แขนของอินเซก้าขาดสะบั้น
“กำลังรออยู่เลยไอ้ลิงเวร ช่วงเวลาที่แกกำลังจะเข้าตะครุบเหยื่อน่ะ” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้น แววตาของเขาเย็นยะเยือกไร้ซึ่งอารมณ์เมื่อสิ้นสุดการตัดแขนของศัตรูตรงหน้า
กวีทุ่มพลังมานามากถึงหนึ่งในสองเพื่อเคลือบดาบให้แหลมคมจนสามารถตัดขาดทุกสิ่ง นับเป็นการเดิมพันที่อุดมไปด้วยความเสี่ยง ไม่เพียงแค่เขาจำต้องสูญเสียมานาอย่างมากมาย ขณะเดียวกันจังหวะจำต้องแม่นยำเพราะโอกาสคงมีเพียงครั้งเดียว
อย่างไรก็ตาม การเดิมพันครั้งนี้กวีเป็นฝ่ายชนะ เขาสะบั้นแขนของอสูรร้ายได้หนึ่งข้าง ย่อมลดทอนความสามารถทั้งด้านป้องกันและจู่โจมให้ลดน้อยลง
อินเซก้าเพิ่มทวีความโกรธประหนึ่งถูกราดน้ำมันเข้ากองไฟ มันเร่งกระหน่ำหมัดซ้ายที่เหลือเข้าใส่ลูกบาศก์สีทองอย่างบ้าคลั่ง ในขณะเดียวกันกลับทำได้เพียงจดจ้องไปยังกวีซึ่งเรือนร่างกำลังเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว หากมันมิได้ต้องมนต์สะกดของกามู รายต่อไปที่ต้องตายย่อมเป็นชายผู้ตัดแขนของมันอย่างแน่นอน
และแล้วในช่วงเวลาต่อมา
“กวี หลบไปได้แล้วค่ะ !!” เสียงของแมรี่ได้ก้องกังวานมาจากเบื้องหลัง พร้อมกันนั้นเอง เรือนร่างของกวีจึงเลือนหายไปในชั่วพริบตา และบรรยากาศรอบกายของสัตว์อสูรร้ายจึงเริ่มเย็นลง พร้อมการหมุนวนของพายุคลั่งได้เริ่มต้นขึ้นในทันใด
ม่านหมอกเหมันต์ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ จนมิอาจมองเห็นเรือนร่างของกามูและอินเซก้าซึ่งอยู่ภายใน
กวีและหญิงสาวทั้งสองต่างเฝ้ารอด้วยแววตาอันเปี่ยมไปด้วยความหวัง ทักษะพายุเหมันต์คลั่งของแมรี่คือไม้ตายเดียวที่พวกเขามีอยู่
วันเวลาล่วงผ่านไปราวสามนาที พร้อมกับหมอกเหมันต์ซึ่งเริ่มต้นจางหายไป
“ไม่จริงใช่ไหม..” เสียงของแมรี่ถูกเปล่งขึ้น เธอนั้นแทบมิอาจเชื่อมั่นในสายตา เมื่อเหมันต์คลั่งสูญสลายหายไป กลับพบว่าศัตรูยังคงอยู่และแข็งแรงเฉกเช่นเดิม
แม้ว่ากามูจะมิได้รับความเสียหาย ทว่าโล่ศักดิ์สิทธิ์ฟาบาคงต้านทานพลังได้อีกไม่นานนัก และเมื่อมันสลายไป ด้วยผลของทักษะเนตรมารแห่งการยั่วยุที่ยังคงอยู่ รายต่อไปที่ต้องสิ้นชีพก็คือกามู
เพียงแต่ว่า กวีกลับไม่คิดว่ามันมิได้รับความเสียหายใดๆ
“ถ้าเราเดาถูก สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็คือ..” เขากล่าวราวกับกำลังสื่อถึงบางสิ่ง ทันใดนั้น เสียงคำรามของอินเซก้าได้กู่ก้องกังวานอีกครั้ง ออร่าสีแดงฉานลุกท่วมทั่วกาย พร้อมดวงตาของมันได้เปล่งประกายเป็นแสงสีครามสว่างไสว
“ว่าแล้วเชียว !!” คล้ายคลึงกับเมื่อครั้นที่กวีจำต้องเผชิญหน้ากับราชากระทิงผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งด้วยความหวาดกลัว พละกำลังของมันกำลังเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างทวีคูณ ทั้งความเร็ว ความแข็งแกร่งทางกายภาพ รวมไปถึงพลังโจมตี
เพียงแต่ว่า เงื่อนไขในการปลดปล่อยพลังก็อาจคล้ายคลึงกัน หรือก็คือ..
‘พลังชีวิตของมันคงลดน้อยลงเหลือเพียงครึ่งเดียว’
แผนการของกวีสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี คงไม่มีผู้ใดคาดหวังว่านักบุกเบิกมือใหม่และนักเดินทางผู้ปราศจากประสบการณ์รวมตัวกันเพียงห้าคนจะสามารถโค่นล้มผู้พิทักษ์ระดับสี่ได้เพียงหนึ่งการโจมตี การลดทอนพลังชีวิตของมันได้ถึงหนึ่งในสองจึงเปรียบได้ดังพรจากสวรรค์ เพียงแต่ว่า ปัญหาสำคัญคือช่วงเวลาต่อจากนี้ต่างหาก
“ซุ่มมม !!”
เรือนร่างของอินเซก้าเลือนหายไปในชั่วพริบตา รวดเร็วประหนึ่งสายลม
“อยู่ที่ไหน มันหายไปไหน ?!!” กวีเร่งกวาดสายตามองรอบกาย ช่างน่าสะพรึงยิ่งกว่า ศัตรูสามารถหลุดพ้นไปจากพันธนาการของเนตรมารแห่งการยั่วยุได้เยี่ยงไร
บางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวของกวี จากหนึ่งตำแหน่งไปยังอีกตำแหน่ง มันลบร่องรอยได้อย่างหมดจดจนมิอาจคาดเดาถึงการเคลื่อนไหวต่อไป
“กวี ข้างหลังค่ะ !!” เสียงของแมรี่ถูกเปล่งขึ้นในฉับพลัน พร้อมกับจิตสังหารที่แผ่ขยายและเคลือบคลานเข้ามาใกล้ ท่ามกลางสายตาของทุกคนยกเว้นกวี หนึ่งคำถามได้ถูกคลายข้อสงสัย เหตุใดศัตรูจึงปลดเปลื้องพันธนาการจากเนตรมารแห่งการยั่วยุ ซึ่งเหตุผลก็คือ..
‘มันปิดตา’
ร่างกายขนาดมหึมาปรากฏกายอยู่อีกฟากซึ่งสายตาของกวีมิอาจมองเห็น ขนทั่วกายลุกซู่ตั้งชันอย่างพร้อมเพรียงเมื่อแผ่นหลังสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันน่าสะอิดสะเอียน
มันลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อล่วงรู้ว่าตนนั้นได้พ้นภัยไปจากระยะร่ายมนตร์ของกามู สีครามแห่งท้องทะเลเปล่งประกายผ่านนัยน์ตาของมัน งดงามประหนึ่งงานวิจิตรศิลป์ชั้นยอด ทว่าในขณะเดียวกันกลับอุดมไปด้วยจิตสังหารอันแรงกล้าซึ่งแผ่ขยายเป็นวงกว้างเมื่อดวงตาของมันเปล่งแสง
กวีเร่งเหลียวมองกลับไปอย่างรวดเร็ว กระนั้นกลับมีบางสิ่งที่ผิดแปลกไปจากปกติ
“ไม่เห็นมีเลย ?” กวีเอื้อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาเร่งกวาดสายตาเพื่อควานหาศัตรูอีกครั้ง ทว่ากลับไม่พบแม้กระทั่งร่องรอยอันเล็กน้อยที่หลงเหลืออยู่ในห้วงอากาศ
จนกระทั่งในท้ายที่สุด เสียงของแมรี่ได้ถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความหวาดสะพรึงอันลึกล้ำอย่างถึงที่สุด
“กวี มันอยู่ใกล้ ๆ คุณค่ะ..”
‘ภายในเงาของคุณ’
จิตสังหารคืบคลานเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบเร้นลับอยู่ในเงา กวีสัมผัสได้อย่างชัดเจน ศัตรูซ่อนเร้นอยู่ในเรือนเงาของเขาอย่างแน่นอน
“ไม่มีทางเลือกแล้วสินะ !!” กวีเริ่มต้นกล่าว เขาตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด เร่งฝีเท้ามุ่งไปข้างหน้า ทว่าทิศทางกลับตรงกันข้ามกับพวกแมรี่
“กวี นั่นคุณกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ ?!!” เสียงของแมรี่ไล่หลังมาติดๆ กระนั้นกวีกลับไม่ยอมหยุดยั้งฝีเท้าของตน เขายังคงวิ่งต่อไป จนกระทั่งทิ้งระยะออกมาห่างไกลจากพวกเธอราวหนึ่งร้อยฝีก้าว
“กอลัม จงออกมาและตายเพื่อชั้นซะ !!” กวีเริ่มกล่าวอีกครั้ง รูปลักษณ์ของปีศาจร้ายปรากฏกายออกมาจากที่กำบังพร้อมดวงตาสีครามอันส่องประกาย
พลันสิ้นเสียงกล่าวของกวี เลือดหนึ่งหยดได้แปรเปลี่ยนเป็นหนึ่งในข้ารับใช้นามว่ากอลัม มันเผชิญหน้ากับอินเซก้า ในขณะที่หมัดซ้ายที่เหลือกำลังพุ่งตรงเข้ามาใกล้ กอลัมจึงยกกระบองหนามขึ้นป้องเพื่อยับยั้งการโจมตี
“ตู้มม !!”
หมัดของอินเซก้าพังทลายกระบองหนามในหนึ่งการโจมตี พลังทำลายทะลุทะลวงไปยังกายหยาบของกอลัม พลันร่างกายปะทะกับหมัดซึ่งเปรียบได้ดังกระสุนปืนใหญ่ กลับก่อกำเนิดปฏิกิริยาที่แปลกประหลาด เพราะเมื่อกำปั้นของอินเซก้าประทับไปยังกลางอกของกอลัม ร่างกายของกอลัมกลับระเบิดออก เลือดเนื้อและเครื่องในแตกกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ
เรือนร่างของกวีปลิวออกไปเพราะแรงระเบิด
เขาเร่งใช้ดาบปักลงสู่พื้นดินเพื่อยับยั้งการเคลื่อนที่ ร่างกายจึงหยุดเคลื่อนไหวในช่วงเวลาต่อมา
“เป็นหมัดที่รุนแรงมาก ถ้าหากเมื่อครู่เราเรียกกอลัมออกมาไม่ทันล่ะก็..” กวีกล่าวพลางตื่นตะลึงในพลังแฝงของศัตรู ระยะห่างระหว่างทั้งสองคือยี่สิบฝีก้าว ถือเป็นระยะห่างที่ไม่ใกล้และไม่ไกล
มันยืนนิ่งพลางจดจ้องมาด้วยความโกรธ บาดแผล ณ แขนขวาที่ถูกตัดขาดยังคงมีสายโลหิตหลั่งไหล มันได้รับบาดเจ็บ
กระนั้นแล้ว การเผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์ซึ่งเข้าสู่ระยะที่สองมิใช่เรื่องง่าย ไม่มีสิ่งใดที่กวีสามารถเทียบเคียงไม่ว่าจะเรื่องพละกำลังหรือความเร็ว
สำคัญยิ่งกว่า คือกำปั้นของมันซึ่งอุดมไปด้วยปริศนา ร่างกายของกอลัมระเบิดเป็นชิ้น ๆ เพียงแค่โดนหนึ่งกำปั้นเข้าปะทะ จะต้องเป็นทักษะลึกลับ ไม่มีคำอธิบายใดอื่นซึ่งสามารถชี้แจงในเรื่องดังกล่าว
ทุกข้อเท็จจริงบ่งบอกว่ากวีคือมวยรองบ่อน เขาไม่มีทางโค่นล้มมันลงได้ อสูรตนนี้แตกต่างจากอสูรตนอื่น มันฉลาดและมีไหวพริบ แผนการซึ่งเคยสำเร็จมาแล้วครั้งหนึ่งย่อมไม่มีทางสัมฤทธิผลเป็นครั้งที่สอง
“แต่เดี๋ยวสิ! นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ?” กวีนึกสงสัยในบางสิ่ง หนึ่งคำถามได้ปรากฏขึ้นในหัวของเขา หากลองย้อนไปยังช่วงเวลาก่อนหน้านี้สักครู่ ในขณะที่เขาปลิวออกไปเพราะแรงระเบิด เหตุใดศัตรูจึงไม่ฉวยโอกาสและเข้าจู่โจมในช่วงเวลาที่กวีไม่ทันตั้งตัว มันแปลก เพราะหากมันฉลาดดังที่กวีคาดเดา แต่แล้วเหตุใดมันจึงนึกเรื่องแค่นี้ไม่ออก?
ทันใดนั้น แมรี่และคนอื่น ๆ ได้เร่งฝีเท้ามุ่งตรงเข้ามาด้วยความรีบร้อน
“อย่าเข้ามานะ !!” เสียงของกวีได้ดังก้องกังวานทำให้ทุกคนจึงหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักลง ซึ่งในขณะเดียวกัน กลับมีเสียงหัวเราะของใครบางคนแผดเสียงขับขานไปพร้อมกับเสียงฝีเท้าของแมรี่ เรเชล รวมไปถึงกามู
กวีเหลียวมองไปยังอินเซก้าพร้อมหนึ่งความคิดในหัว “ไอ้เวรนี่ อย่าบอกว่านะ..” พลันแววตาของเขาต้องกับใบหน้าของเจ้าอสูร ปรากฏอยู่เพียงรอยยิ้มซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขและความปลื้มปีติปรีดา มันมิได้โง่เขลาหรือเบาปัญญา..
‘มันแค่กำลังสนุก’
บารากะคือนักบุกเบิกระดับเงินขั้นที่ห้า ทักษะการต่อสู้อาจเทียบเคียงหรือเหนือกว่าซีซ่าแห่งกลุ่มโจรงูเห่าดำ แต่กลับถูกสังหารในหนึ่งกระบวนท่า นี่คือพลังของผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนระดับสี่
“เรเชล คุณกามู พวกเรารีบเข้าไปช่วยกวีกันเถอะค่ะ !” แมรี่กล่าวและเตรียมพร้อมที่จะวิ่งอีกครั้ง แต่แล้วกลับมีเสียงของเรเชลได้กล่าวเข้าแทรก “หยุดก่อนค่ะ” แมรี่ได้หยุดฝีเท้าเมื่อสิ้นเสียงของเรเชล
“อย่าคิดที่จะไปช่วยหมอนั่นตอนนี้เลยค่ะ”
“ทำไมกันล่ะ ?” แมรี่มิอาจเข้าใจถึงความคิดของข้ารับใช้ของตน
“ที่จริงแล้ว ชั้นเองก็ไม่ชอบการตัดสินใจในครั้งนี้ของหมอนั่นเหมือนกัน” เรเชลเริ่มกล่าว “แต่ท่านโรสเมเรียลองคิดดูให้ดีสิคะ ถ้าหากคนที่ถูกศัตรูเร้นกายเข้าไปในเงาคือชั้นหรือท่าน คิดว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกันคะ ?”
แมรี่ตระหนักรู้ได้ในทันทีเมื่อสิ้นสุดการถามไถ่ของเรเชล
“พวกเราจะตาย” แมรี่กล่าว
ด้วยพลังกายของเธอหรือเรเชล ย่อมไม่มีทางเลี่ยงหลีกการโจมตีซึ่งรวดเร็วและรุนแรงประหนึ่งกระสุนปืนใหญ่ พวกเธอจะไม่มีทางหนี ไม่ว่าจะวิ่งไปทางใด เรือนเงาจะติดตามพวกเธอไปจนสุดขอบโลก และในช่วงเวลาต่อมา เมื่อมันปรากฏกายให้พวกเธอได้พบเห็น มันจะกระหน่ำกำปั้นเข้าใส่โดยไร้ซึ่งการยั้งคิด จนกระทั่งในท้ายที่สุด พวกเธอจะสิ้นใจ ในขณะที่อวัยวะภายในร่างกายจะแตกสลายไปทั่วทั้งบริเวณดังที่เคยเกิดขึ้นกับกอลัม
“ก็เป็นอย่างที่เรเชลบอก พวกเราจะกลายเป็นตัวถ่วงถ้าหากวิ่งเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า” กามูสนับสนุนความคิดของเรเชล แม้ตัวเขาเองก็มิได้ชื่นชอบที่ต้องเฝ้ามองพวกพ้องกำลังเสี่ยงชีวิตโดยมิอาจกระทำการสิ่งใด อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับไม่หลงเหลือทางเลือกอื่นอีกแล้ว
ตัดกลับมายังอีกฟากหนึ่ง กวีในยามนี้จ้องตากับศัตรูราวกับกำลังจะกลืนกิน เขาเร่งครุ่นคิด ด้วยสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ไม่มีทางที่เขาจะสามารถพิชิตยักษาแห่งเผ่าพันธ์ุก็อปลินด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว จะต้องมีสิ่งอื่น อาทิเช่นเล่ห์กลหรือการล่อหลอก
ช่วงเวลาได้ล่วงผ่านไปเพียงไม่นานนัก ริมฝีปากของกวีขยับยกขึ้นสูงแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม “คงมีแต่ต้องเสี่ยงสินะ” เขากล่าวพลันกัดนิ้วชี้ข้างซ้ายจนเลือดออก ทันใดนั้น หยดเลือดราวห้าหยดได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน กลับกลายเป็นอสูรร้ายในคราบของโครงกระดูกพร้อมลูกธนูพาดพิงหลังและในมือขวาถือคันศร
ไม่เพียงแค่นั้น กอลัมซึ่งได้สิ้นท่าครั้งหนึ่งได้กลับมาอีกครั้ง แต่ด้วยผลลัพธ์จากซากศพคืนชีพทักษะที่สามนามว่าการปลดปล่อย ทำให้กวีจึงสูญเสียพลังงานมานาไปถึงสิบหน่วยเพื่อคืนชีพให้แก่กอลัม
“ลงมือได้” กวีเร่งกล่าวสั่งการ เมื่อสิ้นเสียงของเขา เหล่าพลธนูทั้งห้าจึงเร่งตั้งคันธนูพาดบ่า ลูกศรจึงมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าหมายเดียวกัน
อินเซก้าปัดป้องลูกศรทั้งหมดด้วยแขนซ้ายเพียงข้างเดียว มันมิได้เกรงกลัวการโจมตีอันเล็กจิ๋วกระจ่อยร้อยของเหล่าพลธนู กระนั้นมันกลับคิดผิด ปลายศรแหลมคมถูกเคลือบด้วยมานาสีเทาเอาไว้ก่อนแล้ว สองในห้าเชือดเฉือนเนื้อหนังของมันกลายเป็นแผลถลอก
พลังงานมานาสูญเสียไปเพียงหนึ่งหน่วยเพื่อยิงศรหนึ่งครั้งกระนั้นกลับสามารถสร้างบาดแผลให้แก่กล้ามเนื้อเหล็กกล้าของมัน เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อครั้นกวีตัดแขนของศัตรู เขาจำต้องทุ่มมานาถึงหนึ่งในสองส่วนจากพลังงานทั้งหมด จึงนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในการเรียกใช้งานพลธนูก็อปลิน
พลันการโจมตีสิ้นสุดลง เหล่าพลธนูจึงเร่งเคลื่อนกายไปยังจุดต่อไป พวกมันลบร่องรอยได้หมดจดราวกับไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ซึ่งเมื่ออินเซก้าเหลียวมองไปยังต้นตอของลูกธนู กลับไม่พบผู้ใดปรากฏกายอยู่ ณ ที่แห่งนั้นอีกเลย
“ซุ่ม ซุ่ม ซุ่ม !!”
ศรชุดใหม่พุ่งตรงเข้ามาอีกครั้ง ทุกลูกศรล้วนเล็งไปยังที่จุดตาย อินเซก้าไม่รอช้า เร่งใช้ความเร็วเพื่อหลบหลีกแทนที่จะปัดป้อง
“โฮ้กกก !!”
อินเซก้ารู้สึกได้ถึงความโกรธอันมากล้นที่ทะลักออกมาจากทรวงอก แม้มันจะเลี่ยงหลีกได้ทุกการโจมตี กระนั้นกลับมิอาจจับตำแหน่งของศัตรูที่มีจำนวนมากถึงห้าตนได้ในคราเดียว
ศรชุดใหม่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างพร้อมเพรียง ทันใดนั้น ปรากฏเรือนเงาของใครบางคนได้ปรากฏอยู่เหนือศีรษะของอินเซก้า นั่นคือกอลัม กระบองหนามยกขึ้นสูงเตรียมเข้าบดขยี้ศัตรู ทว่าลูกไม้อันตื้นเขินย่อมมิอาจล่อหลอกผู้พิทักษ์ชั้นสูง มันเฝ้ารอจังหวะอย่างนิ่งสงบ และเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่ง เป็นเวลาที่ลูกทั้งห้าและกระบองหนามคาบเกี่ยวในเรื่องช่วงเวลา
อินเซก้าหลบได้ทั้งหมด ดวงตาของมันเปล่งประกายเป็นแสงสีครามซึ่งแสดงออกถึงความน่าเกรงขาม พร้อมส่งกำปั้นเข้ากระทบ ณ ใจกลางอกของกอลัมด้วยความโกรธที่ล้นทะลัก
“แผล่ะ-”
ร่างกายของกอลัมระเบิดออกเฉกเช่นครั้งก่อนหน้า เขาสิ้นท่าในหนึ่งการโจมตี
แต่แล้ว..
“ตู้มม !!”
เรือนร่างของกวีปรากฏตัวมาจากที่ใดก็มิอาจทราบใด ในวินาทีที่ศัตรูเพ่งเล็งและจู่โจมไปยังข้ารับใช้ของข้า ปลายเท้าจึงเข้าประทับไปยังก้านคอของอินเซก้าในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องกัน
“ตาของแกจะส่องแสงทุกครั้งที่ใช้ทักษะ ซึ่งถ้ามันไม่ส่องสว่างก็แสดงว่าแกยังไม่สามารถใช้ได้ เรื่องแค่นี้เด็กอนุบาลยังรู้เลยเจ้าโง่ !” น้ำเสียงของกวีเร้นลับไปด้วยความเดือดดาลอันมากล้น
เป็นที่แน่นอนอยู่ข้อหนึ่ง ทุกครั้งที่อินเซก้าจะใช้งานทักษะ ไม่ว่าจะเป็นการเร้นกายเข้าสู่เรือนเงา หรือจะเป็นการทะลวงทำลายด้วยกำปั้นระเบิดทุกสรรพสิ่ง ทุกครั้งจะมีหนึ่งสิ่งที่คล้ายกัน นั่นคือดวงตาของมันจะเปล่งแสง และที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือมันจำต้องใช้ช่วงเวลาระยะหนึ่งจนกว่าจะใช้งานทักษะได้อีกครั้ง
ซึ่งกวีย่อมรู้ดี ว่าเพียงหนึ่งแผนการคงมิอาจล่อหลอกผู้พิทักษ์ดันเจี้ยนระดับสี่ เช่นนั้นจึงต้องซ้อนแผน สุมไฟโทสะให้มากที่สุด ศัตรูจะขาดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ไปครู่หนึ่ง ซึ่งหากมีใครสักคนปรากฏกายขึ้นมา มันย่อมเพ่งเล็งเป้าหมายไปยังตัวล่อหลอกโดยไม่สนใจสิ่งใดอื่น และเมื่อทุกสิ่งเสร็จสิ้นไปตามแผนการ ขั้นตอนต่อไปก็คือคราวของกวี
เรือนร่างของอินเซก้าลอยละลิ่วปลิวออกไป กระทบกับพื้นดินดังโครม ทว่าในครู่ต่อมา มันกลับลุกขึ้นยืนประหนึ่งมิได้รับผลใด ๆ จากการโจมตี แต่กลับมีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นคือสีหน้าที่ทวีความโกรธอย่างมากมายจนไร้ซึ่งผู้ใดจะสามารถหยุดยั้ง
“จงออกมาอีกครั้ง กอลัม” กวีเรียกขานชื่อของข้ารับใช้เป็นครั้งที่สาม ในครั้งนี้ได้ติดตั้งระบบการคืนชีพอัตโนมัติหากเมื่อใดที่ข้ารับใช้ของเขาสิ้นท่า
หากเปรียบเทียบความแข็งแกร่งระหว่างกิลด้าและอินเซก้า ผู้พิทักษ์ตนนี้คงถือครองความแข็งแกร่งยิ่งกว่าราวสองเท่า ทว่ายามนี้กวีมิได้เผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง การมีพวกพ้องอยู่ข้างกายทำให้เขาสามารถวางแผนได้หลากหลายรูปแบบ
.
< โชคดีจริง ๆ ที่มันมีแค่ตัวเดียว >
.
กวีครุ่นคิดพลางเผยสีหน้าซึ่งแสดงออกถึงความโล่งอก
แต่แล้ว ในช่วงเวลาต่อมาเพียงไม่นานนัก
“แผล่ะ-”
ร่างกายของอินเซก้าได้ระเบิดออก อวัยวะภายในและเลือดเนื้อเชื้อไขได้แตกกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ สร้างความแปลกใจให้แก่กวี รวมไปถึงแมรี่เรเชลและกามูซึ่งกำลังเฝ้ามองอยู่จากที่ห่างไกล
“เกิดอะไรขึ้น นี่พวกเราชนะแล้วใช่ไหม ?” แมรี่กล่าวด้วยแววตาฉงนสงสัย หากคิดจากมุมมองของเธอ การที่ร่างกายของศัตรูแตกสลายย่อมหมายถึงชัยชนะของพวกเธอ
เพียงแต่ว่า กามูกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาเพ่งมองพลางครุ่นคิด “นี่มันแปลก มันแปลกจริงๆ” กามูกล่าวด้วยแววตาอันแฝงไปด้วยลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก
ณ พื้นลานที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อและเศษส่วนของเครื่องใน ระยะทางที่ร่างกายของอินเซก้าแตกกระจายแผ่ขยายไปยังรัศมีราวร้อยเมตร
ทันใดนั้น เหล่าเลือดเนื้อและได้หล่อหลอมรวมกันกลายเป็นก้อนเนื้อกลมปุ๊กลุก มิใช่เพียงหนึ่งจุด ทว่ากลับมีมากถึงสามสิบจุด!
กวีได้ถึงลางร้ายในฉับพลัน “กอลัม รีบจัดการเจ้าก้อนเนื้อพวกนั้นซะ !!” เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นเพื่อเร่งสั่งการในทันที กระนั้นกลับสายเกินไป เมื่อกอลัมใกล้เข้าบดทำลายหนึ่งในก้อนเนื้อทั้งสามสิบก้อน พวกมันกลับแปรเปลี่ยนรูปร่างไปจากเดิม กลายเป็นอสูรร้ายตนใหม่อซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับอินเซก้าในทุกระเบียบนิ้วกระนั้นกลับมีขนาดเล็กกว่ามากนัก
พวกมันเคลื่อนกายได้อย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวกลับหลีกหนีหายไปโดยไร้ซึ่งแม้กระทั่งเงา
พวกมันปรากฏตัวขึ้นห่างจากกวีและกองทัพข้ารับใช้แห่งราตรีทมิฬราวห้าสิบเมตร พวกมันลดขนาดตัวลงเพื่อเพิ่มจำนวนให้มากยิ่งกว่า ทว่าเรื่องนั้นมิใช่สิ่งที่น่าสะพรึง แต่เป็นมันสมองของมันต่างหาก
ซึ่งกวีย่อมล่วงรู้ได้เป็นอย่างดีเพราะตัวเขาพึ่งประสบพบเจอมาด้วยตนเอง
เสียงของเขาถูกเปล่งขึ้นด้วยความตกตะลึง ราวกับว่าตนนั้นมิอาจเชื่อมั่นในสายตาของตัวเอง
“ไอ้เจ้าเวรนี่มันอ่านใจชั้นได้รึไงวะ !”