้าคิดว่า บางทีคนร้ายอาจจะมีสายของพวกมัน อยู่ภายในสำนักเรา เพราะการที่คนร้ายบุกเข้ามาในเขตหวงห้าม โดยที่ไม่ถูกคนภายนอกพบเห็นได้ ต้องรู้เรื่องภายในเป็นอย่างดี”
“ เชิญสืบได้เลย ข้าจะให้คนอำนวยความสะดวกให้”
รองเจ้าสำนักจื่อชุน เรียกชายหนุ่มคนที่พาราเชนเข้ามา มีนามว่าชวีหมิง พาราเชนไปที่พัก พร้อมกับมอบใบผ่านเขตหวงห้ามให้ราเชน เข้าถึงได้ทุกสถานที่
“ ศิษย์พี่ถู เชิญทางนี้”
ราเชนถูกพามาที่พัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตหวงห้ามเท่าใดนัก แต่ราเชนกลับมองไปที่ทางภูเขาที่อยู่ไม่ไกล รู้สึกว่ามีใครบางคนเรียกหาเขาอยู่
“ พี่ชวีหมิง ภูเขาทางนั้น คืออะไร?”
“ อ๋อ เป็นผาเนตรสวรรค์ เป็นสถานที่ฝึกฝนวิชาเนตรสวรรค์ ของสำนักเรา ศิษย์พี่มีป้ายผ่านได้ทั้งหมด สามารถเข้าไปฝึกฝนก็ได้ หากว่าท่านไป ข้าก็อยากจะขอเข้าไปด้วย ตัวข้าเองแม้นอยู่สำนักเมฆามาหลายปี ยังไม่สามารถเข้าไปฝึกฝนได้เลย”
“ อ้าว ทำไมล่ะ”
“ ทางสำนักอนุญาตให้เฉพาะศิษย์สายใน และศิษย์สืบทอดเท่านั้น ที่สามารถฝึกได้ ข้าเป็นเพียงศิษย์รับใช้ ไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกฝนวิชานี้”
“ พาข้าไปตอนนี้เลย” ราเชนเริ่มสนใจผาเนตรสวรรค์เสียแล้ว
ชวีหมิง พาราเชนมาที่ภูเขาลูกหนึ่งที่มีอยู่เพียงครึ่งซีก ราวกับถูกผ่าด้วยมีด ตรงกลางมีรูปแกะสลักเป็นดวงตาดวงใหญ่ สลักเอาไว้ มีลูกศิษย์ของสำนักเมฆาขาวอยู่เกือบร้อยคน จ้องมองไปที่ดวงตาดวงใหญ่ บางคนก็นั่งมองนิ่งราวกับหุ่น บางคนก็ยืนมอง ด้วยใจจดจ่อ ชีวหมิงเห็นแล้วดีใจขอเวลายืนมองสัก 1 ชั่วยาม ราเชนเองก็ไม่ขัดข้อง เขาเองก็ได้แต่มองไปที่รูปดวงตาดวงใหญ่นั้นเช่นกัน
เพราะรู้สึกว่า ดวงตาดวงนั้นกำลังจ้องมองเขาอยู่ตั้งนานแล้ว
พอปล่อยพลังจิตสัมผัสของตนออกไปที่ดวงตาสวรรค์ ราเชนก็ถึงกับตกอยู่ในภวังค์ ยืนหลับตานิ่งราวกับถูกสะกดเหมือนกับคนอื่นๆ
ตอนนี้ราเชน มายืนอยู่ในห้องสีขาว ขนาดกว้างใหญ่ มีรูปปั้นยักษ์อสูรยืนเรียงรายอยู่โดยรอบ นับได้ 6 ตน โดยที่แต่ละตนนั้นมีดวงตาอยู่ตนละสี่ดวง ตรงกลางมีหุ่นสัตว์ประหลาดหน้าตาเหมือนสุนัขสีดำ แต่มีเขาขึ้นที่หัว สองเขา ดวงตาของมันมีสามดวง มีหัวสองหัว รวมเป็น ดวงตา 6 ดวง ลำตัวของมีขนหนาสีดำ ขาของมันแข็งใหญ่โตราวกับราชสีห์ กรงเล็บของมันเหมือนกรงเล็บมังกร หางของมันเป็นงูจงอางพิษ ขู่ฟ่อๆ คล้ายรอคำสั่งโจมตี
“ ที่นี่มันที่ไหนกัน บอกจุดหมายของท่านมาเถิด พาข้ามาที่นี่ทำไม” ราเชนเอ่ยออกไป เพราะจิตของเขาสัมผัสได้ว่า มีบางสิ่งบางอย่างมองเขาอยู่ แต่ยังไม่ยอมเปิดเผยออกมา
ไม่ทันราเชนจะได้รับคำตอบ เจ้ายักษ์อสูรสี่ตา ก็ขยับตัวกันอย่างพร้อมกัน ไม่เพียงแค่นั้น เจ้าสุนัขสองหัวตัวใหญ่กว่ายักษ์อสูรสี่ตา ก็เคลื่อนไหวอีกด้วย
ทุกสายตาจ้องมองมาที่ราเชนคล้ายรอคำสั่ง
“ เดี๋ยว ๆ ทุกอย่างพูดคุยกันได้ บอกมา ต้องการให้ข้าทำอะไร”
ราเชนส่งกระแสจิตออกไป มีเจ้าสุนัขสองหัวเท่านั้นที่ตอบกลับมา
“ ไส หัว ออก ไป จากที่นี่ซะ”
ราเชนได้ยินเสียงของสุนัขสองหัว เขามาเต็มสองรูหู
“ ข้าไม่ได้อยากจะมาเสียหน่อย พวกเจ้าพาข้ามาเองนะ”
ไม่รอเนิ่นนาน เจ้าสุนัขสองหัว อ้าปากคำรามก้อง คล้ายกำลังออกคำสั่งให้บุก เจ้ายักษ์อสูรสี่ตา ก็พากันปล่อยลำแสงจากดวงตาโจมตีใส่ราเชนเพียงคนเดียว
ตูม !!
พื้นดินถูกลำแสงจนเกิดกลุ่มควันพวยพุ่งเต็มไปหมด หากราเชนโดนลำแสงนี้ไป คงแหลกเป็นจุนแน่ๆ ราเชนตั้งหลักได้ ก็นำธนูสุริยฆาตออกมา แล้วยิงออกไปพร้อมกันทั้งสี่ดอกเป้าหมายคือดวงตาของยักษ์ทั้งสี่
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว !! ตูม ๆ ๆ ๆ ๆ !!!
ลูกธนูระเบิดไม่อาจทำอะไรยักษ์ทั้งสี่ตนได้ ราเชนจึงสวมหน้ากากอมตะ แล้วใช้พลังคลื่นเสียงมังกรล้างปฐพีออกไป แต่ว่าพวกมันแค่หยุดชะงักไปเพียงชั่วครู่เท่านั้น ก็ปล่อยลำแสงจากดวงตาทั้งสี่เข้าโจมตีราเชนใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ราเชนไม่อาจหลบพ้น โดนเจ้ายักษ์ตนหนึ่งปล่อยแสงสีขาวออกจากดวงตาเข้าที่กลางลำตัวจนร่างปลิวไปกระแทกกับเสาหิน กระอักเลือดออกมา
“ ไอ้บ้าเอ้ย นี่มันตัวอะไรกันแน่วะ”
ราเชนตั้งสติ แล้วรวบรวมพลังวานรพันปีต่อยออกไป ใส่ลำแสงที่ออกจากดวงตาของเจ้ายักษ์ตนหนึ่งที่ปล่อยเข้ามา
โครม !!
ไม่ได้ผล ราเชน ถูกพลังจากดวงตายักษ์กระแทกกระเด็นกระดอนไปไกลลิบ ร่างกายแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ราเชนเจ็บหนัก นึกสงสัยว่าทำไมเจ้าหนอนโลหิต ทำไมถึงยังหลับอยู่ได้ ไม่ยอมช่วยรักษาร่างกายของเขาเหมือนเคย ราเชนไม่มีเวลาสนใจเจ้าหนอนโลหิตอีก เพราะต้องหลบหลีก เจ้ายักษ์อีกตนที่ก้าวเท้าเข้ามาหมายจะเหยียบเขาให้จมปฐพี
แม้นว่าเขาจะหลบพ้น แต่ก็ยังเจอยักษ์อีกตัว ใช้มือจับร่างของเขาเอาไว้แน่น และใช้พลังจากดวงตาปล่อยแสงมาที่หัวของเขา
ตูม !!
หัวของของราเชนแหลกสลายไปในทันที
ราเชนสะดุ้ง ลืมตาขึ้นมาทันที พบว่าตัวเองนั้นยังมีร่างกายปกติ หาได้เป็นอะไรไม่ เลือดสักหยดก็ไม่มี
“ นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ราเชนสงสัยตัวเองยิ่งนัก
“ ศิษย์พี่ ท่านเจอกับอะไร ทำไมถึงได้ใช้เวลานานเช่นนี้” ชวีหมิงถามด้วยความตื่นเต้น
“ ข้าเจอยักษ์สี่ตน กับหมาสองหัว”
“ โอ้ ข้าแค่เจอยักษ์เพียงตนเดียวเท่านั้น ก็แย่แล้ว ทำไมท่านถึงได้เจอมากมายขนาดนั้น ถึงว่าท่านใช้เวลาไปตั้งสามชั่วยาม”
ราเชนตกใจ เขาจำได้ว่าตอนเข้ามาเพิ่งจะเที่ยง แต่นี่พระอาฑิตย์ตกดินเสียแล้ว
“ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“ นี่คือการฝึกฝนเนตรสวรรค์ หากว่ามีผู้ใดฝึกฝนผ่าน เขาจะได้พลังจากดวงตาของยักษ์ตนนั้น ขึ้นอยู่กับวาสนาของแต่ละคน”
“ แค่ภาพมายา เพื่อฝึกฝนอย่างนั้นรึ?” ราเชนมองไปที่ดวงตาที่แกะสลักอยู่บนหน้าผา ที่ตอนนี้มีแสงจันทร์ส่องลงมากระทบ ทำให้มีแสงสะท้อนราวกับเป็นดวงตาสวรรค์จริงๆ
“ คืนนี้หมดเวลาแล้ว พวกเราออกจากที่นี่กันก่อนเถอะ ข้าจะพาท่านไปพักก่อน หากศิษย์พี่ต้องการที่จะมา พรุ่งนี้เช้าค่อยเข้ามาใหม่”
ราเชนเลยต้องเดินทางออกจากผาเนตรสวรรค์นั้นก่อน ในใจคิดว่า พรุ่งนี้คงต้องเข้ามาลองใหม่อีกครั้ง
ราเชนถูกพามาที่พัก ที่อยู่ไม่ไกลจากผาเนตรสวรรค์นัก ซึ่งเป็นที่พักสำหรับศิษย์สายในโดยเฉพาะ ส่วนชวีหมิงต้องกลับที่พักของศิษย์รับใช้ แต่ในวันนี้เขาได้เข้าไปฝึกฝนวิชาเนตรสวรรค์ ทำให้เขารู้สึกดีใจยิ่งนัก
ราเชนรับปากว่า พรุ่งนี้จะไปอีก และจะพาชวีหมิงเข้าไปฝึกฝนด้วย
คืนนั้นราเชน เริ่มใช้พลังจิตปรมัตถ์ เพื่อหลอมจิตของมารโลหิตของเขา ให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับ ดวงจิตของเขา
ก่อนที่จะเริ่มพิธี ราเชนก็นำพู่กันเขียนยันต์ออกมาเขียนที่พื้น เป็นมหายันต์จิตเทพจักรวาล กักขัง เพื่อควบคุมไม่ให้ จิตมารโลหิตออกจากร่างของเขาไป เพราะเขาจะต้องปลดผนึกยันต์เทพจักรวาลกักขังที่ นักพรตทงเทียนเขียนเอาไว้บนหน้าอกของเขา
ราเชนเขียนมหายันต์เทพจักรวาลเสร็จก็นั่งลงกับพื้น แล้ว ใช้นิ้วกรีดไปที่หน้าอกของเขา ทันใดนั้นเอง อักขระยันต์ที่นักพรตทงเทียนเขียนไว้ ก็ค่อยๆ สลายหายไป
ราเชนนำสร้อยเพชรน้ำตาดาวออกมาวางไว้บนพื้นห้อง แล้ว เข้าไปห้วงจิตของตัวเอง พบกับจิตมารโลหิต ที่ระเบิดพลังออกมาจากแท่งหินโลหิต ครอบดวงจิตของเขาเอาไว้ทันที โดยที่มันคิดจะหลอมจิตของราเชนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมันเช่นกัน ใบหน้าของราเชนนั้น มีเส้นเลือดผุดขึ้น จากแขนขา ลำตัว และขึ้นมาที่ใบหน้า มีเขาขึ้นบนหัวทั้งสองข้าง ร่างกายขยายใหญ่โต ตอนนี้เขากำลังกลายเป็นปีศาจมารโลหิตแล้ว......