[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 160 ก็กลับกลายเป็นเครื่องบรรณาการ ผลที่ได้รับมานั้นก็นับว่าคุ้มค่ามากเกินพอ

    ตอนที่ 160 ก็กลับกลายเป็นเครื่องบรรณาการ ผลที่ได้รับมานั้นก็นับว่าคุ้มค่ามากเกินพอ

            โครม!

            แสงเงาของทวนมารทลายสวรรค์วาดผ่านความว่างเปล่า ทิ้งท้ายไว้เพียงละอองผงธุลีสุดท้ายล่องลอยสลายไปในสายลม

            ม่านหมอกค่อยๆ จางหาย ก่อนที่ห้วงอากาศเบื้องหน้าจะปรากฏกระจ่างชัด

            กู้ฉางเกอก้าวเดินออกมาจากม่านหมอกนั้น พลางเก็บรวบรวมอักขระมรรคามากมายในความว่างเปล่าอย่างมิรีบร้อน

            อาภรณ์ที่เขาสวมใส่ยังคงสะอาดบริสุทธิ์ ราวกับมิได้ผ่านศึกใดๆ มาก่อน

            “เงาเทวะของมหาเทพวัฏสงสาร แท้จริงแล้วก็มิได้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด” เขาส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะแหงนมองถ้ำที่เปล่งประกายรัศมีสีเงินเจิดจ้า

            เบื้องหน้าคือวิหารอันโอฬารที่ตั้งตระหง่านบนเสาหยกขาวสามต้นที่ประคองไว้

            “ของดีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องตกเป็นของข้า”

            ริมฝีปากเขาแต้มรอยยิ้มบาง

            ทุกสิ่งล้วนดำเนินไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้

            ครืน!

            แม้ทวนมารทลายสวรรค์จะสะท้อนความอาวรณ์ออกมาเพียงใด ก็ถูกเขารวบเก็บเข้าสู่มิติอาวุธโดยไร้ซึ่งเยื่อใย

            ยังมิถึงเวลาที่จะเผยตัวตนของทวนเล่มนี้ออกมาได้

            ในขณะนั้น เสียงแจ้งเตือนพลันดังขึ้นในห้วงความคิด

            “ติ๊ง! การ์ดปล้นวาสนาถูกใช้งานสำเร็จ ท่านได้รับค่าวาสนา 5,000 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้นจำนวน 25,000 แต้ม”

            “ติ๊ง! ภารกิจสังหารเย่หลิงผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตสำเร็จผล ท่านได้รับค่าวาสนา 3,000 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์ 15,000 แต้ม”

            “ติ๊ง! กฎการสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตเมื่อมีแต้มวาสนาเป็นศูนย์ได้เปิดใช้งาน ท่านได้รับหีบสมบัติรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์อีกหนึ่งกล่อง”

            “กำลังคำนวณรางวัลทั้งหมด…”

            กู้ฉางเกอเผยยิ้มอย่างพึงพอใจ “ได้รับค่าชะตาสวรรค์ 40,000 แต้ม พร้อมกับได้รับค่าวาสนาอีก 8,000 แต้ม เย่หลิงมิทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”

            ในห้วงเวลาเพียงชั่วพริบตาที่เขาใช้พลังแห่งมิติกักขังเงาเทวะของมหาเทพวัฏสงสารเอาไว้ เขาก็ได้ใช้การ์ดปล้นวาสนานั้น

            ภายใต้ความสิ้นหวังของเย่หลิง ผลลัพธ์นั้นก็กลับประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

            ค่าวาสนา 5,000 แต้ม จึงได้ตกสู่มือของเขา

            จากนั้นเมื่อเสร็จสิ้นการสังหาร กฎการสังหารผู้ถือครองชะตาฟ้าลิขิตเมื่อมีแต้มวาสนาเป็นศูนย์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

            ทำให้เขาได้รับหีบสมบัติรางวัลพิเศษที่เกี่ยวข้องกับเย่หลิงเพิ่มเติมจากสวรรค์อีกหนึ่งกล่อง

            "เปิดหีบสมบัติ"

            กู้ฉางเกอพลันเอื้อมมือเปิดหีบสมบัติรางวัลพิเศษเพิ่มเติมจากสวรรค์

            แสงอันเรืองรองที่คุ้นเคยวูบผ่านสายตา

            ในเวลาเพียงชั่วลมหายใจ แสงอันเจิดจ้าแห่งหยินหยางพลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา

            มันดูคล้ายกับประกายแสงอันเรืองรองแห่งเซียน ทอประกายราวกับทางช้างเผือกที่ล่องลอย

            ทว่าลึกลงไป กลับแฝงไว้ด้วยความลี้ลับแห่งมรรคา

            วัฏจักรแห่งความเป็นและความตาย การถือกำเนิดและการล่มสลายของสรรพสิ่ง ฟ้าถล่ม ดินทลาย…

            ชั่วพริบตา กู้ฉางเกอแลเห็นภาพอันเกินกว่าจะจินตนาการในห้วงลึกแห่งจักรวาล

            ต้นไม้แห่งโลกยืนหยัดแผ่กิ่งก้านออกไปยังสวรรค์หมื่นยุค เบื้องล่างคือลำน้ำสีเงินอันกว้างใหญ่ เปล่งประกายรองรับดวงวิญญาณแห่งสรรพชีวิตในหมื่นภพภูมิ

            “ช่างเป็นสิ่งของที่ล้ำค่าเสียจริง แท้จริงแล้วมันคือแก่นแท้ของ มหาสมุทรแห่งวัฏสงสาร พลังสูงสุดแห่งการขับเคลื่อนจักรวาล”

            กู้ฉางเกอเผยยิ้มอย่างพึงพอใจ

            แม้จะใช้เวลาวางแผนเพื่อจัดการกับเย่หลิงมาอย่างยาวนาน ทว่าผลที่ได้รับมาก็นับว่าคุ้มค่ามากเกินพอ

            ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากหลอมรวมเงาเทวะของมหาเทพวัฏสงสาร ได้สำเร็จ ยังช่วยส่งเสริมให้พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล

            ตั้งแต่แรก กู้ฉางเกอก็ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

            โชคชะตานั้นไร้รูปเงา แม้ว่าเย่หลิงจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้าย ทว่าค่าวาสนาของเขากลับยังคงสูงส่ง

            สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าไพ่ตายของเย่หลิงนั้นต้องมิสามัญธรรมดา

            กู้ฉางเกอคาดการณ์ว่า มหาเทพวัฏสงสารได้วัตุวิเศษคุ้มครองชีวิตที่ทรงพลังที่สุดไว้ให้แก่เย่หลิง บางทีนั่นอาจจะเป็นร่างแยกแห่งมรรคา

            น่าเสียดายที่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นเพียงเงาอันเลือนราง

            แม้จะเป็นเพียงเงาเสี้ยวเดียว ทว่าเขาก็ได้เตรียมพร้อมรับมือเอาไว้แล้ว มิว่าสิ่งนั้นจะทรงพลังถึงเพียงใด

            ทว่าสุดท้าย มันก็กลับมีพลังเพียงเศษหนึ่งส่วนร้อยของร่างแยกแห่งมรรคาอยู่ดี

            กู้ฉางเกอพึมพำอย่างเสียดายที่ประเมินไพ่ตายของเย่หลิงสูงส่งเกินไป

            อย่างไรก็ดี เขากลับคิดว่าตนเองอาจจะรอบคอบจนเกินไปนัก

            เรื่องราวที่มิมีโอกาสลงมือพลาด เขาก็กลับยังกังวลและวางแผนสำรองเอาไว้หลายชั้น

            เขาคิดว่าเย่หลิงนั้นจัดการได้ยากในระดับขั้นที่สิบ ทว่าแท้จริงแล้วเย่หลิงกลับยังติดอยู่เพียงในขั้นแรกเท่านั้น

            สิ่งที่กู้ฉางเกอใช้ในการต่อกรเมื่อครู่ มิใช่เพียงอักขระที่ถักทอขึ้นมา

            ทว่ามันเป็นขวดมหามรรคาอันแท้จริง

            เป็นที่เล่าขานกันว่า เมื่อครั้งหลอมสร้างขวดมหามรรคานี้ ควันหมอกโลหิตอันน่าสะพรึงกลัวได้พวยพุ่งปกคลุมฟากฟ้า ทะลวงผ่านห้วงดาราจักร

            โลหิตอันเข้มข้นนับมิถ้วนพวยพุ่งออกจากซากศพแห่งผู้ทรงอำนาจ ดั่งสายน้ำโลหิตแดงฉานไร้ที่สิ้นสุดสายแล้วสายเล่า ทะลวงผ่านไปยังห้วงลึกแห่งจักรวาล

            แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงหนึ่งในไพ่ตายของกู้ฉางเกอเท่านั้น

            หากมิใช่เพราะเกรงว่ามหาเทพวัฏสงสารจะมีพลังอันลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง เขาคงมิเปิดเผยขวดมหามรรคานี้โดยง่ายดาย

            เนื่องจากกลิ่นอายของมันอาจจะดึงดูดสายตาจากสิ่งมีตัวตนอันยิ่งใหญ่บางอย่างได้

            ด้วยเหตุนี้ กู้ฉางเกอจึงปิดผนึกความว่างเปล่าโดยรอบ เพื่อป้องกันมิให้ร่องรอยของขวดมหามรรคานั้นรั่วไหลออกมา

            มหาเทพวัฏสงสารอาจคิดว่านี่เป็นการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับเขาโดยเฉพาะ

            ทว่ากลับมิใช่โดยสิ้นเชิง มหาเทพผู้นั้นกลับคิดมากเกินไปเองเท่านั้น

            "แสงแห่งวัฏสงสาร *1 คือพลังแห่งแสงเซียนที่แฝงไว้ซึ่งแก่นแท้ของวัฏจักร มีคุณสมบัติแห่งกาลเวลา บรรจุความล้ำลึกแห่งต้นกำเนิดและมรรคาแห่งกาลเวลา..."

            กู้ฉางเกอตรวจสอบพลังอันลี้ลับแห่งแสงเซียนนี้

            มันคล้ายคลึงกับโลหิตมังกรห้าสีและแก่นสุญตาที่เขาเคยได้รับมาก่อนหน้านี้ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นพลังอันทรงคุณค่าในระดับเดียวกัน

            ทว่าแสงแห่งวัฏสงสารนี้ คือ พลังแห่งกาลเวลาอันสูงสุด

            ส่วนแก่นสุญตา คือ พลังแห่งมรรคาอันสูงสุดของความว่างเปล่า

            กู้ฉางเกอเริ่มหลอมรวมแสงแห่งวัฏสงสาร

            สัมผัสอันอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ดั่งกำลังแหวกว่ายในห้วงมหามรรคาแห่งอักขระอันลี้ลับ

            ในท้ายที่สุด เขาได้เลือกหลอมรวมแสงนี้เข้าสู่ดวงเนตรทั้งสองข้าง

            เนตรข้างซ้ายนั้นเป็นตัวแทนแห่งการถือกำเนิด ส่วนเนตรข้างขวาคือความดับสูญ

            “รวมเป็นหนึ่ง”

            ทันใดนั้น แสงใสกระจ่างล่องลอยวาบผ่านดวงเนตร

            ในชั่วพริบตา ดวงเนตรของเขาคล้ายกับบรรจุความล้ำลึกอันไร้ขอบเขต รัศมีแห่งเซียนสาดส่องทั่วฟากฟ้า

            ภายในนั้นปรากฏอักขระวัฏจักรผุดขึ้นเรืองรอง เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งกาลเวลาอันน่าสะพรึงกลัว

            เพียงความคิดเดียว ก็อาจส่งผลให้อีกชีวิตถือกำเนิดขึ้น

            อีกทั้งเพียงอีกความคิดหนึ่ง ก็อาจนำพามาสู่วาระสุดท้ายของสรรพสิ่ง

            หากในยามนี้มีผู้ใดเผลอสบตา กับกู้ฉางเกอเข้า วิญญาณของคนผู้นั้นก็ย่อมสั่นสะท้านราวกับจะแตกสลายไปจนสิ้น

            ลมหายใจอันลึกล้ำนี้แฝงไปด้วยภาพแห่งจักรวาลอันผันแปร การก่อกำเนิดและดับสลายของสรรพสิ่ง ยืนยงกว่ายุคกาล รวดเร็วกว่าชั่วพริบตา

            ลึกซึ้ง ลี้ลับ ไร้ขอบเขต และเกินหยั่งถึง…

            กู้ฉางเกอพลันทดลองใช้พลัง พลันนั้น แสงแห่งเซียนปรากฏวูบไหวในดวงเนตร

            ความว่างเปล่าเบื้องหน้าพลันกลับกลายเป็นเงาอันเลือนรางสีดำและขาวเคลื่อนไหวสอดประสาน กาลเวลาแผ่ปกคลุมทุกสิ่ง

            ในห้วงนั้น พลันปรากฏพลังอันลี้ลับค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

            พลังนี้ทรงอานุภาพถึงขั้นสามารถช่วงชิงสรรพชีวิตในชั่วพริบตา ผลักดันทุกสรรพสิ่งไปสู่จุดจบแห่งความตาย

            "พลังแห่งกาลเวลานั้นสมแล้วกับที่เป็นหนึ่งในกฎมรรคาอันยิ่งใหญ่"

            "พลังนี้ทำให้ข้าสามารถเผชิญหน้ากับผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดได้อย่างง่ายดาย"

            กู้ฉางเกอกล่าวอย่างพึงพอใจ ภาพลี้ลับในดวงเนตรค่อยๆ จางหายไป ราวกับมิเคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

            แม้แต่อิ่นเหมยที่อยู่มิไกล ก็ยังมิอาจสังเกตถึงความผิดปกติเมื่อครู่นี้

            "นี่คือการช่วงชิงโชคชะตาอย่างนั้นหรือ..." เพียงแต่ผู้อาวุโสกุยซึ่งแฝงตัวอยู่ในจี้หยกคล้องคอนั้นกลับมองเห็นทุกสิ่งอย่างชัดเจน ความหวาดกลัวพลันแผ่ซ่านขึ้นในจิตวิญญาณของมัน

            สิ่งที่มันเห็นคือพลังแห่งหยินหยางที่คล้ายกับแก่นแท้ของมหาเทพวัฏสงสาร

            ความลี้ลับแห่งกาลเวลาและวาระแห่งสรรพสิ่ง ทั้งหมดนี้ทำให้มันตื่นตระหนกจนมิอาจสงบจิตใจได้

            เย่หลิงสิ้นชีพลงพร้อมกับไพ่ตายสุดท้ายที่ถูกบดขยี้ในกำมือของ กู้ฉางเกอ

            ชายหนุ่มผู้นี้น่าหวาดกลัวเกินกว่าที่มันจะจินตนาการได้ จากอดีตเซียนโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน มันเคยพบเห็นผู้มีพรสวรรค์มามากมายนับมิถ้วน

            ทว่ากลับมิเคยมีผู้ใดที่ทำให้มันรู้สึกเช่นนี้

            การซ่อนตัวในความลี้ลับ

            การวางแผนอันล้ำลึกถึงขั้นควบคุมผู้คนทั้งใต้หล้า แม้กระทั่งมหาเทพวัฏสงสารก็ยังตกหลุมพรางเขา

            อีกทั้งพลังอำนาจนั้นก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหยั่งถึง

            "ผู้สืบทอดวิชามหามารกลืนเทพในยุคนี้ช่างแข็งแกร่งจนทำให้ผู้คนล้วนสิ้นหวังเสียจริง... อีกมินาน ใต้หล้านั้นจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดเกรงที่สุด!"

            ผู้อาวุโสกุยตัวสั่นเทาไปด้วยความสิ้นหวัง มันรู้ว่ากู้ฉางเกอนั้นมิมีทางปล่อยมันไปได้ นั่นจึงทำให้มันได้แต่ยอมรับชะตากรรมของตนเอง

            "ขอแสดงความยินดีกับนายท่านด้วยเจ้าค่ะ"

            ในขณะนั้น อิ่นเหมยเผยยิ้มบางเมื่อเห็นว่า กู้ฉางเกอสามารกำจัดทั้งเย่หลิงและเงาเทวะของมหาเทพวัฏสงสารได้สำเร็จ

            "เจ้านั้นก็ลำบากมิน้อย" กู้ฉางเกอคลี่ยิ้มเอ่ยตอบ ก่อนจะหยิบเม็ดโอสถศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่กลิ่นอายอันลี้ลับออกมาถือในมือ

            "นี่คือยาถอนพิษของมารกู่ หลังจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะมิต้องทนทุกข์กับพิษซึ่งกัดกินดวงจิตของเจ้าอีกต่อไป"

            "ข้ามิได้ลำบากอันใดเลย ขอบพระคุณเจ้าค่ะนายท่าน"

            อิ่นเหมยกล่าวด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะรับเม็ดโอสถมาแล้วกลืนลงไปโดยปราศจากซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย

            กู้ฉางเกอพยักหน้าเบาๆ

            พิษมารกู่เดิมทีเป็นเพียงเครื่องมือที่เขาใช้ควบคุมอิ่นเหมย เพื่อให้มั่นใจว่านางจะจงรักภักดีต่อเขา

            ทว่าบัดนี้ ด้วยการครอบครอง ขวดศักดิ์สิทธิ์แห่งมหามรรคามาร ประกอบกับความภักดีอย่างแท้จริงของอิ่นเหมย

            เขาเห็นสมควรที่จะปลดปล่อยพันธนาการนี้ เพื่อถือเป็นรางวัลสำหรับภารกิจในครั้งนี้

            อิ่นเหมยเองก็เข้าใจว่า การปลดพันธนาการมารกู่คือสัญญาณแห่งความเชื่อใจในขั้นแรก

            นางมิกล้าคาดหวังให้กู้ฉางเกอวางใจผู้ใดอย่างสมบูรณ์

            เพียงเท่านี้ นางก็รู้สึกพึงพอใจอย่างสุดซึ้ง

            "สิ่งของในถ้ำแห่งนี้ หากเจ้าถูกใจสิ่งใด ก็จงเลือกได้อย่างตามใจปรารถนา" กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมกับสะบัดชายแขนอาภรณ์อันสง่างาม ก่อนโอบรอบเอวบางของอิ่นเหมย แล้วพานางก้าวเข้าสู่ถ้ำเบื้องหน้า

            "ขอบพระคุณนายท่าน" อิ่นเหมยยิ้มหวาน เผยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจบนใบหน้า

            ก่อนหน้านี้ เย่หลิงนั้นอ้างว่ารักนางหนักหนา ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับทรัพย์สมบัติในถ้ำนั้น กลับเผยความลังเลใจ ทิ้งให้นางคอยเฝ้ารออยู่ภายนอก

            เมื่อคิดถึงความทรงจำนี้ พลันทำให้นางเผลอหัวเราะเยาะขึ้นในใจ

            เย่หลิงผู้นั้นหรือจะมีค่าพอให้นางสนใจได้ นี่ช่างน่าขบขันสิ้นดี

            แม้ว่ากู้ฉางเกอจะมองนางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดาน ทว่ายามนี้กลับให้อิสระในการเลือกอย่างตามใจชอบ

            เมื่อเทียบกันแล้ว ความแตกต่างนี้ช่างชัดเจนยิ่ง หากเป็นผู้ใดก็คงรู้ได้ว่า นางคู่ควรจะติดตามผู้ใด

            นางอดมิได้ที่จะสงสัยว่า

            เย่หลิงผู้ไร้ซึ่งคุณสมบัติผู้นั้น เดินทางมาได้ไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

            มินานนัก กู้ฉางเกอก็เก็บจี้ของ เย่หลิงซึ่งซ่อนผู้อาวุโสกุยที่เหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณเอาไว้ เขาตั้งใจจะจัดการกับมันในภายหลังเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม

            จากนั้น ทั้งสองจึงก้าวเดินเข้าสู่ถ้ำลึก แม้จะยืนอยู่ห่างออกมาถึงเพียงนี้ แสงแห่งสมบัติก็ยังเปล่งประกายพวยพุ่งออกมาจากปากถ้ำ

            ภายในถ้ำนั้นแฝงไปด้วยบรรยากาศอันเรียบง่าย ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยความลี้ลับ อาวุธหลากหลายชนิดประดับอยู่บนผนังหิน แต่ละชิ้นล้วนเปล่งอักขระแห่งมรรคาและกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์ บนผนังเต็มไปด้วยทั้งดาบ ขวาน ง้าว คทา ตราประทับ หม้อหลอม กระบี่…

            ที่ล้วนแฝงไว้ซึ่งพลังแห่งมรรคาอันน่าสะพรึงกลัว

            ใจกลางถ้ำนั้น มีเบาะบรรลุธรรมที่ถักทอด้วยกิ่งก้านสีขาวสลับดำ พร้อมเผยพลังแห่งกฎมรรคาอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมา

            บนเบาะนั้นมีเงาร่างหนึ่งคล้ายกับกำลังนั่งสมาธิ ทอดตัวอย่างลึกลับ

            เสียงสวดมนต์ดังกังวาน รอบกายเงาร่างนั้นมีระลอกคลื่นหยินหยางวนเวียนดุจระฆังยักษ์ ประกายอักขระแห่งวัฏจักรเกิดดับส่องแสงมิสิ้นสุด

            เบาะบรรลุธรรมชิ้นนี้คือสิ่งอันล้ำค่าที่สุดสำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญเพียร

            เพียงนั่งบนเบาะนั้น ก็สามารถบรรลุถึงแก่นแห่งมรรคาได้

            ทว่าสำหรับกู้ฉางเกอแล้วนั้น มันกลับเป็นเพียงวัตถุที่ไร้ซึ่งรสชาติ จะเก็บไว้ก็มิเกิดประโยชน์อันใด จะทิ้งไปก็นับว่าเสียดายนัก

            กระทั่งเขายังมองว่า อาวุธรอบด้านนั้นยังมีค่าเสียมากกว่า

            “นายท่าน ข้าต้องการสิ่งนี้”

            อิ่นเหมย เปล่งเสียงด้วยความยินดี ดวงตาเป็นประกายขณะชี้ไปยังมุมหนึ่งของถ้ำ ที่แห่งนั้นมีกระจกโบราณที่โปร่งใสดุจผลึกแก้ว

            รอบกระจกถักทอด้วยประกายแห่งเทพ พลังอักขระอันเรืองรองเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจอันน่าครั่นคร้าม

            “เจ้าต้องการสิ่งใด เลือกได้ตามแต่ใจปรารถนา ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรจะได้รับทั้งสิ้น”

            กู้ฉางเกอเผยยิ้มบาง ก่อนจะก้าวไปยังใจกลางถ้ำนั้น

            ที่แห่งนั้นมีแก่นควบคุมของถ้ำลอยวนเวียนราวกับดวงดารานับมิถ้วนที่ถูกย่อส่วนไว้

            เขารู้ดีว่า หากมิได้หลอมรวม แก่นควบคุม ก็ย่อมมิอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นเจ้าของถ้ำแห่งนี้อย่างแท้จริง

            ครืน!

            กู้ฉางเกอปลดปล่อยพลังแห่งจิตวิญญาณดิ่งลึกลงสู่แก่นควบคุมในทันที

            เขาเริ่มกระบวนการหลอมรวม ซึ่งจิตวิญญาณในสภาพปัจจุบันของเขานั้น หาได้ปลดปล่อยพลังควบคุมได้อย่างยากลำบากไม่

            เสียงเอ่ยตอบของกู้ฉางเกอทำให้รอยยิ้มของอิ่นเหมยยิ่งแย้มยิ้มอย่างสดใส หางจิ้งจอกสีขาวทั้งเก้าของนางพลิ้วไหวอยู่เบื้องหลัง ขณะเดินสำรวจภายในถ้ำเพื่อค้นหาสิ่งของที่นางพึงใจ

            …

            ถ้ำของมหาเทพวัฏสงสารช่างเต็มไปด้วยสมบัติอันมากมาย นอกเหนือจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์และค่ายกลมรรคา ก็ยังมีโอสถศักดิ์สิทธิ์และ สมุนไพรโบราณบรรจุไว้ในโถหยก เมื่อกู้ฉางเกอเปิดออก เขาก็ได้พบกับเม็ดโอสถโบราณอันล้ำค่าหลากหลายชนิด

            ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของเขามากที่สุดในถ้ำนี้ก็คือหุ่นเชิดทั้งห้าตัว

            มันคือสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในสภาพคนเป็นที่ราวกับผู้ที่สิ้นชีพไปแล้ว แต่ละตัวล้วนมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป

            หุ่นเชิดสามตัวนั้นอยู่ในระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์สูงสุด

            และอีกสองตัวที่เหลือนั้นอยู่ในระดับมหาศักดิ์สิทธิ์

            “มหาเทพถึงกับจัดหาหุ่นเชิดระดับนี้ให้กับเย่หลิง ช่างแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้ที่ปกป้องผู้สืบทอดของตนยิ่งนัก… หากทว่า สิ่งที่มอบให้นี้กลับกลายเป็นสูงส่งเกินกว่าที่คนผู้นั้นจะรับเอาไว้ได้”

            “ทว่ายามนี้ ข้าขอรับหุ่นเชิดเหล่านี้ไว้ด้วยความยินดี”

            แม้มหาเทพจะเตรียมพร้อมสำหรับผู้สืบทอดไว้มากเพียงใด ทว่าสุดท้าย สิ่งเหล่านั้นก็กลับกลายเป็นเครื่องบรรณาการให้แก่กู้ฉางเกอทั้งสิ้น

            ระหว่างที่กู้ฉางเกอหลอมรวมแก่นควบคุมของถ้ำ เขาก็ได้หลอมรวมหุ่นเชิดทั้งห้าเข้าเป็นส่วนหนึ่งในพลังของตนไปพร้อมกัน
    อำนาจแห่งหุ่นเชิดเหล่านี้ช่างลึกลับยิ่งนัก มันคือผู้ที่สิ้นชีพไปแล้วอย่างแท้จริง
    ต่อให้พวกมันมายืนอยู่ตรงหน้า ก็มิมีสิ่งใดที่ผิดปกติให้จับสังเกตได้ ผู้คนย่อมมองพวกมันเป็นเพียงวัตถุไร้ชีวิต

            ทว่าหุ่นเชิดเหล่านี้กลับครอบครองพลังอันน่าสะพรึงกลัวไว้

            เพียงหุ่นเชิดตัวเดียวก็สามารถบดขยี้ผู้แข็งแกร่งในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย

            และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ หุ่นเชิดเหล่านี้ล้วนไร้ซึ่งความเกรงกลัวต่อความตาย มิรู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ ทั้งสิ้น ตราบใดที่ยังมิถูกทำลายจนสิ้นซาก พวกมันก็สามารถฟื้นฟูตนเองภายในถ้ำแห่งนี้ได้อย่างช้าๆ

            คุณสมบัติเช่นนี้ เป็นราวกับพรจากสวรรค์ที่ถูกส่งมาให้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกู้ฉางเกอในยามที่กำลังขาดแคลนผู้ช่วยฝีมือดี 

            “บัดนี้ ส่วนหนึ่งของมรดก มหาเทพวัฏสงสารก็ได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของข้าแล้ว และฐานะนี้ยังมีประโยชน์ให้ข้าหยิบใช้อยู่มาก…”

            กู้ฉางเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาพลันปรากฏขึ้นบนมุมปาก

            เขาแตกต่างจากเย่หลิงผู้ไร้ซึ่งอำนาจและอิทธิพล แม้จะได้รับมรดกแห่งมหาเทพวัฏสงสาร ก็ยังมิกล้าประกาศว่าตนมีฐานะนี้ ด้วยหวั่นเกรงว่าจะถูกผู้คนอิจฉาริษยาได้

            ทว่าหากเขาเปิดเผยฐานะนี้ให้โลกหล้าได้รับรู้ ก็จะมิมีผู้ใดกล้าตั้งคำถาม หรือแม้แต่จะคิดล่วงเกินเขา

            ผู้ใดเล่าจะกล้าหันคมกระบี่มาหาคนอย่างกู้ฉางเกอ

            ในฐานะทายาทแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์และทายาทแห่ง ตระกูลกู้ ซึ่งเป็นดั่งตัวตนซึ่งยืนอยู่บนจุดสูงสุดของแดนสวรรค์

            เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นทายาทของจักรพรรดิแห่งยุคบรรพกาล หรือเป็นผู้แข็งแกร่งดั่งเซียนแท้เอง เช่นนั้นก็คงมิมีผู้ใดในโลกนี้ที่จะมีฐานะเทียบเคียงกับเขาได้

            กระนั้น กู้ฉางเกอก็คิดการณ์ไกล เขารู้ดีว่าการสิ้นชีพของเย่หลิงนั้นมิอาจปิดบังไว้ได้ตลอดไป

            ดังนั้นเขาจึงต้องการผู้รับเคราะห์แทน และฐานะผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารนี้ก็เป็นฉากบังหน้าอันสมบูรณ์แบบ

            “ในนี้ยังคงบันทึกเรื่องราวของ ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ตระกูลอสรพิษโบราณ และตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถูกประทับตราทาสไว้โดยมหาเทพวัฏสงสาร ทว่าน่าเสียดายนัก ทรัพยากรเหล่านี้กลับถูกจัดเตรียมไว้เพื่อเย่หลิงเท่านั้น”

            ขณะนั้นกู้ฉางเกอได้หยิบหยกบันทึกมรรคาขึ้นมา ภายในนั้นมีข้อความที่มหาเทพวัฏสงสารได้ทิ้งเอาไว้ให้กับเย่หลิง รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับตราทาสด้วย

            มหาเทพวัฏสงสารช่างทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อผู้สืบทอดผู้นี้อย่างแท้จริง

            ขาดก็เพียงแต่การสร้างอำนาจอันยิ่งใหญ่ให้กับเย่หลิงไปอย่างโดยตรงเท่านั้น

            “ตราทาสนั้นต้องใช้มรดกแห่งมหาเทพวัฏสงสารเพื่อปลดผนึก ทว่าบัดนี้ มรดกส่วนนั้นได้ตกอยู่ในมือของเย่หลิง และเมื่อตัวเขาสิ้นชีพลง ทุกอย่างก็พลันสลายหายไป”

            กู้ฉางเกอนั้นรู้สึกเสียดายอยู่บ้างเล็กน้อย

            ทว่ามินาน เขาก็ละวางความคิดนี้ไป เพราะเขาได้วางแผนการเพื่อเล่นงานตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

            แม้จะมิสามารถใช้ตราทาสเพื่อควบคุมตระกูลเหล่านั้น ทว่าเขาก็ยังมีเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศ

            ซึ่งกลับทรงพลังเสียยิ่งกว่า

            เคล็ดวิชานี้มิได้แค่เพียงปราบปรามหรือควบคุมคนเหล่านั้นดังเช่นตราทาส ทว่ากลับสามารถกำหนดความเป็นความตายของสรรพชีวิตได้โดยตรง

            ความน่าสะพรึงกลัวของเคล็ดวิชาอาภรณ์เซียนแห่งการอุทิศนั้นหาใช่สิ่งที่ตราทาสจะเทียบเคียงได้

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน