เสียงร่ำร้องตะโกนดังขึ้นจากรอบสนามประลองที่ล้านกว้าง ศิษย์ใหม่ของตำหนักที่หกสองคนกำลังปะทะกันด้วยเสียงดนตรีชายหนุ่มผู้หนึ่งได้ถือขลุ่ยไว้ในมือ ส่วนชายอีกผู้หนึ่งกลับถือซอเอาไว้ พวกเขาทั้งสองต่างโจมตีใส่กันด้วยปราณวายุหลายเส้นสายชายหนุ่มผู้ใช้พิณได้ใช้บทเพลงภูติหิมะร่ำไห้เพื่อทำให้อีกฝ่ายไม่อาจขยับตัวได้
ส่วนชายที่ถือซอเอาไว้ได้บรรเลงบทเพลงวายุสลาตันออกมาเพื่อหักล้างกับบทเพลงของอีกฝ่ายหนึ่งคือวิชาพันธนาการเพื่อลดความเร็ว อีกหนึ่งวิชาเพลงที่หนุนเสริมความเร็วเมื่อบทเพลงที่ต่างกันสุดขั้วปะทะกันจึงเกิดสภาวะที่หักล้างกันเองใบหน้าของทั้งสองจริงจังเป็นอย่างมากหากพลาดแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจก็อาจเป็นฝ่ายแพ้ได้
แต่ในพริบตานั้นเองที่ชายหนุ่มถือซอได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตอนที่เสียงสุดท้ายของบทเพลงวายุสลาตันดังขึ้นในจังหวะนั้นเองที่เขาได้ออกแรงกดคันชักในมือออกไปและกรีดสายซอให้สุดแรงจนเกิดเสียงแหลมเล็กที่แฝงลมปราณพุ่งจู่โจมออกไปนี่คือวิชาพื้นฐานที่สุดของสายดนตรี วิชาเสียงกระแทก!
ชายหนุ่มถือพิณได้เปลี่ยนสีหน้าย่างตกใจพร้อมกับมือทั้งสองที่กรีดกรายไปบนสายพิณเพื่อสร้างปราณพุ่งไปด้านหน้าเพื่อหักล้างแต่ในพริบตานั้นเองที่ชายหนุ่มที่ถือซอได้ใช้ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมออกมาเพื่อหลบเลี่ยงไปทางอีกด้านหนึ่งมือข้างซ้ายได้จับเอาซอเอาไว้อย่างมั่นคง มือขวาไปจับไปยังหัวของซอและดึงออก!ที่แท้ภายในซอตัวนี้ได้ซ่อนกระบี่เอาไว้ภายใน! ชายหนุ่มได้หมุนตัวพลิกในแนวขวางและวาดกระบี่ออกไป ปราณเจ็ดสำเนียงภายในกายถูกรวบรวมเอาไว้ภายในมือและถ่ายทอดสู่กระบี่ในจังหวะเดียวกับที่วาดกระบี่ออกไปได้สร้างปราณกระบี่จันทร์เสี้ยวพุ่งออกไป
ในตอนที่ชายหนุ่มผู้ใช้พิณมัวแต่ป้องกันการโจมตีจากเสียงกระแทกก็ได้มีปราณกระบี่พุ่งมาจากอีกด้านหนึ่งแม้ดูไปจะยาวนานแต่ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นแทบจะในลมหายใจเดียวเท่านั้น! ชายหนุ่มผู้ใช้พิณไม่อาจจะตอบโต้ได้ทันและถูกปราณกระบี่นั้นพุ่งใส่ร่างเขาได้พยายามเกร็งลมปราณขึ้นต่อต้าน ร่างของเขาได้ถูกผลักจนถอยหลังไปถึงสามก้าวก่อนที่จะมีเลือดไหลซึมออกจากมุมปาก
“ผู้ชนะคือหยวนหลิ่งจือ!”ในตอนนั้นเองที่ได้มีศิษย์พี่ผู้หนึ่งได้กล่าวคำตัดสินการประลองออกมา หยวนหลิ่งจือก็คือชายหนุ่มผู้ใช้ซอเป็นอาวุธเขาได้สะบัดกระบี่ในมือออกจนเกิดเสียงกังวาลก่อนที่จะพลิกข้อมือและนำกระบี่เก็บเข้าสู่เครื่องดนตรีของเขาเขาได้เดินลงจากสนามประลองเพื่อให้คนอื่นขึ้นสู้แทน
หยวนหลิ่งจือเป็นชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีผู้มีใบหน้างามราวกับสตรีเป็นชายหนุ่มที่ดูเจ้าสำอางอยู่บ้าง ร่างกายดูบอบบาง ดูไปแล้วภาพลักษณ์คล้ายกับเป็นบัณฑิตผู้หนึ่งเสียมากกว่าผู้ฝึกตนเขาเป็นศิษย์รุ่นใหม่ของตำหนักที่หกซึ่งเป็นความหวังของตำหนักเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ดนตรีที่มีพรสวรรค์เป็นอย่างมาก
นอกจากยุทธ์ศาสตร์ดนตรีแล้วฝีมือทางเชิงกระบี่ของเขาเองก็ไม่น้อยหน้าแม้แต่น้อย เขาสามารถเข้าถึงสำนึกกระบี่และญาณแห่งดนตรีได้ตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นศิษย์มากพรสวรรค์ที่หยางเฟยเทียนเองก็ลงมือถ่ายทอดวิชาด้วยตัวเองเช่นเดียวกันกับถังเฟยหู่อีกทั้งเขายังมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากภายในตำหนักรวมถึงสำนัก
ศิษย์พี่คนอื่นภายในตำหนักที่หกล้วนฝากความหวังเอาไว้กับหยวนหลิ่งจือในสายตาของพวกเขาหยวนหลิ่งจือจะเป็นผู้ที่เชิดหน้าชูตาให้แก่ตำหนักที่หกพวกเขาได้มองหยวนหลิ่งจือราวกับเป็นต๊กโกวฉิวหลงคนที่สองก็ไม่ปาน หากเทียบกับถังเฟยหู่ที่หายเข้าไปในแดนลับทะเลปีศาจเป็นปีอีกทั้งยังมัวแต่ฝึกฝนโดยไม่สนใจผู้ใดแล้วนับว่าถังเฟยหู่มักจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเสียเท่าไหรโดยเฉพาะกับศิษย์เข้าใหม่ในช่วงเวลาที่แดนลับทะเลปีศาจยังเปิดแดนอยู่พวกเขาเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักมักจี่กับถังเฟยหู่เสียเท่าไหร
ในตอนนั้นเองที่ศิษย์พี่ผู้ควบคุมการประลองได้ประกาศรายชื่อผู้ประลองรอบต่อมาเสียงของเขาดังก้องออกไปเพื่อเรียกศิษย์น้องให้ขึ้นมา “ศิษย์น้องฉินเฟยอินศิษย์น้องถังเฟยหู่ ถึงตาพวกเจ้าประลองแล้ว”เมื่อศิษย์พี่ผู้นั้นได้กล่าวเสร็จก็ได้มีสายลมหอบหนึ่งพัดใส่ใจกลางสนามประลอง
เมื่อสายลมสลายหายไปก็ได้ปรากฏร่างกายของชายผู้หนึ่งที่ในมือได้ถือขลุ่ยเหล็กเลาหนึ่งเอาไว้เขาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณสิบแปดปี มีใบหน้าที่คมเข้มและแฝงเอาไว้ด้วยความมั่นใจในตนเองกว่าหลายส่วนคนผู้นี้ก็คือฉินเฟยอิน เป็นศิษย์รุ่นใหม่ผู้เป็นความหวังของตำหนักที่หกเช่นกัน
อีกด้านหนึ่งถังเฟยหู่ได้เดินมายังสนามประลองด้วยท่าทางธรรมดาสามัญอย่างที่สุดมิได้ใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้ามาเหมือนกับฉินเฟยอิน ในสายตาของผู้คนเลยมีความคิดเอนเอียงไปทางฉินเฟยอินว่าแข็งแกร่งกว่า
ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่เองก็ได้เรียกอาวุธจิตวิญญาณละอองปราณสีเขียวมรกตได้พวยพุ่งออกมาและก่อร่างภายในมือของเขาจนกลายเป็นขลุ่ยหยกนี่คือศึกการประลองของผู้ใช้วิชายุทธ์ดนตรีประเภทขลุ่ยการประลองในรอบนี้ดูเป็นที่จับตามองของศิษย์รุ่นหลังทั้งหลายของตำหนักเป็นอย่างมาก
สำหรับพวกเขาแล้วฉินเฟยอินเป็นผู้ชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมากภายในตำหนักเช่นกันเป็นรองก็เพียงแต่หยวนหลิ่งจือเพียงขั้นหนึ่ง ฉินเฟยอินโด่งดังอย่างมากในวิชาในศาสตร์ดนตรีรวมถึงวิชากระบี่ของเขาก็ไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน
ฉินเฟยอินเผยยิ้มอันเย่ยหยิ่งของตนออกมา“ศิษย์พี่ถังท่านนี้ทำไมท่านถึงไม่ยอมแพ้ไปเสียแต่เนิ่นๆเล่า ท่านจะได้มิต้องเจ็บตัวไปโดยเปล่าประโยชน์”ศิษย์พี่น้องโดยรอบที่รู้นิสัยของฉินเฟยอินเป็นอย่างดีต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่ายต่อการกระทำของอีกฝ่ายฉินเฟยอินมักจะชอบดูถูกคนอื่นเสมอและมองว่าตัวเองมีพรสวรรค์สูงกว่าผู้อื่นเสมอในสายตาของเขาผู้ที่ควรค่าแก่การประลองด้วยในคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันนั้นคงจะมีแต่หยวนหลิ่งจือเท่านั้น!
ทางด้านถังเฟยหู่เขากลับไม่ได้โกรธอะไรเพียงแต่ยิ้มออกมาเท่านั้น “คงทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกศิษย์น้องฉิน ต้องอย่าลืมว่าการประลองนี้มีไว้เพื่อแลกเปลี่ยนฝีมือและพัฒนาตนเองหากยอมแพ้ไปเสียตั้งแต่ยังไม่ทันลงมือก็นับว่าขัดต่อเจตนาของอาจารย์แล้ว”
ฉินเฟยอินกัดฟันด้วยความโมโห “ได้!เช่นนั้นศิษย์พี่เตรียมรับมือ!”เมื่อกล่าวเสร็จฉินเฟยอินได้โคจรลมปราณเจ็ดสำเนียงขึ้นมาในทันที ร่างของเขาพุ่งตรงไปด้วยท่าเท้าของสำนักรวดเร็วดั่งสายลมมือของเขาแทงขลุ่ยในมืออกไปต่างกระบี่ปลายขลุ่ยปกคลุมเอาไว้ด้วยลมปราณวายุเพื่อหนุนเสริมความแหลมคม!
ถังเฟยหู่กลับไม่ได้ตื่นตกใจมากเท่าไหรเพราะได้ใช้เคล็ดหัวใจพิณเอาไว้อยู่ก่อนแล้วจึงทำให้ใจเย็นในสถานการณ์เช่นนี้เขาได้ก้าวถอยหลังพร้อมกับหมุนตัวตามแรงที่พุ่งมาของปราณกระบี่อีกฝ่ายร่างของเขาพลิ้วไหวเพราะใช้ออกด้วยท่าเท้าอสรพิษลี้ลับ ในพริบตาเขาก็ได้ลอบมาอยู่ที่ด้านหลังของอีกฝ่ายแล้ว
จากนั้นเขาจึงค่อยใช้ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมออกมาเพื่อถีบเท้าใส่พื้นอย่างแรงเพื่อให้ร่างของเขาถอยหลังออกมาอย่างว่องไวหยางเฟยเทียนอดชื่นชมถังเฟยหู่ในใจมิได้เขาสามารถมองออกว่าวิชาตัวเบาที่ถังเฟยหู่ใช้คือสองวิชาที่แตกต่างกัน วิชาหนึ่งคือแนวทางอันสลับซับซ้อนเพื่อหลบหนีและสร้างความสับสนอีกวิชาหนึ่งคือวิชาตัวเบาซึ่งเน้นหนักในด้านความเร็วชายหนุ่มเลือกใช้วิชาออกมาในจังหวะที่ชาญฉลาดยิ่งนัก!
บทเพลงทัณฑ์วชิระ!
ในทันทีที่ถังเฟยหู่สามารถสร้างระยะห่างจากอีกฝ่ายได้เขาก็ได้ประทับปากลงบนขลุ่ยหยกในมือและบรรเลงบทเพลงทัณฑ์วชิระออกมาในทันที!เสียงขลุ่ยอันไพเราะดังก้องกังวาลขึ้นพร้อมกับสร้างความรู้สึกมายาประเภทหนึ่งเข้าสู่สมองของฉินเฟยอินโดยตรงความรู้สึกของฉินเฟยอินนั้นคืออาการเจ็บปวดบนผิวหนังราวกับถูกเผาไหม้ด้วยสายฟ้าราวกับเขารู้สึกถูกกักขังโดยโซ่ตรวนสายฟ้าทำให้การเคลื่อนไหวเป็นอย่างลำบากแต่ในพริบตานั้นเองที่ฉินเฟยอินได้ใช้ออกด้วยเคล็ดหัวใจพิณพร้อมกับกระตุ้นญาณแห่งดนตรีออกมาผสานกับเคล็ดฝึกจิตนี้ในทันใดนั้นเองที่เขาได้ทำลายการพันธนาการโดยบทเพลงของถังเฟยหู่ออกมาได้อย่างง่ายดาย!
“ไร้ประโยชน์! ศิษย์พี่ไม่สามารถสู้ข้าได้! ศาสตร์แห่งดนตรีตัดสินกันที่ความเชี่ยวชาญและความเข้มแข็งของจิตใจท่านยังมิได้บรรลุญาณแห่งดนตรี ฝีมือในศาสตร์ดนตรีจึงไม่อาจเทียบข้าได้วิชาของท่านจึงได้ไร้ประโยชน์!” ฉินเฟยอินร่ำร้องออกมาด้วยเสียงอันดังเพื่อเป็นการพูดดูถูกอีกฝ่าย
ถังเฟยหู่ขมวดคิ้วกับสิ่งที่เกิดขึ้นเขาได้คาดเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะมีญาณแห่งดนตรีจึงทำให้มีความเข้าใจที่มากกว่าเขาจนสามารถสลัดหลุดออกจากผลของวิชาได้แต่ชายหนุ่มมิได้ยอมแพ้แต่เพียงเท่านี้! เขาได้กล่าวตอบโต้ออกมา“ถึงแม้บทเพลงของข้าจะใช้กับเจ้ามิได้แต่มันยังกับตัวของข้าเองได้อยู่!”
บทเพลงวายุสลาตัน!
เพลงบรรเลงขลุ่ยได้ดังขึ้นอีกครั้งในครานี้ถังเฟยหู่เล่นบทเพลงทำนองอันรวดเร็วออกมาผลของมันทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายของเขารวดเร็วขึ้นมากกว่าเดิมในเวลาเดียวกันนั้นเองที่เขาได้ใช้ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมออกมาพร้อมกันร่างของเขาเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วราวกับลมพายุหอบหนึ่ง
ถังเฟยหู่พุ่งตัวไปพร้อมกับแท่งออกด้วยขลุ่ยหยกด้วยท่าทีคล้ายกับการโจมตีของฉินเฟยอินในคราแรกเมื่อฉินเฟยอินเห็นเช่นนั้นก็ได้แท่งสวนด้วยขลุ่ยของตนออกไปเช่นเดียวกัน ปลายขลุ่ยทั้งสองปะทะกลางอากาศจนเกิดเสียงดังกังวานขึ้นชั่วขณะหนึ่งแต่ในตอนนั้นเองที่ฉินเฟยอินตวัดขลุ่ยขึ้นบนแล้วม้วนขลุ่ยในมือของตนเพื่อกดขลุ่ยของถังเฟยหู่ให้อยู่ด้านใต้และผลักกำลังปราณออกไปเพื่อกดดันอีกฝ่ายแทบจะในทันทีเพื่อต้องการให้อาวุธในมือของศิษย์พี่ผู้นี้หลุดลอยออกไป
ถังเฟยหู่เห็นเช่นนั้นจึงได้ผ่อนแรงของตนแทบจะในทันทีเพื่อโอนอ่อนไปตามแรงของอีกฝ่ายเพื่อให้อีกฝ่ายเสียสูญจากการโจมตีนี้และในพริบตานั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ลอบใช้เคล็ดกายหยาบมารของสัตว์อสูรวัวป่า ข้อมือของเขาปรากฏรอยสักมารขนาดเล็กที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้ขึ้นมา
เขาได้ออกแรงแทงขลุ่ยในมือสวนออกไปอย่างรวดเร็วปลายขลุ่ยปะทะใส่หน้าอกของฉินเฟยอินอย่างแรงจนอีกฝ่ายกระเด็นถอยหลังไปเล็กน้อย ใบหน้าของฉินเฟยอินเต็มไปด้วยความแปลกใจอีกทั้งยังเจือปนไปด้วยความรู้สึกเสียหน้ากว่าหลายส่วนในตอนนั้นเองที่เขาได้แสยะยิ้มออกมา “เหอะๆๆ ข้าดูถูกท่านมากจนเกินไปศิษย์พี่ย่อมต้องเป็นศิษย์พี่…ถึงอย่างไรก็ฝึกวิชามาก่อนแต่นั่นมิได้หมายความว่าท่านจะแข็งแกร่งกว่าข้า! นั่นเพราะมีสิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเทียบกันนั่นก็คือพรสวรรค์!”
ในทันใดนั้นเองเมื่อฉินเฟยอินได้กล่าวจบก็ได้ปลดปล่อยละอองปราณวายุสีเขียวออกมาละอองปราณสีเขียวเจิดจ้าได้รวมตัวกันที่เบื้องหน้าของเขามันได้ก่อร่างอย่างรวดเร็วและไม่นานนักมันก็ได้ปรากฏร่างกายของสิงโตขนาดใหญ่ที่มีขนสีเขียวอ่อนขึ้นร่างกายของมันปรากฏกลิ่นอายของธาตุวายุ มันคือทาสอสูรนามสิงโตวายุเป็นสัตว์อสูรประเภทสัตว์ป่าธาตุลมระดับสี่!
โฮกกกกก!!
เสียงคำรามของสิงโตวายุดังก้องขึ้น ศิษย์วัยเยาว์ที่อายุต่ำกว่าสิบห้าภายในตำหนักส่วนใหญ่ต่างยกมือขึ้นมาปิดหูพร้อมเสียงของสิงโตตัวนั้นมีหลายคนที่รับชมการประลองอยู่ต่างมีสีหน้าที่ตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะตั้งแต่เริ่มประลองพึ่งจะมีคนที่นำทาสอสูรหรือจิตวิญญาณออกมาร่วมสู้เป็นครั้งแรก!
ในตอนนั้นเองที่มีศิษย์วัยเยาว์คนหนึ่งได้เอ่ยถามศิษย์พี่ที่ด้านข้าง “ศิษย์พี่! นั่นคือการประลองของผู้ฝึกยุทธ์สามารถนำอสูรออกมาร่วมสู้ได้หรือ?”ศิษย์วัยเยาว์ถามออกมาด้วยสีหน้าไร้เดียงสาเป็นยิ่งนักศิษย์พี่คนนั้นก็ยิ้มให้แก่ศิษย์น้องก่อนที่จะบอกกล่าวอธิบายออกไป “ย่อมได้แน่นอน!โดยเฉพาะการต่อสู้ของผู้ฝึกวรยุทธ์ในศาสตร์ดนตรีชั้นที่สูงขึ้นมาพวกเรามักจะเรียกสิ่งนี้ว่าการประลองอสูร ต้องรู้ว่าวรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีนั้นกึ่งไปทางการโจมตีทางจิตและวิญญาณสร้างภาพมายาหลอกลวง หรือแม้แต่เสริมความสามารถของฝ่ายเดียวกันซึ่งการต่อสู้ระยะประชิดเป็นจุดอ่อนของพวกเราอีกทั้งยังต้องสร้างระยะห่างจากคู่ต่อสู้ประมาณหนึ่งถึงสามารถแสดงความสามารถของวิชาออกมาได้อย่างเต็มที่ทาสอสูรหรือจิตวิญญาณจึงเข้ามามีบทบาทผู้ฝึกตนจะใช้อสูรเหล่านั้นต่อสู้แทนโดยใช้วิชาศาสตร์ดนตรีเพื่อหนุนเสริมความสามารถและควบคุมการต่อสู้อยู่เบื้องหลังแต่ก็อาจจะมีคนบางส่วนที่สามารถแสดงฝีมือออกมาได้อย่างเต็มที่โดยมิต้องพึ่งการประลองอสูรเช่นกันซึ่งคนเหล่านั้นจะมีแนวทางการผสานการต่อสู้ระยะประชิดเข้ากับวิชาในศาสตร์ดนตรีได้อย่างน่าเหลือเชื่อ!คล้ายกับวิถีการต่อสู้ของหยวนหลิ่งจือคนนั้น! แม้ดูไปแล้วการต่อสู้ของสายโจมตีระยะประชิดจะเสียเปรียบแต่แท้จริงแล้วหากเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมแล้ววิชาปราณของผู้ฝึกตนจะแฝงเอาไว้ด้วยอำนาจของจิตวิญญาณราวกับปราณที่มีชีวิตซึ่งเราจะเรียกว่าปราณวิญญาณทุกการเคลื่อนของปราณจะแฝงเอาไว้ด้วยพลังของจิตวิญญาณในกายพลังเพิ่มพูนขึ้นอย่างมากมายนัก!”
ศิษย์น้องผู้นั้นฟังอย่างตั้งอกตั้งใจพร้อมกับมองการต่อสู้ตรงหน้าอย่างไม่วางตาแม้แต่น้อยฉินเฟยอินได้ประทับปากของตนลงบนขลุ่ยอย่างรวดเร็วพร้อมกับเล่นบทเพลงวายุสลาตันออกมาเพื่อหนุนเสริมการเคลื่อนไหวของสิงโตวายุให้รวดเร็วในพริบตานั้นเองที่สิงโตวายุได้พุ่งตัวออกไปพร้อมกับยื่นกรงเล็บของมันออกไปเพื่อจู่โจมในทันที!
ถังเฟยหู่เร่งรีบยกขลุ่ยหยกในมือขึ้นป้องกันพลังกายของสิงโตวายุเองก็หนักหน่วงเป็นอย่างมากแต่สำหรับถังเฟยหู่นั้นไม่ถือว่ามากมายเท่าใดนัก! นั่นเพราะชายหนุ่มนั้นได้ฝึกตนมาด้วยวิถีการบ่มเพาะกายามาโดยตลอดพลังกายของเขาเองก็แข็งแกร่งเป็นอย่างมากหากเทียบกับผู้ฝึกตนทั่วไปในขอบเขตเดียวกัน
กระบี่ทิพย์ดอกเหมยปักษาสวรรค์เหินฟ้า!
ในชั่วพริบตานั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้สำแดงวิชาดัดแปลงจากเข็มทิพย์ดอกเหมยที่ไม่ได้ใช้ออกมานานร่างของเขาหมุนตัวพร้อมกับขลุ่ยหยกในมือฟาดใส่ใบหน้าของสิงโตวายุอย่างแรงจนหน้ามันหันไปตามแรงฟาดของเขา! พลังปราณวายุในกายได้หนุนเสริมให้กระบวนท่านี้สำแดงออกมารุนแรงกว่าที่เขาเคยใช้เมื่อก่อนนัก
เขาได้ใช้จังหวะนั้นในการถีบเท้าถอยหลังกลับ!เขาได้ใช้จังหวะนั้นในการใช้วิชาขลุ่ยออกมาเขาได้เป่าขลุ่ยเสียงเล็กแหลมจู่โจมออกไปด้วยเสียงกระแทก! เสียงเล็กแหลมพุ่งจู่โจมใส่ร่างกายของสิงโตวายุในทันทีมันได้ร้องคำรามออกมาอย่างเจ็บปวด แทบจะทันใดนั้นเองที่ชายหนุ่มได้เล่นบทเพลงทัณฑ์วชิระออกมาอย่างต่อเนื่องสร้างภาพภายในสมองของสิงโตวายุราวกับถูกกักในภาพมายาแห่งสายฟ้าร่างกายของมันรู้สึกชาจนแทบขยับไม่ได้ แต่ฉินเฟยอินก็ได้โต้กลับด้วยการเล่นบทเพลงกล่อมจิตออกมาในทันที!
บทเพลงกล่อมจิตนั้นคือวิชาที่ใช้สลายอาการผิดปกติทั้งหลายออกไปหากใช้สลายวิชาในศาสตร์ดนตรีด้วยกันก็จำต้องมีฝีมือทางดนตรีที่มากกว่าอีกฝ่ายจึงจะสำเร็จแต่โชคดียิ่งนักที่ฉินเฟยอินมีพรสวรรค์ทางด้านดนตรีที่เหนือกว่าอีกทั้งยังครอบครองญาณแห่งดนตรีอีกด้วย!
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่ถังเฟยหู่เองก็พุ่งร่างไปทางด้านหน้าในจังหวะที่เพลงกล่อมจิตยังบรรเลงไม่เสร็จสิ้นพลังปราณเจ็ดสำเนียงได้ถูกรวบรวมเอาไว้ที่ปลายนิ้วและใช้ออกด้วยวิชาดัชนีเหล็กของสำนัก! นิ้วของเขาแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า นิ้วงองุ้มดุจดั่งกรงเล็บของสัตว์ป่าในพริบตานั้นเองที่เขาได้ฟาดมือออกไปใส่หัวของสิงโตวายุในทันที!
ปังงงง!!
กรงเล็บมารกระดูกขาว มารเจาะกะโหลก!!
นิ้วทั้งห้าของถังเฟยหู่ได้ฟาดเข้าใส่กะโหลกของสิงโตวายุอย่างถนัดถนี่!ทาสอสูรตนนี้ได้ร้องคำรามออกมาอย่างเจ็บปวด! อีกทั้งการโจมตีนี้ยังทำให้มันมึนงงเป็นอย่างมากในจังหวะนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้พลิ้วร่างตรงไปโดยกระโดดเหยียบร่างของสิงโตวายุไปร่างของเขาได้ลอยขึ้นกลางอากาศท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองดูอยู่!
กระบี่อสรพิษหมื่นแปร หมื่นพิษไม่หวนคืน!
ร่างของพลิ้วร่างตรงไปข้างหน้าโดยการหมุนตัวเป็นเกรียวลมปราณวายุก่อตัวรวมกันที่ปลายขลุ่ยหยก ก่อเกิดมายาปราณของอสรพิษนับหมื่นรวมตัวกันในการจู่โจมที่ปลายขลุ่ยหยก!ผู้ชมด้านล่างด้านมองกันตาค้างกับกระบวนท่าตรงหน้าถึงอย่างไรตระกูลถังก็ยังเป็นหนึ่งในห้ายอดตระกูลแห่งแผ่นดินแม้จะเป็นวิชากระบี่มาตรฐานที่ฝึกฝนกันในตระกูลแต่ก็ยังมีอานุภาพที่ทำให้ผู้คนตื่นตกใจนัก!
ฉินเฟยอินเองก็มิยินย่อมรับการโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวเช่นกัน! เขาได้โคจรลมปราณเจ็ดสำเนียงออกมาราวกับวายุคลั่งได้ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นลมปราณเขาได้ยกเลิกการบรรเลงบทเพลงกล่อมจิตและเปลี่ยนมาปลดปล่อยพลังลมปราณเข้าใส่ขลุ่ยในมือเพื่อสำแดงกระบวนท่าโจมตีด้วยเสียงออกมา!
ปราณเจ็ดสำเนียง คลื่นกระแทกเจ็ดวังวน!!
นี่คือวิชาขั้นสูงขึ้นมาของวิชาเสียงกระแทกอันมีนามว่าคลื่นกระแทกเจ็ดวังวนซึ่งเป็นวรยุทธ์ระดับสี่ของสำนัก ปราณวายุพุ่งจู่โจมออกไปเป็นคลื่นกระแทกสุดพิสดารเจ็ดชั้นซ้อนใส่ร่างกายของถังเฟยหู่ที่ลอยกลางอากาศแต่การโจมตีของถังเฟยหู่เองก็เกิดขึ้นจากลมปราณวายุของสำนักเช่นเดียวกันร่างของเขาหมุนด้วยความเร็วราวกับพายุปลายกระบี่ที่รวบรวมพลังเอาไว้ได้ต่อต้านเขากับปราณโจมตีกระแทกเจ็ดชั้นนั้นอย่างหักโหม!
เปรี้ยงงงง!!
กระบี่ของถังเฟยหู่สามารถทลายท่าโจมตีของฉินเฟยอินได้ถึงห้าชั้นแต่ในท้ายที่สุดก็ถูกพลังสองชั้นหลังกระแทกกลับไปจนเสียกระบวนถังเฟยหู่ได้ร่อนร่างของตนลงมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับออกวิ่งหลบหนีในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่สิงโตวายุได้คืนสติแล้วรีบพุ่งร่างตามไปเพื่อโจมตีถังเฟยหู่
โฮกกกกก!!
ฉินเฟยอินเห็นเช่นนั้นจึงได้ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจเขาได้บรรเลงบทเพลงกรีธาทัพออกมาเพื่อเสริมพลังของสิงโตวายุ พลังโจมตีของสัตว์ร้ายตนนี้ได้เพิ่มขึ้นมันได้กางกรงเล็บออกพร้อมถีบร่างของตนให้พุ่งตัวผ่านอากาศได้อย่างรวดเร็วราวกับลูกศรถังเฟยหู่เห็นเช่นนั้นจึงได้กระตุ้นญาณแห่งโลหิตและใช้สายเลือดในร่างออกด้วยวิชาเนตรสวรรค์ผลาญภพขั้นต้นที่อาจารย์ถ่ายทอดให้!
ดวงตาสีม่วงของชายหนุ่มได้เปลี่ยนกลายเป็นสีเขียวมรกตซึ่งเป็นสีดั้งเดิมของสายเลือดสกุลถังแม้วิชาเนตรสวรรคค์ผลาญภพขั้นพื้นฐานที่เขาได้รับจะเป็นขั้นพื้นฐานของพื้นฐานที่สุดของวิชาตระกูลหยางแต่หากเทียบกับวิชาตาเหยี่ยวพันลี้ก็นับว่าเหนือกว่านัก ภาพในสายตาของถังเฟยหู่พลันเด่นชัดขึ้นหลายเท่าราวกับภาพที่เห็นได้ช้าลงเล็กน้อยเพื่อที่จะสามารถหลบรอดการโจมตีของสิงโตวายุตรงหน้าไปได้ในตอนนั้นเองที่เขาได้ใช้ท่าเท้าอสรพิษลี้ลับออกมา
เท้าของเขาก้าวสลับไปมาอย่างน่าพิศวงถังเฟยหู่ได้เอี้ยวร่างพริ้วหลบกรงเล็บของสิงโตวายุไปอย่างน่าเหลือเชื่อเขาได้ใช้วิชาดัชนีเหล็กออกมาครอบคลุมทั้งมือ มือข้างซ้ายของเขางอนิ้วทำท่าเป็นกรงเล็บและพุ่งมือออกใส่ร่างของสิงโตวายุในจังหวะเดียวกันกับที่เขาได้เอี้ยวตัวหลบ!
กรงเล็บมารกระดูกขาว หักกระดูกสะบั้นใจ!
ปังงงง!!
ชายหนุ่มได้สำแดงกระบวนท่าอันโหดร้ายออกมาลมปราณวายุอัดแน่นในมือและโจมตีออกไปใส่กระดูกสันหลังของสิงโตวายุอย่างรุนแรง! พลังปราณวายุถ่ายทอดจากกระดูกสันหลังพุ่งเข้าจู่โจมยังหัวใจของสิงโตวายุมันได้ร้องคำรามออกมาอย่างเจ็บปวด จากนั้นถังเฟยหู่พลิ้วร่างมาอีกฝั่งหนึ่งเขาได้ตวัดขลุ่ยหยกในมือออกไปอย่างรวดเร็วปลายขลุ่ยที่ปกคลุมด้วยปราณอันแหลมคมได้แทงเข้าสู่ดวงตาของสิงโตวายุอย่างแม่นยำ!
โฮกกกกก!!
สิงโตวายุร้องคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่ถังเฟยหู่ยังไม่หยุดเท่านั้นทุกการเคลื่อนไหวของเขาได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแม่นยำด้วยการคาดคำนวณจากดวงตาทั้งสองข้างที่เปล่งแสงสีเขียวมรกตร่างของเขาหมุนตัวขึ้นกลางอากาศและเตะขาออกไปขึ้นบนฟากฟ้าพลังปราณวายุถูกรวมเอาไว้ในขาข้างนั้น! ในจังหวะเดียวกันนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ใช้เคล็ดกายหยาบมารจากวิชาปราณมารไร้ลักษณ์ออกมาบนผิวหนังที่บริเวณท่อนขาของเขาได้เกิดรอยสักมารรูปวังวนขึ้นพลังกายของเขาพลันเพิ่มขึ้นถึงแปดเท่าด้วยพลังของหมึกปีศาจวังวนมาร! ในทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ตวัดขาฟาดลงมาพลังของเขาได้ปะทุขึ้นราวกับพายุอันบ้าคลั่งที่ฟาดใส่หัวของสิงโตวายุอย่างรุนแรง!
ตู้มมมม!!
ทุกอย่างได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนฉินเฟยอินไม่อาจตามทันสิงโตวายุได้ตายและสลายกลายเป็นละอองปราณอีกครั้ง! ถังเฟยหู่ที่ออกฟาดขาลงมานั้นเองในจังหวะที่การโจมตีของเขาโดนยังหัวของสิงโตวายุ เขาได้ขยับร่างเล็กน้อยเพื่อถ่ายเทน้ำหนักและแรงไปยังปลายเท้าอย่างแม่นยำกลางอากาศในทันใดนั้นเองเขาก็ได้ใช้ออกด้วยท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมในชั่วพริบตาอย่างน่าเหลือเชื่อ!เขาได้ใช้ศีรษะของสิงโตวายุเป็นดั่งหินรองเท้าเพื่อใช้เหยียบส่งร่างของตนออกไป!
ฟิ้ววววว!!
ร่างของถังเฟยหู่พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วไปทางฉินเฟยอิน! ถังเฟยหู่ชี้ขลุ่ยหยกไปทางเบื้องหน้าและหยิบยืมแรงส่งร่างเพื่อหมุนตัวและใช้ออกด้วยกระบวนท่าหมื่นพิษไม่หวนคืน!มายาปราณของงูได้พันอยู่รอบปลายขลุ่ยของเขาร่างของเขาหมุนตัวอย่างรวดเร็วราวกับพายุพุ่งไปดุจดั่งลูกศร!
ฉินเฟยอินถูกสำนึกกระบี่ภายในกระบวนท่าของถังเฟยหู่กดดันเอาไว้อีกทั้งกระบวนท่านี้ยังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินไป! ฉินเฟยอินฝือยกขลุ่ยในมือขึ้นป้องกันแต่ก็ช้าจนเกินไป!ปลายกระบี่ของถังเฟยหู่แทงใส่กลางลำตัวของฉินเฟยหู่อย่างแม่นยำและผลักร่างกายของฉินเฟยอินจนลอยออกไป!
หยางเฟยเทียนที่นั่งชมอยู่ได้คว้ามือออกไปกลางอากาศและใช้ปราณรองรับร่างกายของฉินเฟยอินอย่างแผ่วเบาชายชราได้หันไปทางศิษย์ผู้ควบคุมการประลองพร้อมกับพยักหน้าส่งสัญญาณให้ศิษย์ผู้นั้นก็เข้าใจในความหมายและได้ประกาศออกไป
“ผู้ชนะ!ถังเฟยหู่!!!”