เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

บทที่ 206

ชายอ้วนหน้าตาซื่อๆยกถาดอาหารที่ภายในมีเพียงขนมปังขึ้นราก้อนหนึ่ง กับแก้วน้ำดื่มที่ใส่น้ำเปล่าร้อนๆไว้เดินเข้ามาในห้องที่มืดมิดไร้แสง ซึ่งภายในนี้เป็นห้องโล่งๆที่มีเพียงหญิงสาวคนหนึ่งถูกมัดมือมัดเท้าติดกับเก้าอี้เท่านั้น แต่ถ้ามองดูดีๆทั้งดวงตา และปากของเธอก็ถูกมัดไว้ด้วยผ้าลงอาคมด้วยเช่นกัน แสงสว่างจากภายนอกส่องลอดประตูเข้ามาเล็กน้อยสาดส่องไปที่เรือนผมสีดำยาว และชุดของเธอ เห็นได้ชัดเลยว่าเธอผู้นี้ต้องเป็นหญิงสาวที่มีฐานะดีอย่างแน่นอน ชายร่างอ้วนวางถาดอาหารลงบนพื้นพร้อมกับแก้ผ้ามัดปากให้กับหญิงสาว จุดประสงค์มีเพียงอย่างเดียวก็คือให้เธอกินอาหารที่เขานำมานั่นเอง แต่หลังจากที่ผ้าหลุดออกจากปากหญิงสาวก็ตะโกนขึ้นมาทันทีด้วยความไม่พอใจในน้ำเสียง“พวกเจ้าเป็นใครกัน! จับตัวข้ามาต้องการอะไรกันแน่!?”“ท่านหญิงบีดีเลีย เป็นท่านเองไม่ใช่รึที่แอบเข้ามาสอดแนมพวกเราถึงรังลับนี่ หากข้าเป็นท่านคงจะไม่กล้าเข้าเมืองฮาเวสตี้มาทั้งที่รู้ว่าฝ่ายตัวเองพ่ายแพ้ไปทั้งอย่างนี้หรอกนะขอรับ อุตส่าห์หนีออกไปได้แล้วแท้ๆแต่กลับเข้ามาหาเรื่องใส่ตัวเช่นนี้ ข้าล่ะไม่เข้าใจท่านจริงๆ” ชายหนุ่มอ้วนผมสั้นกล่าวออกมาพร้อมส่ายหัวอย่างเอือมระอา“ท่านพ่อของข้าถูกจับตัวเอาไว้ เจ้าจะให้ข้านิ่งเฉยอย่างนั้นรึ? แม้ว่าข้าจะไร้กำลังแต่ก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆหรอกนะ หากข้ารวบรวมกองทัพได้เมื่อไรจะต้องทำลายพวกเจ้าโอเมก้าให้จงได้” บุตรีแห่งดยุคตะโกนย้ำความมุ่งมั่นของตนเอง ทั้งที่ดวงตาของเธอก็มองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าคนที่พูดด้วยยืนอยู่ตรงไหน“เอ้า! ท่านหญิงท่านก็คิดได้นี่ ทำไมท่านไม่รวบรวมคนมาให้พร้อมก่อนล่ะ มาตัวคนเดียวเช่นนี้ท่านก็ต้องพ่ายแพ้แก่กลุ่มนักฆ่ามืออาชีพแน่นอน เรื่องจัดการกับจอมเวทย์ที่มาตัวคนเดียวนี่เป็นเรื่องที่พวกเราถนัดมากเลยล่ะขอรับ เฮ้อ! ไม่ไหวเลยน้า หลังจากถูกยุบกลุ่มเทพอัคคีไปสติปัญญาของท่านก็คงจะไม่ค่อยได้ใช้ตามไปด้วยสินะ” ชายอ้วนกล่าวอย่างเหนื่อยใจกับความมั่นหน้าของพวกชนชั้นสูง“เห็นแก่ความพยายามของท่านหญิงข้าจะบอกเรื่องของเจ้าเมืองให้ฟังหน่อยก็แล้วกัน ตอนนี้เขาก็สบายดี เอิ่ม...ข้าหมายความว่าเขาไม่ได้เจ็บป่วย และมีอิสระในคฤหาสน์หลังใหญ่ของตนเช่นเดิม แต่เขากลับซึมเศร้าเอาแต่ดื่มเหล้าทั้งวันในห้องนอนเพียงลำพังก็เท่านั้น” ชายอ้วนกล่าวออกมาด้วยความรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญที่น่าสนใจอะไร“บัดซบ! เพราะพวกเจ้าทำให้ท่านพ่อต้องเป็นแบบนั้น!” บีดีเลียสบถออกมาด้วยความโมโหสุดขีด“จุ๊ๆๆ ไม่ใช่เพราะพวกเราหรอก แต่เป็นเพราะตัวเขาเองต่างหาก เขาเย่อหยิ่ง และไม่เห็นหัวผู้ภักดีรวมทั้งประชาชนตาดำๆแม้แต่น้อยมีเหรอที่จะไม่ถูกเกลียด แถมเขายังเชื่อแต่คนช่างประจบประแจงอย่างเวเบอร์ เขาเชื่อเจ้าหัวสีชมพูนั่นจนมอบหน้าที่สำคัญให้ทุกอย่าง มากกว่าท่านที่เป็นบุตรด้วยซ้ำ” ชายอ้วนมากระซิบเยาะเย้ยที่ข้างหูหญิงสาวพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย หากใครเห็นหน้าตาของมันในตอนนี้ก็รู้ได้เลยว่ามันกำลังสะใจที่ได้กระทำเช่นนี้“ไม่! พอได้แล้ว ไอ้พวกสารเลว!” บุตรสาวเจ้าเมืองตะโกนก้องด้วยความเคียดแค้น และดิ้นรนตัวความกระวนกระวายหมายจะให้ตัวเองหลุดจากพันธนาการที่มัดร่างของเธอไว้ และก็เหมือนว่าพระเจ้าจะยังไม่ทอดทิ้งในหญิงสาวต้องสิ้นหวัง เมื่อประตูของบ้านหลังนี้ถูกกระแทกออกอย่างแรง พร้อมกับการมาถึงของชายผู้หนึ่ง“พวกเจ้าตายซะ!” เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของเขาดังเข้ามาถึงในห้องมืดที่พันธนาการบีดีเลียเอาไว้“เฮ้ย! เกิดอะไรขึ้นด้านนอก แว้ก! ไม่น้า!” ชายอ้วนร้องตกใจเสียงหลง เมื่อเพื่อนของเขาที่เฝ้าอยู่ด้านนอกถูกโยนจนกระแทกประตูเปิดเข้ามาในห้อง ร่างที่เต็มไปด้วยรอยไหม้นอนแน่นิ่งไร้ชีวิตอยู่บนพื้นอย่างสยดสยอง“บีดีเลียเป็นอย่างไรบ้าง!?” ชายหนุ่มผมแดงกล่าวถามหญิงสาวที่ถูกมัดไว้ด้วยความร้อนรน“เดอริก! ข้า ข้าไม่เป็นไร ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร มันอันตรายมากนะหากท่านถูกจับไปอีกคนล่ะก็...” หญิงสาวเกิดความเป็นห่วงญาติผู้พี่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ด้วยสถานการณ์ที่คับขันตรงหน้า“ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร คนเฝ้าประตูแค่สองคนบวกกับเจ้าอ้วนนี่อีกคนไม่ได้ขี้เล็บข้าหรอก” เดอริกกล่าวพร้อมกับถีบชายอ้วนจนล้มลงไปกับพื้น และใช้เท้าเหยียบไปที่หน้าอกเพื่อกดฝ่ายตรงข้ามไว้กับพื้น เพียงครู่เดียวด้วยความชำนาญธาตุไฟอย่างถึงแก่นแท้ ทายาทแห่งตระกูลเฟลมเมียใช้เพียงรังสีเพลิงเส้นเล็กๆก็เผาเชือกอาคม ที่พันธนาการหญิงสาวเอาไว้ออกไปจนหมดไม่เหลือแม้แต่ซาก โดยที่เธอไม่ได้รับบาดเจ็บเลยสักนิด ในขณะที่บีดีเลียตรวจสอบหาหลักฐานรอบๆบ้านหลังนี้ที่เป็นหนึ่งในรังลับของโอเมก้า เดอริกกำลังซ้อมทรมานชายอ้วนด้วยความโมโห เพื่อให้เขาตอบคำถามเกี่ยวกับองค์กรออกมา แต่ก็มีเสียงของหญิงสาวเข้ามาห้ามปรามไว้ ก่อนที่บุตรชายดยุคจะลงมือจนฝ่ายตรงข้ามถึงแก่ความตาย“ท่านเดอริกหยุดมือเถอะ ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะตายเสียก่อน” หญิงสาวในชุดแบทเทิลสูทสีดำพร้อมผ้าคลุมดำตัวยาวเดินเข้ามาทางประตูบ้าน แม้ว่าจะใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าแต่น้ำเสียงของเธอก็ยังคงเหมือนเดิม“เจ้าเป็นใคร!?” เดอริกปล่อยมือจากชายอ้วนผู้ไหม้เกรียมแทบจะเป็นหมูย่างอยู่แล้วลงกระแทกกับพื้น จากนั้นก็หันไปเตรียมรับมือกับผู้มาเยือนลึกลับ“เดี๋ยวก่อนเดอริก นางคือพรรคพวกของเรา เจ้าหาพวกเราเจอได้อย่างไร?” เมื่อห้ามชายหนุ่มได้แล้วบีดีเลียก็หันไปกล่าวถามหญิงสาวชุดดำตรงหน้า แต่ก็ไม่ได้กล่าวเรียกชื่อของเธอออกไป เพราะที่แห่งนี้คือฐานทัพของศัตรู“นายท่านตรวจจับสัญญาณของท่านทั้งสองได้ และส่งพิกัดให้พวกเราตามมาที่นี่ คนอื่นๆกำลังขัดขวางกองกำลังสนับสนุนจากตระกูลกลาเซียอยู่ พวกเรารีบไปรวมตัวกับพวกเขาเถอะเจ้าค่ะ” สตรีชุดดำอธิบายที่มาที่ไปคร่าวๆโดยไม่กล่าวถึงนามของผู้เป็นนายเช่นกัน“แล้วไอ้เจ้าอ้วนนี่จะทำอย่างไร จะปล่อยไปงั้นรึ?” ชายผมแดงชี้ไปยังร่างที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น“เราจะพาเขาไปด้วย ข้อมูลจากเขาน่าจะมีประโยชน์ ส่วนการรีดเค้นข้อมูลข้าจะเป็นคนทำเอง ถ้าใช้วิธีของท่านเขาไม่มีทางปริปากออกมาแน่นอน” กล่าวจบหญิงสาวในชุดแบทเทิลสูทก็เดินเข้าไปแบกเจ้าอ้วนขึ้นบ่าทันที ภาพนี้ทำเอาทั้งเดอริก และบีดีเลียต้องตะลึงไปกับพละกำลังของเธอเลยทีเดียว หญิงชุดดำไม่ได้กล่าวอธิบายอะไรต่อเกี่ยวกับพละกำลังที่เพิ่มขึ้น จากการสวมชุดแบทเทิลสูท เพราะตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การถอนตัวจากฐานทัพศัตรูก่อนกำลังเสริมมาถึงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับแรก เมื่อชนชั้นสูงทั้งสองวิ่งตามหลังผู้หญิงที่แบกคนอ้วนเอาไว้ออกมาบนถนนหน้าบ้าน พวกเขาก็เห็นกลุ่มคนชุดดำนับสิบกระจายตัวกันอยู่ทั้งบนถนน และบนหลังคา ทั้งหมดสวมชุดแบทเทิลสูทรัดรูปสีดำทั้งชาย และหญิง ทุกคนสวมใส่หน้ากากที่ทำจากโลหะสีดำด้าน แต่มีบางคนเท่านั้นที่สวมผ้าคลุมด้วย ไม่ต้องกล่าวถามอะไรบีดีเลียก็วิ่งตามสัญญาณมือที่หญิงชุดดำตรงหน้าบอกทันที ส่วนเดอริกที่แม้จะยังไม่เข้าใจอะไรเท่าไร แต่ก็ไม่ได้กล่าวขัดออกมาเพียงทำตามคำสั่งไปก่อนเท่านั้น ด้วยตัวเขาที่เรียนรู้ยุทธวิธีทางทหารมาก็สนใจรูปแบบการเคลื่อนพลของเหล่าคนชุดดำอยู่ไม่น้อย ไม่นานทั้งสามคนก็มาถึงลานเล็กๆในซอยแคบแห่งหนึ่ง ที่นี่ล้อมรอบด้วยตึกสูง และแสงแดดแทบจะส่องมาไม่ถึง แต่กลับมีที่ว่างตรงนี้ได้ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก สำหรับเจ้าของตึกที่เหลือพื้นที่ไว้ทำไมก็ไม่รู้ แต่เพียงครู่เดียวเมื่อชายชุดดำคนหนึ่งเดินเข้ากดแผ่นหินที่มุมตึก และขยับกลไกบางอย่าง แผ่นหินปูพื้นใกล้ๆกันก็ค่อยๆเคลื่อนลงไปเป็นหลุมกว้าง กลายเป็นช่องทางลับให้ลงไปใต้ดินได้

คล้ายกับเรื่องเกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก ที่คุณอ่าน