อ๋าวซีเค่อและอ๋าวหลวนตงสองพ่อลูกเ้าปัญหาไม่กล้าท้วงติงอะไรสักประโยค แม้ว่าจะมีข้อสงสัยในตัวอ๋าวหลวนหลงอยู่หลายประการ แต่สิ่งที่เด็กหนุ่มกำลังทำทุกอย่างมันล้วนแล้วแต่เป็ผลดีกับสกุลอ๋าว รวมทั้งสองพ่อลูกก็ได้เห็นตำราฉบับซ่อมแซมที่อ๋าวหลวนหลงแก้ไขมันด้วยตาตนเอง
“หลวนหลง เื่สมบัติในศาลเทพัเราก็ได้รู้กันแล้วว่าเป็ตำรายุทธ์ แล้วเื่ที่จะสอนให้ทายาทคนอื่นๆ รู้วิธีการโคจรลมปราณเล่า เ้าจะเริ่มสอนเลยดีหรือไม่”
พี่น้องทุกคนได้ยินคำถามของคุณชายสามอ๋าวหลวนกังแล้วก็หูผึ่งขึ้นมาทันที เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่มีการพูดถึงการสอนพี่น้องคนอื่นๆ ในบ้านสายหลัก
“ในศาลเทพัไม่ได้มีเพียงวิชายุทธ์ขอรับพี่สาม ด้านในยังมีบันทึกการบำเพ็ญเพียรที่ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษหลายคน ในนั้นได้บ่งบอกระดับชั้นของผู้ฝึกตนว่ามีการแบ่งแยกเป็ ขั้นผู้ใช้ปราณ ขั้นสร้างรากฐาน ขั้นควบคุมปราณ ขั้นก่อกำเนิด และยังมีระดับขั้นที่สูงกว่านี้อีก”
อ๋าวหลวนหลงยังไม่ได้สำรวจตำราทุกเล่มภายในศาลเทพั แต่ที่ตนเห็นยังไม่มีบันทึกเล่มใดที่กล่าวถึงการฝึกฝนไปถึงระดับชั้นเซียนเลยสักเล่มคาดเดาว่าบรรพบุรุษสกุลอ๋าวที่ริเริ่มสะสมตำราเหล่านี้ไว้อาจจะเป็รุ่นที่ไม่สามารถฝึกฝนไปถึงชั้นเซียนได้มาก่อนก็เป็ได้ เขาจึงไม่ได้เปิดเผยระดับขั้นการฝึกฝนทั้งหมดออกมา
“ข้าอยากฝึก! ข้าอยากแข็งแกร่งกว่านี้! พี่สี่ข้ายอมทุกอย่างขอให้ท่านสอนข้าด้วยคนนะขอรับ” อ๋าวหลวนหย่งดีใจจนเนื้อเต้น เปลี่ยนท่าทีจากที่เคยเป็ผู้นำในการยั่วยุพี่ชายของตนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ
“แล้วพวกเราอยู่ในขั้นไหนหรือน้องสี่” อ๋าวหลวนเซี่ยก็เพิ่งได้รู้ในวันนี้เช่นกันว่ายังมีการฝึกฝนที่สูงขึ้นไปอีก เดิมทีเขาคิดว่าที่น้องชายสั่งสอนมาก็แทบจะเรียกตัวเองว่าเป็ยอดฝีมือได้แล้ว
“สำหรับคนที่สามารถรวบรวมลมปราณได้สำเร็จ อย่างท่านย่า ท่านพ่อและอีกหลายคนนั้นอยู่ในขั้นต้นคือผู้ใช้ปราณ พี่ใหญ่ พี่สาม คุณหนูหก รวมทั้งตัวข้าเองอยู่ในขั้นสร้างรากฐานแล้วขอรับ แต่การฝึกฝนวิชายุทธ์ที่เหมาะสมกับธาตุของแต่ละคนก็ยังทำให้มีข้อแตกต่าง อย่างเช่นข้ากับพี่ใหญ่ธาตุน้ำเหมาะสมกับการฝึกฝนวิชาในสายเทพัน้ำของตระกูล แต่พี่สามธาตุไฟเขาสามารถเรียนรู้ได้แต่พลังธาตุก็จะไม่สนับสนุนกับการฝึกจึงมีความอ่อนแอกว่า"
ไม่ว่าผู้าุโหรือพี่น้องหญิงชายที่ยืนฟังอยู่ล้วนมีสองอารมณ์ที่แตกต่าง จากที่เคยคิดว่าตนเองเป็คนพิเศษเหนือผู้คนนับพัน กลับต้องกลายเป็เพียงผู้ฝึกตนในขั้นแรกที่อ่อนด้อย แต่พวกเขาก็ดีใจไม่น้อยที่ภายในศาลเทพัยังมีสมบัติล้ำค่าตกทอดมาถึงชนรุ่นหลัง
“ที่ข้ายอมให้คำแนะนำกับบ้านสายหลักเป็เพราะพวกเรามีจำนวนน้อยกว่าบ้านสายรองทั้งสี่ วันหนึ่งเมื่อท่านย่าคิดส่งต่ออำนาจผู้นำตระกูลพวกเขาอาจใช้สิทธิ์ของท่านปู่รองทั้งสี่มายึดเอาฐานะกลับคืนไป พวกเราคนน้อยจำเป็ต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าเพื่อควบคุมสถานการณ์ไว้ให้ได้เพื่อป้องกันการแตกแยกกันเองในตระกูล”
อ๋าวซีห่าวคิ้วกระตุกขึ้นมาทันที เขาไม่เคยคิดถึงข้อเท็จจริงนี้มาก่อนเลยสักครั้ง หากจะนับความาุโก็หาใช่ตนที่เป็อันดับหนึ่งยังมีท่านปู่รองที่ยังมีชีวิตอยู่อีกถึงสี่คน
“น้ำเสียงของเ้าราวกับว่ามีเื่กังวลใจเลยหลวนหลง เ้าคิดว่าการฝึกฝนของบ้านสายหลักจะเป็ปัญหาเช่นนั้นหรือ” อ๋าวซีซวนเห็นร่องรอยบนใบหน้าของบุตรชายอย่างแจ่มชัด
“ทุกวันนี้ที่เราอยู่อย่างสงบสุขกันได้เพราะพวกเราเท่าเทียม เมื่อใดที่พลังอำนาจเข้าครอบงำจิตใจความคิดของมนุษย์อาจเปลี่ยนแปลง พวกท่านต้องตัดสินใจให้ดี”
“ยังต้องคิดอะไรอีก! บ้านสายหลักต้องแข็งแกร่งกว่าบ้านสายรองก็เป็เื่สมควรแล้ว เ้าอย่าโยกโย้ ใช่ว่าเ้าไม่อยากให้พี่น้องได้ดีไปกว่าตนหรือไม่น้องสี่"
“แน่นอนพี่รอง บ้านสายหลักจำต้องแข็งแกร่งกว่าบ้านสายรอง จวนตระกูลอ๋าวสายหลักก็ควรมีกฎกติกากันบ้าง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าในหมู่พี่น้องทุกคนจะยินดีกับข้า พี่ใหญ่และน้องหกอย่างบริสุทธิ์ใจ สกุลอ๋าวสายหลักจำต้องมีผู้แข็งแกร่งกว่าเอาไว้ปราบคนในที่จิตใจมืดบอดเช่นกัน”
“เ้าหมายความว่าอะไร! ผู้ใดที่จิตใจมืดบอด!!” อ๋าวหลวนตงโดดเหยงร้อนตัว
“พอที! ที่นี่หาใช่สถานที่ที่พวกเ้าจะมาทะเลาะกัน! วันนี้เราจะพอกันแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มคัดแยกตำรากันอีกรอบ” ฮูหยินผู้เฒ่ากัวหยุดการปะทะฝีปากของหลานจบก็หันมาสั่งความกับบุตรชายทั้งสี่คน
“ที่หลวนหลงกล่าวมาล้วนเป็จริง หลังจากนี้ข้าจะตั้งกฎประจำบ้านสายหลักของเราขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และแน่นอนว่าคำสั่งของข้าเป็คำตัดสินสุดท้าย”
ได้ยินเช่นนี้ก็ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรกันต่อแล้ว ผู้นำตระกูลถือหางอ๋าวหลวนหลงอย่างออกนอกหน้ามาแต่ไหนแต่ไร แต่แล้วอย่างไรเล่า? ในเมื่อยามนี้อ๋าวหลวนหลงเป็เพียงผู้เดียวที่จะซ่อมแซมตำราในศาลเทพัได้ ไม่ว่าเขาจะว่าอย่างไรพวกตนก็มีหน้าที่แค่ทำตาม
บรรดาทายาทบ้านสายหลักช่วยกันขนข้าวของที่นำมาใช้ในการทำความสะอาดมากองไว้ข้างนอกด้วยความสงบ รวมทั้งขนเอาเครื่องเรือนที่ผุพังปลวกกินออกมาทิ้งจนแล้วเสร็จ
ออกมานอกศาลเทพักันจนหมดแล้ว ครั้งนี้อ๋าวหลวนเซี่ยไม่ได้เป็ผู้ปิดประตูศาลเทพั แต่เขากลับเรียกอ๋าวหลวนกังให้มาทำหน้าที่แทน เหตุการณ์นี้ทำให้พี่น้องสกุลอ๋าวทุกคนต่างก็มั่นใจแล้วว่า แม้แต่คุณหนูหกอ๋าวหลวนหลิงก็น่าจะสามารถเปิดศาลเทพัได้เช่นกันและมีพลังเหนือกว่าพวกเขาอยู่ขั้นหนึ่ง
……….
โรงเตี๊ยมในเมืองหลงเทียน
“อ๋าวหลวนหลง..ข้าว่าเขาย่อมเป็ท่านเซียนหลวนหลงผู้ฝึกฝนในสายเทพัผู้นั้นเป็แน่ ตระกูลอ๋าวบูชาเทพัเขาคงจะถูกส่งให้มีตัวตนอยู่ที่นี่เป็แน่” เวยวั่งซูเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามแบบฉบับของเขา
“แต่เสี่ยวเอ้อร์บอกว่าคุณชายสี่สกุลอ๋าวผู้แหงนหน้ามองฟ้าไม่ก้มดูดินผู้นั้นอายุเพียง 15-16 ปีมิใช่หรือ ท่านเซียนหลวนหลงมีรูปลักษณ์เป็บุรุษอายุราว 20 กว่าปีไปแล้ว อาจไม่ใช่เขาก็เป็ได้”
“ใช่ว่าทุกคนจะถูกส่งตัวลงมาในรูปลักษณ์เดิมเช่นเราสองคนเมื่อใด ระหว่างทางเราก็ได้เห็นท่านเซียนเป่าเป้ยปรากฏตัวในรูปลักษณ์ของเด็กหญิงวัย 10 ปีไปแล้วคนหนึ่ง หลวนหลงก็อาจจะเป็เช่นนาง”
“นั่นก็จริง แม่หนูเป่าเป้ยผู้นั้นอยู่ในสายตระกูลที่บูชาปลาหลีฮื้อ (ตระกูลปลาคาร์บ เป็สัตว์มงคล สัญลักษณ์ของการมีมากมายล้นเหลือและได้กำไร) ดูเหมือนว่าหากเป็ท่านเซียนที่ฝึกฝนอยู่ในสายของเทพที่ยังเป็ที่รู้จักของมนุษย์อยู่ พวกเขาก็มักจะถูกส่งตัวมายังตระกูลนั้นๆ สายการฝึกฝนของเราสองคนคงไม่มีผู้ใดเคารพบูชา จึงได้ถูกส่งตัวมาในรูปลักษณ์เดิม”
“นั่งสงสัยกันอยู่ตรงนี้เราก็ไม่มีวันรู้ได้หรอกว่าคุณชายสี่ผู้นั้นจะเป็ท่านเซียนหลวนหลงจริงหรือไม่ ไม่สู้รีบออกไปหาเขากันเสียเลยจะดีกว่า!!”
“เ้านั่งลงก่อน อาหารเพิ่งสั่งไปยังไม่ทันมาส่งเลย ไม่ต้องรีบร้อน” เวยวั่งซูเหลือบตามองซินหรูอี้สตรีผู้ใจร้อนยิ่งกว่าเพลิงพายุ ยามนี้พวกเขาเป็มนุษย์ต้องขับเคลื่อนร่างกายด้วยอาหาร!
“สมแล้วที่นายท่านเวยฝึกฝนเคล็ดวิชาน้ำแข็ง!! ใจเย็นเสียเหลือเกิน!” หญิงสาวกระแทกตัวลงนั่งแรงๆ อย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ยอมนั่งรออาหารโดยไม่ปริปากบ่น
จะว่าไปก็เป็เพราะเวยวั่งซูเคยฝึกฝนเคล็ดวิชาน้ำแข็งอยู่บนแดน์เขาจึงอดทนอยู่ที่ชายป่าห่างไกลใกล้เมืองหยุนไห่ได้ยาวนาน ทั้งยังช่วยชีวิตตนมาจากใต้กองหิมะที่หนาวเย็น
นางเป็คนใจร้อนปากไวมีปากเสียงกับชาวบ้านมาเกือบตลอดทาง ก็ได้เวยวั่งซูผู้สุขุมเยือกเย็นห้ามปรามสงบศึกตักเตือนนางจนเดินทางมาถึงเมืองหลงเทียนได้อย่างปลอดภัย หากไม่นับเื่ที่ตนเคยสาบานบนแดน์เอาไว้ว่าจะเป็ผู้ติดตามของท่านเซียนหลวนหลง ก็คงจะมีบุรุษผู้นี้เพียงผู้เดียวแล้วที่นางควรให้ความเคารพ
“ท่านหมดคำกล่าวแล้วหรือ เหตุใดจึงไม่พูดอะไรอีกบ้างเล่า?”
“-”
“ก็ได้ๆ ไม่พูดก็ไม่พูด เช่นนั้นข้าก็จะรอกิน ดีกว่าไม่ได้ทำอะไร”
เวยวั่งซูตัดสินใจหลับตาไปเสียให้พ้นๆ ปกตินิสัยของตนก็ไม่ได้ช่างพูดช่างคุย จะเปิดปากก็เฉพาะมีเื่สำคัญที่ควรพูดเท่านั้น ั้แ่ร่วมทางกับซินหรูอี้มานานกว่าสี่เดือน เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเปิดปากพร่ำบ่นมามากเกินกว่าทั้งชีวิตบนแดน์เลยด้วยซ้ำ