อาการของรสาถูกส่งไปรอยังแผนกจิตเวช ภาวินนั่งมองรสาจากเก้าอี้ด้านหลังพร้อมกับคิ้วที่ขมวดขึ้นเล็กน้อย เขาลืมไปได้ยังไงว่าปกติอย่าพูดถึงเรื่องโอบกอดเลย เพียงแค่แตะแขน หญิงสาวก็สะบัดออกแล้ว“เชิญคุณรสา สวัสดิกุล ค่ะ” พยาบาลสาวเดินเข้ามาหาถึงเก้าอี้ที่พวกเขานั่งอยู่“ผมรอข้างนอกนะครับ” ภาวินบอกเมื่อเห็นว่าปกรณ์มองมาอย่างกังวลก่อนจะพยักหน้าให้ภาวินนั่งรอสองอาหลานอยู่หน้าห้องตรวจ มือเขาก็เลื่อนโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ เพื่อฆ่าเวลา สายตาของชายหนุ่มจ้องมองโทรศัพท์ตรงหน้าเพื่ออ่านข่าวไปเรื่อย ๆ ถึงแม้เขาจะแปลกใจเล็กน้อยที่คนที่เขาคิดว่าไร้ความรู้สึกมาตั้งแต่เด็กกลับเป็นโรคที่เขาไม่คิดว่าจะเป็นก็เท่านั้น แต่เขาก็เป็นคนนอกที่คงจะทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านั่งรอหน้าห้องอย่างนี้เสียงประตูเปิดออกทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าผู้เป็นอาของคนไข้เดินออกมาคนเดียวก่อนจะมานั่งข้าง ๆ คนที่นั่งรออยู่ ภาวินเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าอย่างรักษามารยาทเมื่อต้องพูดคุยกับผู้ใหญ่ทันที“กลับบ้านเถอะภาวิน ฉันจะให้ตาวงไปส่ง” ภาวินพูดออกมาอย่างนั้น แต่สายตากลับมองไปทางประตูอย่างไม่คลาดสายตา มือของผู้ชายวัยใกล้เกษียณยกขึ้นลูบคางเบา ๆ อย่างเคยชิน“รสาไม่เป็นไรแล้วใช่ไหมครับ” ภาวินถามขึ้น ปกรณ์เลยหันไปมองแล้วยกยิ้มออกมาบาง ๆ“หมอเขาอยากคุยกับคนไข้ตามลำพังน่ะ ฉันอยู่ด้วยเขาอาจจะกดดันเลยไม่พูดสักคำ ลมไม่ต้องห่วงหรอก กลับบ้านเถอะ แค่รบกวนวันหยุดอย่างนี้ก็ขอบคุณมากแล้ว”“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวกลับก่อน ถ้าท่านมีอะไรก็โทรเรียกผมได้ตลอดเลยนะครับ” ภาวินบอกพร้อมกับมองคนที่ตัวเองเคารพดูแก่ขึ้นนับสิบปีในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น“ขอบคุณ ฉันจะเรียกตาวงให้มารับด้านหน้า” ปกรณ์บอกพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา“ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมกลับเอง”“ได้ยังไงล่ะ ไปรับถึงที่ก็ต้องไปส่งถึงที่สิ”“ไม่เป็นไรครับ ผมต้องไปธุระต่อพอดี ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ภาวินบอกอย่างนั้นก็ยกมือไหว้ลาแล้วก็เดินหนีไป ปกรณ์เห็นอย่างนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆปกรณ์ถูกเรียกกลับเข้าไปภายในห้องตรวจอีกครั้ง หมอที่ทำการรักษาบอกว่าอยากให้รสานอนดูอาการที่โรงพยาบาลต่อ เพราะตอนนี้หญิงสาวมีความเสี่ยงสูงที่จะทำร้ายร่างกายตัวเอง ปกรณ์ได้แต่หันไปมองหลานสาวที่เอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรออกมาก่อนจะพยักหน้ารับรสาถูกเข็นพาไปทางตึกผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ด้านหลังของโรงพยาบาล ปกรณ์ทำได้เพียงแค่มองหลานสาวที่ถูกพาเข้าไปในตึกผู้ป่วยจิตเวชที่เวลานี้ญาติถูกสั่งห้ามเยี่ยมจนกว่าจะถึงเวลาที่โรงพยาบาลกำหนด“ท่านไม่ต้องห่วงนะคะ ทางเราจะดูแลอย่างดีค่ะ” พยาบาลหันมาบอกพร้อมรอยยิ้มที่แต้มอยู่บนใบหน้า“ขอบคุณครับ”ปกรณ์มองตามหลานสาวที่ถูกเข็นเข้าไปภายในลิฟต์ก่อนจะค่อย ๆ เดินย้อนกลับหน้าตึกที่ให้คนขับรถมารอรับอย่างไม่รีบร้อน ขาที่ก้าวดินไปตามทางอย่างช้า ๆ ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
ถึงแม้ใครจะมองว่าหญิงสาวที่หน้าตาสวยจนคนที่เดินผ่านต้องสะดุดตา แต่ดวงตาที่กำลังลืมอยู่กลับมองทุกอย่างราวกับเป็นอากาศธาตุที่จับต้องไม่ได้ ไร้การตอบสนองจากสิ่งรอบตัว เหมือนว่าตอนนี้เธอกำลังอยู่ในโลกของเธอเอง ยามากมายถูกฉีดเข้าสู่ร่างกายเพื่อบรรเทาอาการของร่างบอบบางที่ไม่ต่างกับแก้วเจียระไนที่เพียงแค่ไปแตะเพียงแผ่วเบาก็พร้อมที่จะตกลงมาแตกจนเป็นเสี่ยงๆเสียงมากมายเข้ามาในโสตประสาท ภาพเหตุการณ์มากมายเหมือนจะไหลวนเวียนอยู่ภายในหัวอย่างรวดเร็วจนเธอได้แต่นิ่งงัน ภาพพวกนั้นที่เห็นอย่างรางเลือนมันย้ำเข้าไปภายในจิตใจ เธออยากจะวิ่งหนี หนีไปให้ไกลจากเรื่องพวกนี้ เธออยากจะตะโกนด่าทอเสียงดังจนทำให้ภาพที่เธอเห็นหายไปสักที แต่ตอนนี้เธอได้แต่มองภาพที่ไหลมาราวกับเขื่อนแตก ภาพที่ถึงแม้จะไม่ฉายชัด แต่มันทำให้ความรู้สึกที่พยายามซ่อนให้ลึกที่สุดภายในจิตใจกลับทะลุออกมาอย่างไม่มีอะไรมาขวางกั้นรสารู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่มีหนทางยาวไกล ชั่ววินาทีที่เธอเผลอคิดว่าถ้าเธอเลิกพยายามที่จะเดินบนเส้นด้ายแล้วทิ้งตัวไปกับความว่างเปล่ารอบตัวจะเป็นยังไง ทุกอย่างมันคงจบ เธอคงไม่ต้องมาทรมานกับภาพพวกนั้นอีกต่อไป แต่ภาพและเสียงที่ทำให้เจ็บปวดกลับมืดมิดจางหายไปเหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า
‘หลานสาวผู้พิพากษาถูกจับข้อหาพยายามฆ่าเด็กหญิงวัยแปดขวบ’ภาวินมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงพาดหัวข่าวแล้วได้แต่ส่ายหน้าน้อย ๆ กับพาดหัวข่าวชวนด่าตั้งแต่ยังไม่กดเข้าไปอ่านเนื้อหาด้วยซ้ำ ทั้งที่ความจริงคือการที่รสาเป็นคนช่วยเด็กคนนั้นและยังเป็นคนที่พาไปส่งโรงพยาบาล แต่เขาก็ไม่แปลกใจกับการที่รสาต้องตกเป็นผู้ต้องหาสักเท่าไร เพราะท่าทางของรสาที่เขาเห็นมาตลอดนั้นก็คือไร้น้ำใจ ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกคนอื่น คำพูดและการกระทำของเธอร้ายกาจจนแทบจะฆ่าคนให้ตายตรงนั้นไปเลยด้วยซ้ำชายหนุ่มกดเข้าไปดูข่าวก็เห็นเนื้อหาที่เขียนว่าเป็นการเข้าใจผิดกันจากการที่ปกรณ์ให้สัมภาษณ์ และตอนนี้รสาก็พ้นจากข้อกล่าวหาแล้ว ส่วนเรื่องจะฟ้องกลับไหมนั้นคงจะต้องรอให้หญิงสาวเป็นคนตัดสินใจอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นความเห็นที่ชาวเน็ตแสดงกันก็แบ่งออกเป็นสองพวก คือ อาใช้อำนาจของตัวเองให้หลานสาวพ้นข้อกล่าวหา หรือถ้าเธอโดนใส่ความก็น่าสงสารไม่น้อยที่ทำความดีแต่กลับโดนเข้าใจผิดชายหนุ่มมองภาพประกอบข่าวที่เขาประคองให้รสาที่ถูกคลุมด้วยสูทของตัวเองเดินออกมาและมีปกรณ์มองตามอยู่ เขามองภาพที่แสดงอยู่ตรงหน้าก็เหมือนมีอะไรบางอย่างสะกิดใจ แต่เขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ภาวินกดปิดหน้าข่าวก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานตัวเองเดินตรงไปยังห้องทำงานของปกรณ์ที่อยู่อีกฝั่งทันทีภาวินผ่านเลขาหน้าห้องเข้าไปพบปกรณ์ก็เห็นใบหน้าราบเรียบอย่างที่เห็นจนชินตา ปกรณ์เงยหน้าขึ้นก่อนจะวางปากกาในมือลงบนโต๊ะแล้วมองหน้าเขาอย่างสงสัย“มีอะไรหรือเปล่า ภาวิน” เสียงเรียบนิ่งที่พูดออกมาแตกต่างจากเสียงที่เต็มไปด้วยความทุกข์ใจเมื่อวานนี้อย่างสิ้นเชิง ภาวินมองคนตรงหน้าอย่างรู้สึกสะกิดใจ แต่ทุกอย่างกลับปกติจนเกินไปราวกับความทุกข์เมื่อวานได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว“ผมเห็นข่าวที่นักข่าวลงแล้วครับ” ภาวินพูดอย่างนั้น ปกรณ์ก็เพียงแค่พยักหน้า“ฉันคุยกับท่านนิรนัยแล้ว ไม่มีอะไร ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันอธิบายไปแล้วว่านายแค่ไปช่วยรสาตามที่ฉันขอ” ปกรณ์บอกอย่างนั้นแล้วมองหน้าชายหนุ่มรุ่นราวคราวลูกตัวเอง “ตอนเที่ยงฉันจะไปเยี่ยมรสา นายจะไปด้วยกันไหม”“เชิญท่านเถอะครับ ถ้าผมไปรสาอาจจะแย่กว่าเดิม” ปกรณ์ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มออกมาบาง ๆ“ถ้าว่างก็ไปเยี่ยมเขาหน่อยแล้วกัน เขาไม่มีใคร นอนโรงพยาบาลแบบนั้นคนเดียวคงจะเหงา”“ครับท่าน ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน” ภาวินบอกก่อนจะเดินออกจากห้องไป ปกรณ์มองตามหลังร่างสูงที่เขาเห็นมานานนับสิบปีเดินออกจากห้องไปนิ่งราวกับในหัวมีเรื่องให้ต้องขบคิดมากมายภาวินเดินกลับเข้าไปภายในห้องทำงานของตัวเอง แต่ก้นยังไม่ทันได้แตะเก้าอี้ดี เพื่อนร่วมห้องอย่างตะติยะที่เขาไม่ได้เชิญ แต่ก็มาขอความช่วยเหลือเนื่องจากฝ้าเพดานในห้องพังลงมาก็เงยหน้าขึ้นหันมามองก่อนจะรีบหมุนเก้าอี้หันหน้ามาทางชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว“ไปหาท่านปกรณ์มาเหรอ ฉันได้ยินว่าเมื่อเช้าท่านถูกเรียกพบ นายจะโดนหางเลขไปด้วยไหมวะ ลม” ตะติยะถามขึ้นอย่างนั้น ภาวินก็นั่งลงประจำเก้าอี้ตัวเองแล้วหันไปหยิบสำนวนคดีมาอ่านอย่างไม่ใส่ใจเพื่อนเท่าไร“ไม่มีอะไร” ภาวินตอบเพื่อนปัด ๆ ไป แต่เหมือนอีกฝ่ายกลับไม่คิดอย่างนั้น“ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ะ ทำไมนายถึงไปอยู่ตรงนั้นได้ คราวนี้ข่าวที่ว่านายเป็นเด็กท่านปกรณ์คนอื่นคงจะคิดว่าจริง” ภาวินหันไปหรี่ตามองคนที่พูดออกมา ก่อนที่จะหันกลับมามองสำนวนคดีตรงหน้าที่จะต้องพิจารณาในช่วงบ่ายแทนเรื่องที่เพื่อนพูดออกมา“สำนวนเรียบร้อยแล้วหรือยังไง ถึงว่างมาคุยเรื่องไร้สาระ” ภาวินพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ตะติยะกับยักไหล่แล้วหันกลับไปทางกองงานตรงหน้าตัวเอง“ฉันเคยอิจฉานายที่ท่านปกรณ์สนับสนุนนายมาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ถ้าฉันไม่เห็นความพยายามของนายมาตลอด ฉันก็คงคิดไม่ต่างกับคนพวกนั้นหรอกนะลม ฉันพูดในฐานะเพื่อน เรื่องหลานสาวท่านกำลังแรง นายควรอยู่ห่าง ๆ เรื่องพวกนี้เอาไว้ ถึงข่าวจะบอกว่าคุณรสาไม่ผิด แต่ใครสักกี่คนจะเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง นายเป็นคนบอกเองว่านายจะมีอนาคตที่ดีให้พวกคนที่เคยดูถูกนายดู และหนึ่งในนั้นก็มีคุณรสาอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอวะ” ตะติยะพูดออกมาอย่างนั้น ภาวินก็หันไปมองเพื่อนที่มองมาด้วยสายตาไม่เข้าใจก่อนที่จะถอนหายใจออกมา เมื่อภาวินไม่พูดอะไร ตะติยะเลยหันกลับไปก้มหน้าทำงานต่อภาวินหันกลับมามองกองสำนวนคดีตรงหน้านิ่ง แต่ภายในหัวของเขากลับนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้น