จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    ตอนที่ 46 ช่วยเหลือครอบครัวเยี่ย

    ตอนที่ 46 

    ช่วยเหลือครอบครัวเยี่ย

    หลิงเฉินที่ซัดชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งลงไปนอนกองอยู่กับพื้นได้สำเร็จเขาได้ปรายตากลับมามองไปที่ชายฉกรรจ์อีกคนนึงที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

    “ ว่าอย่างไงเจ้าจะเอาด้วยหรือเปล่า ” หลิงเฉินร้องถามพร้อมกับใบหน้าที่กำลังยกยิ้มที่มุมปากข้างขวาอยู่ 

    เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้นร่างของชายฉกรรจ์ผู้นั้นก็สั่นเทาทันที ผู้ใดเล่าจะกล้าผลลัพธ์มันก็เห็นๆกันอยู่เมื่อสักครู่ 

    บัดนี้ใบหน้าของคนครอบครัวเยี่ยได้แต่ประหลาดใจในสิ่งที่เกิดขึ้นมาก หลิงเฉินได้ปรายตาไปมองคนครอบครัวเยี่ยครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะกลับไปสนทนากับชายฉกรรจ์ตรงหน้าต่อ 

    “ นี่ข้าขอถามเจ้าหน่อยคนครอบครัวเยี่ยติดเงินพวกเจ้าอยู่เท่าไหร่ ” หลิงเฉินถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย เปลวเพลิงสีส้มที่กำลังปกคลุมฝ่ามือของหลิงเฉินเองก็ได้ค่อยๆจางหายไปแล้ว 

    ชายผู้นั้นพยายามตั้งสติของตนเองก่อนที่จะเริ่มสนทนากับหลิงเฉินที่อยู่ตรงหน้า “ เออ...คือทั้งหมดก็ 200 ตำลึง ” ชายผู้นั้นกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกักพูดได้ไม่เต็มเสียงนัก

    “ ได้งั้นข้าจะใช้แทนคนพวกนี้เอง!!! ” 

    “ ว่าอย่างไรนะ!!! ” ชายฉกรรจ์คนนั้นกล่าวอย่างสงสัยใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความมึนงง

    หลิงเฉินที่ยืนอยู่ได้หยิบถุงเงินที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมาแล้วโยนให้ชายฉกรรจ์ตรงหน้าไป มันได้รับถุงเงินนั้นอย่างงุนงงก่อนที่จะเปิดดูด้านในนั้น

    ด้านในมีเงินอยู่ประมาณ 200 ตำลึงครบถ้วนทั้งหมดที่ครอบครัวเยี่ยติดกับนายของพวกมันเอาไว้ แต่กระนั้นชายคนนั้นก็ยังคงยืนงงอยู่ 

    “ เป็นอะไรละถ้าเจ้าไม่รีบเอาเงินนั่นแล้วเพื่อนของเจ้าออกไปบางทีเจ้าอาจจะไม่ได้ออกไปเลยก็ได้นะ ” หลิงเฉินข่มขู่เล็กน้อย แต่นั่นมันก็ทำให้ร่างกายของชายฉกรรจ์ตรงหน้าสั่นเทาพร้อมกับแสดงท่าทางลนลานออกมาทันทีมันรีบเก็บเงินที่อยู่ในมือเข้าไปใต้อาภรณ์เพื่อรักษาอย่างดีแล้วรีบวิ่งไปพาร่างของสหายออกไปอย่างรวดเร็ว

    เมื่อที่แห่งนี้ไม่มีผู้ใดแล้วหลิงเฉินก็ได้เดินเข้าไปใกล้ๆครอบครัวเยี่ยที่กำลังนั่งร่างกายสั่นเทาอยู่ที่พื้นด้วยความหวาดกลัว 

    ทันทีหลิงเฉินเข้าไปประชิดพวกเขาก็พยายามจะถอยห่าง เด็กหนุ่มเข้าใจได้ทันทีว่าคนพวกนี้กำลังหวาดกลัวอยู่เขาจึงหยุดเท้าของตนเองแล้วย่อกายลงในอยู่ในระดับเดียวกับครอบครัวเยี่ย

    “ พวกท่านคือท่านป้าและท่านลุงเนี่ยใช่หรือไม่ ” หลิงเฉินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร 

    “ ท่านเป็น...ใคร ” เยี่ยชิงที่กำลังโอบกอดบุตรสาวอยู่นางได้ถามหลิงเฉินกลับมาด้วยเสียงตะกุกตะกัก

    “ ถ้ามีนามว่าหลิงเฉิน ขอคารวะท่านลุงและท่านป้าขอรับ ” เขากล่าวทักทายตามมารยาทก่อนจะเริ่มเข้าประเด็นทันที “ ท่านหวังเซียนแนะนำให้ข้ามาหาพวกท่าน พวกท่านอยากไปทำงานกับข้าหรือเปล่าขอรับ ”

    ครอบครัวเยี่ยยังคงตกใจในคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้าของตนเองอยู่ 

    “ ถ้าพวกท่านไปทำงานกับข้ามีข้าวกินสามมื้อมีเงินรายเดือนให้เป็นค่าแรงละมีที่พักให้ด้วยนะขอรับ ” หลิงเฉินได้เริ่มกล่าวข้อเสนออย่างรีบเร่ง เขาไม่มีเวลามากขนาดนั้นหรอกนะรีบพูดคุยให้จบแล้วรีบกลับไปทำอย่างอื่นต่อ 

    เมื่อพูดจบประโยคหลิงเฉินได้หยิบเงินอีกจำนวนหนึ่งที่เขาเก็บไว้ภายใต้อาภรณ์ออกมานำมาให้กับครอบครัวเยี่ยพร้อมกับกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะจากไปว่า “ ถ้าพวกท่านพร้อมจะไปทำงานกับข้าก็ให้ไปหาท่านหวังเซียนแล้วเขาจะพาพวกท่านไปพบข้าเอง ” เมื่อพูดจบหลิงเฉินก็เดินออกไปจากบ้านของครอบครัวเยี่ยทันที

    เช้าวันต่อมา 

    หลิงเฉินที่นั่งอยู่ที่ห้องโถงของคฤหาสน์เขากำลังอ่านตำราภายในมือและดื่มน้ำชาไปด้วย โดยมีเด็กน้อยลู่หมิงและลู่หนิงกินขนมที่เขาไปซื้อมาจากในเมืองชิงลู่อยู่ข้างๆ 

    “ นี่ท่านพี่ใหญ่ขอรับเมื่อไหร่ท่านจะสอนข้าขัดเกลาพลังวิญญาณหรือขอรับ ” เสียงของเด็กน้อยลู่หมิงที่นั่งอยู่ได้เอ่ยถามขึ้นมา ทำให้หลิงเฉินที่กำลังใช้สายตามองตัวอักษรภายในตำราอยู่นั้นต้องละสายตาจากตำรามองไปที่ลู่หมิง 

    “ เจ้าว่าอย่างไรนะ ” หลิงเฉินถามซ้ำกลับไป 

    “ ข้าอยากเป็นผู้ฝึกตนขอรับ!!! ” เด็กน้อยลู่หมิงกล่าวออกมาอย่างหนักแน่นด้วยแววตาที่จริงจัง 

    “ เรื่องนั้นพี่ให้เจ้ารอไปอีกสองปีก่อน ในตอนที่เจ้ามีวัยครบสิบปีพี่จะฝึกฝนให้เจ้าเอง ” หลิงเฉินกล่าวกลับไปอย่างเรียบเฉย เขาคิดเรื่องนี้เอาไว้ก่อนแล้วเด็กน้อยลู่หมิงผู้นี้มีแก่นพลังวิญญาณที่เหมาะกับการฝึกฝนพลังวิญญาณเขารู้ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แต่ตอนนี้ลู่หมิงยังดีหนักการขัดเกลาพลังวิญญาณเป็นเรื่องละเอียดอ่อนพลาดก็อาจจะบาดเจ็บหนักได้เพราะเช่นนั้นเขาจึงให้ลู่หมิงรอไปอีกสองปี

    “ ขอรับ... ” ลู่หมิงตอบกลับไปอย่างผิดหวัง 

    หลังจากสนทนากับลู่หมิงจบหลิงเฉินก็หันมาสนใจกับตำราภายในมือของตนเองต่อ เขาอ่านตำราไปพลางกับยกน้ำชาดื่มไปอยู่สักพัก เมื่อถึงช่วงสายของวันหลิงเฉินที่ยังคงนั่งอยู่ท่าเดิมก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างทำให้เขาวางตำราและถ้วยน้ำชาลง 

    หลิงเฉินลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำให้เด็กน้อยทั้งสองมองเขาอย่างสงสัย ก่อนที่ลู่หมิงจะเอ่ยถาม “ พี่ใหญ่จะไปไหนหรือขอรับ ”

    หลิงเฉินยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะหันไปตอบกลับลู่หมิง “ ไปรับสมาชิกใหม่ของพวกเรากัน ”

    “ เอ๊ะ!!! ” เด็กน้อยทั้งสองคนสงสัย 

    และแล้วหลิงเฉินได้พาลู่หมิงและลู่หนิงออกไปด้านนอก เมื่อเดินออกไปถึงด้านนอกหลิงเฉินก็ได้ยืนรอใครอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่กลุ่มคนพวกนั้นจะปรากฏกายออกมา ครอบครัวเยี่ยที่ถูกพามาโดยหวังเซียน 

    ทันทีที่เจอหน้ากันหวังเซียนได้โบกไม้โบกมือให้กับหลิงเฉินทันที เด็กหนุ่มยิ้มพลางกับสะบัดมือเบาๆสะพานอักขระก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาทันที สร้างความประหลาดใจให้กับพวกเขาเป็นอย่างมากไม่เว้นแม้แต่หวังเซียน

    “ ข้ามมาสิ!!! ” หลิงเฉินตะโกนบอกกับพวกครอบครัวเยี่ยและหวังเซียนที่ยืนอยู่อีกฝั่ง 

    จบตอน 

     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิอักขระสยบฟ้า ที่คุณอ่าน