"เจ้าไม่เพียงแต่สามารถเลือกพื้นที่ครอบครองได้เองแต่ยังจะได้รับสิทธิ์ในการมีเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาถึง 50 คน พวกเขาจะทำงานภายใต้คำสั่งของเจ้าโดยตรง"
นาฟมองไปที่เอกสารตรงหน้า ใจของเขารู้สึกหนักอึ้งกับความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับตำแหน่งนี้ถึงแม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา
ผู้ว่าการเห็นท่าทางของนาฟแล้วก็ยิ้มเล็กน้อย
"ข้าเชื่อว่าเจ้าจะใช้ตำแหน่งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดทั้งเพื่อเจ้าเองและเพื่ออาณานิคมของเรา ความสามารถของเจ้าได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายและตอนนี้...เจ้าได้รับโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงให้กับฝั่งตะวันตก"
นาฟสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ และข้าจะใช้สิทธิ์นี้เพื่อปกป้องผู้คน”
เดอร์แคลพยักหน้าอย่างพอใจ
"ดีแล้ว.... ข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่ทำให้ผิดหวัง"
หลังจากนั้นผู้ว่าการก็ส่งยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน นาฟรับเอกสารมาในมือเขารู้ดีว่าการเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์นั้นไม่ใช่เพียงแค่เกียรติยศแต่มันเป็นการเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิต
“ท่านผู้ว่าการขอรับ... ความหมายของการเลือกพื้นที่ครอบครองได้เองคือ?
ผู้ว่าการหัวเราะเล็กน้อยแล้วเอ่ย
“ความหมายก็เป็นไปตามนั้นแหละเจ้าสามารถครอบครองพื้นที่ไหนก็ได้ตามแต่ที่เจ้าต้องการ!
นาฟครุ่นคิดอยู่สักพักแต่ไม่ทันได้เอ่ย
“แต่จะให้ข้าแนะนำ พื้นที่เมืองใหม่ที่เจ้ากำลังพัฒนาอยู่ก็น่าสนใจนะ!
ผู้ว่าการเอ่ยในสิ่งที่นาฟคิดอยู่พอดี
“เจ้ามีอำนาจเพียงพอที่จะให้สิทธิ์ ผู้คนจากแดนนอกเข้ามาเป็นพลเมืองได้และสามารถนำพาเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเจ้าได้!”
นาฟถึงกับดีใจจนแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน สิ่งที่เขาเคยคิดไว้จะเป็นความจริงแล้ว
ผู้ว่าการเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มคนนี้และเข้าใจถึงความต้องการของเขาดีแต่สายตาของเขาเจือด้วยความกังวลเล็กน้อยจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“นาฟ ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าเป็นห่วงผู้คนจากแดนนอกที่เจ้าเคยมีสายสัมพันธ์ด้วยข้าได้ยินมาว่าเจ้ามีความตั้งใจที่จะพาพวกเขามาใช้ชีวิตในอาณานิคม…แต่ข้าขอเตือนว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่สงครามอาจปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อการนำพวกเขาเข้ามาภายในอาณานิคมอาจไม่ใช่ทางออกที่ดี”
นาฟชะงักเล็กน้อยความคิดถึงผู้คนที่เขาห่วงใยผุดขึ้นมาในใจ เขามักจะคิดถึงความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาแต่สิ่งที่ผู้ว่าการพูดก็ทำให้เขาต้องทบทวนความคิดนั้นอีกครั้ง
ผู้ว่าการถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ
“อย่าลืมว่าเจ้าในตอนนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มธรรมดาอีกต่อไปแล้วเจ้ากลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกลุ่มก่อการร้าย หากพวกมันรู้ว่าเจ้าห่วงใยใครนั่นอาจกลายเป็นช่องทางที่พวกมันจะใช้เพื่อกดดันและต่อรองกับเจ้าได้”
สายตาของผู้ว่าการจับจ้องที่นาฟอย่างจริงจัง
“การอยู่ข้างนอกอาณานิคม ในสถานการณ์เช่นนี้อาจปลอดภัยกว่าสำหรับพวกเขา ข้าขอให้เจ้าคิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้เพราะอาจทำให้ทั้งเจ้าตัวเอง และผู้คนที่เจ้ารัก ต้องตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น”
นาฟนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งสายตาของเขาฉายแววของความลำบากใจเห็นได้ชัดว่าเขากำลังสับสนและลังเลระหว่างความห่วงใยต่อผู้คนจากแดนนอกกับหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะพลเมืองกิตติมศักดิ์และเป้าหมายสำคัญของศัตรู
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนที่มีหัวใจยิ่งใหญ่แต่ในเวลานี้... สิ่งที่ดีที่สุดที่เจ้าจะทำได้ คือการรักษาตัวเจ้าเองให้ปลอดภัยและเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง”
ผู้ว่าการกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
นาฟค่อยๆ พยักหน้าแม้จะยังไม่สามารถละทิ้งความคิดที่จะช่วยเหลือผู้คนจากแดนนอกได้อย่างสมบูรณ์
แต่คำเตือนของผู้ว่าการก็ทำให้เขาตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากการตัดสินใจของเขาผิดพลาด
“ข้าจะคิดให้รอบคอบกว่านี้ขอรับ” นาฟตอบเบาๆ
ผู้ว่าการพยักหน้าอย่างเห็นใจ
ค่ำคืนนั้นแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างของห้องพักที่เงียบสงบ นาฟนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างมองออกไปยังเมืองเบื้องล่างด้วยความคิดที่ว้าวุ่นในใจคำพูดของผู้ว่าการเดอร์แคลยังคงก้องอยู่ในหัวของเขา ไม่ว่าจะพยายามปัดเป่าออกไปอย่างไรความเป็นห่วงต่อผู้คนจากแดนนอกยังคงหลอกหลอนเขา
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นข้างหลัง เมญ่าเดินเข้ามาหาเขาในชุดยาวสีขาวที่เข้ากับรัศมีจันทร์ เธอนั่งลงข้างๆ นาฟสายตาของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและเข้าใจ
“ท่านผู้ว่าการพูดอะไรกับเจ้า?” นางเอ่ยถามเบาๆพลางมองชายหนุ่มที่ดูเคร่งเครียดกว่าปกติ
นาฟพยักหน้าช้าๆก่อนจะหันไปมองเธอด้วยสายตาเหนื่อยล้า
“ใช่.... ข้าได้พูดคุยกับเขาเรื่องคนจากแดนนอกข้าคิดมาตลอดว่าการพาพวกเขามาที่อาณานิคมจะเป็นทางที่ปลอดภัยแต่ท่านผู้ว่ากลับเตือนข้าว่า… การอยู่ข้างนอกอาจจะปลอดภัยกว่าสำหรับพวกเขาในตอนนี้”
เมญ่าเงียบฟัง คิ้วเรียวขมวดน้อยๆ ด้วยความคิด
นาฟถอนหายใจลึกๆ ก่อนจะพูดต่อ
“ข้าไม่อยากให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายแต่ข้าก็รู้สึกว่าข้าเองเป็นคนที่ควรปกป้องพวกเขา… ข้าไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี”
เมญ่าค่อยๆ ยิ้มออกมา แม้จะเป็นยิ้มที่แฝงด้วยความเศร้าเล็กน้อยแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน เธอเอื้อมมือไปจับมือของนาฟไว้เบาๆ
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงพวกเขามาก แต่นาฟ…ข้าคิดว่าท่านผู้ว่าพูดถูกในตอนนี้ การเคลื่อนไหวด้วยตัวเจ้าเองโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”
นาฟมองหน้าเธออย่างแปลกใจ
“เจ้าก็คิดเช่นนั้นหรือ?”
เมญ่าพยักหน้า
“ใช่!... สถานการณ์ในตอนนี้ไม่แน่นอนข้าเห็นว่าการที่เจ้ามีอิสระและไม่ต้องกังวลกับการปกป้องคนอื่นๆ จะทำให้เจ้าคล่องตัวขึ้นข้าไม่ต้องการเห็นเจ้าเสียเปรียบเพราะต้องคอยห่วงใยคนอื่น”