บทที่ 12 บ้านหลังนี้หนูเป็คนตัดสินใจ (รีไรต์)
การจะเข้าพักที่นี่ต้องใช้หนังสือแนะนำ แถมถ้าหญิงชายจะพักด้วยกันก็ต้องแสดงทะเบียนสมรสด้วย อวิ๋นซานจึงหยิบเอาใบรับรองการทำงานยื่นให้ ไม่ได้สนใจว่าพวกเขาจะมาพักหรือไม่ แต่ก็ตั้งใจจะเปิดห้องพักให้ห้องหนึ่ง พวกเขาเองก็คงไม่อยากควักกระเป๋าอยู่แล้วก็ช่วยประหยัดเงินให้ก็แล้วกัน
อีกอย่างพวกเขามีลูกสะใภ้เป็คนเมืองไม่ใช่หรือไง? ทำไมเธอไม่ช่วยหาที่พักให้พวกเขาเล่า?
“อวิ๋นซาน ฉันไม่ได้เอาเงินมา…” เจียงเอ้อร์นีเดินตามอวิ๋นซานไปและพูดอย่างตะกุกตะกัก
อวิ๋นซานเบะปาก “ตกลงจะเปิดไหม? ไม่เปิดฉันไปแล้วนะ”
เจียงเอ้อร์นีลังเล “แล้วถ้าพวกเขากลับมา จะหาพวกเราเจอได้ยังไง?”
“พวกเขาก็ต้องไปหาพวกคุณที่บ้านฉันอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นฉันจะบอกเองว่าพวกคุณพักอยู่ที่นี่ ไม่เปิดใช่ไหม? งั้นฉันไปล่ะ”
“เปิด ๆ เปิดก็ได้” เธอยังไม่เคยพักในบ้านพักรับรองเลย ได้ยินมาว่าที่นี่มีเครื่องทำความร้อน อุ่นกว่าเตียงดินในชนบทตั้งเยอะ ถึงจะไม่ได้พักบ้านอารอง แต่ก็ยังดีกว่านอนข้างถนน
อวิ๋นซานเบะปากอีกครั้ง ก่อนจะเปิดห้องพักขนาดใหญ่ให้ โดยไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของอวิ๋นโหย่วเต๋อ พอเปิดห้องเสร็จก็เดินออกไปทันที
พึ่งจะก้าวออกจากประตูบ้านพักรับรอง ก็เห็นบุรุษไปรษณีย์กำลังนำจดหมายมาส่ง เธอรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา เลยมองตามไปสองสามครั้งนี่มันบุรุษไปรษณีย์ที่ชอบมาส่งจดหมายที่บ้านพักเธอไม่ใช่เหรอ?
หลังจากบุรุษไปรษณีย์รู้สึกถึงสายตาของเธอ เขาก็มีท่าทางเลิ่กลั่ก ดวงตาสั่นไหว จากนั้นก็รีบขึ้นรถจักรยานออกไปดูก็รู้ว่าค่อนข้างประหม่า
อวิ๋นซานงุนงง
บ้านพักรับรองไม่ไกลจากบ้านพักคนงาน ตอนนี้ท้องฟ้ายังไม่มืดสนิท ยังมีคนงานเลิกงานกลับบ้านเรื่อย ๆ มีคนเดินอยู่บนถนน อวิ๋นซานจึงกลับถึงบ้านพักได้อย่างปลอดภัย
มีผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังรองน้ำอยู่ที่ชั้นล่าง เห็นเธอเข้าก็ส่งเสียง “ฮึ” แล้วเบือนหน้าหนี เหมือนเห็นของอัปมงคลอะไรสักอย่าง
อวิ๋นซานงุนงงเล็กน้อย ตัวเองไปทำให้เธอคนนี้ขุ่นเคืองใจตอนไหนนะ
ชีวิตใหม่ของเธอในครั้งนี้ บางครั้งเธอก็จำใบหน้าบางคนไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคย นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าคนนี้เป็ใคร
เมื่อกลับไปถามแม่ของเธอ ถึงได้รู้ว่าเป็มารดาของหลี่เว่ยเหอ
ครอบครัวของพวกเขาไม่ได้อยู่ในย่านนี้ไม่ใช่เหรอ ว่างจริง ๆ ถึงได้มาพูดคุยกับเพื่อนบ้านไกลขนาดนี้
ส่วนย่าอวิ๋นไม่ได้ไปบ้านพักรับรองด้วย เธออยู่ที่บ้านของอวิ๋นซานเหตุเพราะท่าทีของอวิ๋นโหย่วฝูที่ทำท่าทางแบบนั้นใส่เธอ ย่าอวิ๋นเลยนั่งบ่นเขาไม่หยุด แล้วยังพูดถึงตอนเด็ก ๆ ว่าเลี้ยงเขาลำบากแค่ไหน
แน่นอนว่าอวิ๋นโหย่วฝูมีความรักต่อมารดา เมื่อผู้เป็แม่พูดถึงตอนเด็ก ๆ แม่ค่อนข้างลำเอียงเข้าข้างเขา หลังจากนั้นเขาเข้าเมือง แม่ก็ภูมิใจในตัวเขามาก แต่พวกเขามีซานซานเป็ลูกสาวแค่คนเดียว จากนั้นแม่เขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปจนเริ่มไม่ชอบคนในครอบครัวของเขา
แต่แม่ก็คือแม่ เขาจะอกตัญญูได้ยังไง เมื่อเห็นอวิ๋นซานกำลังจะทำอาหาร เขาก็ย้ำอีกครั้ง “ย่าฟันไม่ค่อยดี ตุ๋นผักให้นิ่ม ๆ หน่อยนะ”
หลังจากย่าอวิ๋นได้ยินคำพูดของอวิ๋นโหย่วฝู เธอก็หยุดพูด ลูกชายยังเห็นความสำคัญของเธออยู่ ถ้าไม่ดีก็เป็เพราะลูกสะใภ้คนนั้นสอนมา
“เหล่าเอ้อร์ บ้านอีกหลังของแกอยู่ที่ไหน มีคนอยู่ไหม?”
“แม่ นั่นบ้านของสุยอัน”
“ของเขาก็เหมือนของเรา เขาไม่ให้เมียกับลูกเขาอยู่เหรอ?”
“อันนั้นก็ต้องรอเขากลับมาพูดกันอีกที”
“ฉันว่าลูกสาวแกมันไม่ได้ความ แม้แต่ผู้ชายก็เอาใจไม่เป็ บ้านช่องก็ต้องรอเขากลับมาถึงจะอยู่ได้ พูดออกไปพวกแกไม่ขายหน้าหรือไง”
อวิ๋นโหย่วฝูได้แต่จนใจ “แม่ สุยอันเขาไม่ใช่คนแบบนั้น”
อวิ๋นชานเดินเข้ามาหยิบกระเทียมจึงได้ยินเข้าพอดี ก็เลยพูดกับย่าว่า “ย่ามาพอดีเลย งั้นก็อยู่บ้านเราหลาย ๆ วันหน่อยสิ พ่อหนูาเ็ ไม่มีคนดูแล งั้นย่าก็ช่วยอยู่ดูแลพ่อหน่อยนะคะ”
ย่าอวิ๋นได้ยินแบบนั้นก็เบิกตากว้างทันที “แล้วแม่แกทำอะไรอยู่?”
“แม่หนูต้องดูแลช่านช่าน ต้องอุ้มออกไปเดินเล่นทุกวัน ต้องออกไปซื้อกับข้าว ถ้าแม่ไม่อยู่บ้านย่าก็ต้องช่วยแล้วล่ะ” อวิ๋นซานพูดจบก็แอบขยิบตาให้อวิ๋นโหย่วฝูให้เขาร่วมมือ
อวิ๋นโหย่วฝูจึงรีบพูดขึ้นว่า “แม่ครับ ลูกชายคนนี้น่ะไม่กตัญญู แล้วยังต้องให้แม่ลำบากอีก พูดแล้วก็นึกขึ้นได้ ผมไม่ได้กินเมี่ยนเกอต่า*[1]ฝีมือแม่นานแล้วนะ”
แน่นอนว่าร่างกายย่าอวิ๋นยังแข็งแรง การทำอาหารจึงไม่เหนื่อยสำหรับเธอ
ย่าอวิ๋นบ่นไปสองสามคำ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
ไม่นานนัก อวิ๋นอ้ายจวินกับคนอื่น ๆ ก็กลับมา อวิ๋นซานได้ยินเสียงจึงเดินออกมาที่ระเบียง มองลงไปบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องขึ้นมาแล้ว ลุงกับป้าสะใภ้ไปที่บ้านพักรับรองแถวโรงงานเหมืองแร่แล้วล่ะ”
ประจวบกับเจียงเอ้อร์นีกลัวว่าพวกเขาจะหาไม่เจอ ก็เลยพาลูกชายทั้งสองคนมารอ แล้วก็กะจะมาขอกินข้าวอวิ๋นซานกินด้วย
แต่ไม่นึกเลยว่าอวิ๋นซานจะพูดแบบนั้นออกมาก่อนที่พวกเขาจะขึ้นไป
พูดจบอวิ๋นซานก็ไม่สนใจพวกเขาอีก เธอปิดประตูดูทีวีต่อ
ย่าอวิ๋นจะเรียกเหลนทั้งสองคนขึ้นมาข้างบน อวิ๋นซานจึงพูดว่า “คุณย่าคะ ถ้าพวกเขามาช่วยจ่ายค่าเช่า ค่อยให้ขึ้นมาค่ะ”
ย่าอวิ๋นโกรธจนทนไม่ไหว เธอมองหลานสาวคนนี้ไม่เข้าตาตั้งนานแล้ว จึงสั่งให้อวิ๋นโหย่วฝูสั่งสอนหลานคนนี้สักหน่อย
อวิ๋นซานยิ้มแล้วพูดว่า “คุณย่าคงไม่รูัใช่ไหมคะ ว่าตอนนี้หนูเป็คนตัดสินใจทุกอย่างในบ้านหลังนี้แล้ว”
“อะไรนะ? เด็กอย่างแกจะมาตัดสินใจอะไร? แกกล้าขัดใจฉันเหรอ”
“คุณย่าลืมไปแล้วเหรอคะ ว่าหนูแต่งงานแล้ว ในบ้านนี้หนูก็เหมือนลูกชาย เป็เสาหลักของบ้านนี้ พ่อแม่เชื่อฟังหนูมันเป็เื่ปกติมาก”
ย่าอวื๋นโกรธจนแทบจะพ่นควันออกจากรูจมูก เธอหันไปตำหนิอวิ๋นโหย่วฝู บอกว่าเขาไม่ได้เื่ ปล่อยให้ลูกสาวขึ้นมานั่งบนหัว แต่เธอก็จำคำพูดของอวิ๋นชานไว้โดยไม่รู้ตัว และนับั้แ่วินาทีนั้นเป็ต้นมา เธอก็ไม่ได้มองหลานสาวเป็เพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อีกต่อไป
ตกดึก พานหงเสียพาช่านช่านมานอนเป็เพื่อนอวิ๋นซาน ย่าอวิ๋นนอนห้องของพานหงเสียกับอวิ๋นโหย่วฝู ส่วนอวิ๋นโหยว่ฝูก็นอนอยู่ในห้องนั่งเล่น
ในห้องของอวิ๋นซานมีเตียงอยู่เตียงหนึ่ง ก่อนหน้านี้อวิ๋นเจินเป็คนนอน ตอนนี้เธอก็ย้ายเตียงออกไปให้พ่อของเธอนอน
น่าสงสารเขา ทั้งที่มือก็เจ็บอยู่แท้ ๆ ยังต้องมาลำบากแบบนี้อีก แต่ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ย่าอวิ๋นเป็แม่ของเขาล่ะ
...
อวิ๋นซานและครอบครัวต้องนอนเบียดกัน แต่ครอบครัวของอวิ๋นโหย่วเต๋อกลับแออัดยิ่งกว่า ลูกชายทั้งสามคนของเขาต้องนอนบนพื้น ไม่มีที่ไหนจะอึดอัดไปกว่านี้อีกแล้ว
ถึงแม้ว่าจะเปิดห้องพักขนาดใหญ่แล้ว แต่ก็มีเตียงเพียงสองเตียงเท่านั้น อวิ๋นโหย่วเต๋อนอนกับหงชุนฮวาและหลานชายคนหนึ่งบนเตียง ส่วนอีกเตียงหนึ่งเจียงเอ้อร์นีกับอวิ๋นเจินนอนกับลูกชายเธออีกคนหนึ่ง ลูกชายอีกสามคนที่เหลือไม่มีที่นอน จึงได้แต่นอนกองกันอยู่บนพื้น
ในห้องไม่มีเครื่องทำความร้อน คนที่นอนบนพื้นหนาวจนตัวสั่น
อวิ๋นอ้ายิ่ลูกชายคนเล็กหนาวจนนอนไม่หลับ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างหัวเสีย “อวิ๋นซาน ยัยเด็กคนนั้นมันน่ารังเกียจจริง ๆ แค่เด็กผู้หญิงไร้ประโยชน์ กล้าดียังไงมาทำแบบนี้กับพวกเรา พรุ่งนี้ฉันจะไปลากคอเธอออกมาดูสิ ว่ายังจะอวดดีอยู่หรือเปล่า”
พี่ใหญ่อย่างอวิ๋นอ้ายกั๋วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เห็นด้วยกับน้องชาย
อวิ๋นอ้ายจวินที่เป็พี่รองกลับพูดขึ้นมา “อ้ายิ่ แกใจเย็น ๆ ก่อน อย่าลืมสิ แม้แต่คนลักพาตัวยังจับเธอไม่ได้ แถมยังโดนแจ้งความอีก ฉันว่ายัยเด็กนั่นมันฉลาดขึ้นเยอะ คิดแล้วโมโหจริง ๆ”
“พี่รอง พี่อยากได้งานทำเพื่อจะได้แต่งงานไม่ใช่เหรอ งั้นเราก็ไปจับตัวยัยนั่นมาแล้วบังคับให้มันยกงานให้พี่ไง” อ้ายิ่พูด
“อ้ายิ่ เื่งานพี่ไม่รีบหรอก แต่แกเนี่ยสิ ถ้ามีบ้านในเมืองแกก็จะได้มาเรียนหนังสือที่นี่ได้” อ้ายจวินพูด
“พี่รอง อย่าห้ามผมนะ ผมทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ” อ้ายิ่คิด ถ้าเขามีทะเบียนบ้านในเมือง มีบ้านเป็ของตัวเอง เขาต้องได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยอาชีพ อนาคตก็ไม่ต้องมาลำบากเป็ชาวไร่ชาวนาอยู่แบบนี้
[1] เมี่ยนเกอต่า (面疙瘩) หรือ บะหมี่แป้งปั้น เป็อาหารจีนชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งสาลีคลึงเป็ก้อนเล็ก ๆ คล้ายลูกชิ้นแป้ง