“ข้าไม่มีอารมณ์”
ยามเผชิญหน้ากับเฟยเหนียนที่เตรียมจะต่อสู้ไป๋หยุนเฟยกลับตอบปฏิเสธโดยไม่ลังเล
“……”
ลมหายใจเฟยเหนียนสะดุดไปชั่วขณะแม้แต่พลังสีแดงที่แผ่ออกรอบกายก็สั่นกระเพื่อม มันถลึงตามองไป๋หยุนเฟยราวกับไม่อยากเชื่อ“เจ้าว่าอะไร?”
“ข้าบอกว่าข้าไม่มีอารมณ์ที่จะต่อสู้กับเจ้า”
“เจ้า...” เฟยเหนียนกล่าวด้วยความเดือดดาล “เจ้าไม่ใช่ลูกผู้ชาย!เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่สูสีกัน เจ้าก็ควรจะมีความกล้าที่จะต่อสู้จึงจะถูกแล้วเจ้าปฏิเสธเช่นนี้ได้อย่างไร?!”
ไป๋หยุนเฟยเบะปากกล่าวว่า“แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการที่ข้าเป็นลูกผู้ชายหรือไม่? อีกอย่างไฉนข้าต้องต่อสู้กับเจ้าด้วย? สู้แล้วมีความหมายอันใด?”
เฟยเหนียนชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะถามกลับไป “แล้วไฉนเจ้าจึงไม่ต่อสู้กับข้า?”
“ข้าไม่มีอารมณ์”
“……”
เฟยเหนียนนิ่งงันไปพักใหญ่จึงกล่าวต่อ“ไม่ได้! เจ้าต้องสู้กับข้า! ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าเหนือกว่าเจ้า!”
“เช่นนั้นก็ดีข้ายอมรับว่าเจ้าเหนือกว่าข้า พอใจหรือยัง?” ไป๋หยุนเฟยเบะปากกล่าวว่า“วันนี้ข้าเหน็ดเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปพักผ่อน เจ้าก็กลับไปอาบน้ำเข้านอนเถอะ”
“เจ้า...”
“เฟยเหนียนเจ้ามาทำอะไรที่นี่? ไฉนจึงไม่ฝึกปรืออยู่ที่ยอดเขาทักษิณ แต่กลับมาก่อเรื่องวุ่นวายที่นี่มันสมควรแล้วหรือ?” จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นขัดจังหวะเฟยเหนียนทันทีที่สิ้นเสียงเงาร่างของคนผู้นั้นก็ปรากฏขึ้น ที่แท้ก็เป็นเซียวหนานเหริน
เฟยเหนียนแสดงว่าหวั่นเกรงต่อเซียวหนานเหรินผู้นี้ไม่น้อยหลังจากรั้งพลังกลับก็กล่าวอึกอักว่า “ศิษย์พี่เซียวข้า...”
ยามนั้นเองประตูห้องหลายบานก็เปิดออก เห็นได้ชัดว่าผู้ที่พักอยู่บริเวณใกล้สวนนี้ถูกเสียงรบกวนจนต้องออกมาชมดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านนอกเฟยเหนียนคับข้องใจจนอกแทบระเบิดคิดไม่ถึงว่ามันจะเคราะห์ร้ายมาพบกับศิษย์พี่เซียวที่เฝ้าอยู่บริเวณนี้มันทราบได้ในทันทีว่าการต่อสู้ครั้งนี้คงไม่อาจเกิดขึ้นแล้ว
และก็เป็นไปดังที่มันคิดเซียวหนานเหรินกวาดตามองโดยรอบก่อนจะขมวดคิ้วกล่าวว่า“ยังไม่รีบกลับไปยังยอดเขาทักษิณอีก! เจ้าเป็นถึงศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสที่สองมาหาเรื่องศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักเช่นนี้ มันสมควรแล้วหรือ!”
ดูท่ามันก็พอจะทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เชิงเขาเมื่อยามบ่ายมาบ้างยามที่กล่าววาจาจึงปรายตามองไป๋หยุนเฟยแวบหนึ่ง
เมื่อเห็นเฟยเหนียนจากไปเซียวหนานเหรินจึงหันกลับไปกล่าวต่อผู้ที่ออกมาดูเหตุการณ์ว่า “จบเรื่องแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะวันนี้น่าจะเหน็ดเหนื่อยกันมามากพอแล้ว ใช้เวลาสามวันที่มีอยู่ปรับสภาพฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์เพื่อเตรียมพร้อมเข้ารับการทดสอบที่แท้จริงเถอะ”
ผู้คนจึงทยอยกันกลับเข้าห้องเซียวหนานเหรินหันไปพยักหน้าแก่ไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิวคราหนึ่งก็จากไปม่อเสี่ยวเซียนกับจงซูหาวที่ตาหรี่ปรือเดินเข้ามาหาไป๋หยุนเฟยพร้อมกับถามด้วยความสงสัย“พี่ไป๋ เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้า“ไม่มีอะไร กลับไปพักผ่อนเถอะ...”
……
ช่วงสามวันนี้ไป๋หยุนเฟยและคนอื่นๆพักผ่อนอยู่ในบริเวณตึกที่พักเนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกกำชับเอาไว้ ดังนั้นทุกคนจึงไม่กล้าจะทำอะไรตามอำเภอใจอย่างมากก็เดินเล่นรอบบริเวณเท่านั้น ทั้งหมดใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในสวนบ้างก็นั่งขัดสมาธิฝึกปรือ บ้างก็พูดคุยสัพเพเหระแม้แต่อาหารแต่ละมื้อก็มีคนนำมาส่งถึงที่ นับว่าใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายไม่น้อย
สำนักช่างประดิษฐ์ตั้งอยู่บนเขาชีเสียเขาลูกนี้มีห้ายอด แน่นอนว่าตึกหลักต้องตั้งอยู่ที่ยอดเขากลางส่วนยอดเขาที่เหลือแบ่งออกเป็น เหนือ ใต้ ออก ตกสำนักช่างประดิษฐ์มีสี่ผู้อาวุโสแบ่งกันดูแลยอดเขาทั้งสี่ดังนี้ผู้อาวุโสใหญ่ดูแลยอดเขาอุดร ผู้อาวุโสที่สองดูแลยอดเขาทักษิณผู้อาวุโสที่สามดูแลยอดเขาบูรพาและผู้อาวุโสที่สี่ดูแลยอดเขาประจิม(เหมือนพวกเขากำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่หรือไม่??)
ในคืนวันที่สามณ ยอดเขาอุดร ที่ซึ่งห่างจากถ้ำทดสอบออกไปหลายพันวา เป็นเรือนเล็กซึ่งมีเพียงของใช้ที่จำเป็นอยู่เท่านั้นด้านในมีชายชราอายุราวเจ็ดสิบปีไว้ผมยาวสีดอกเลา ใบหน้าเคร่งขรึม กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะอย่างเงียบงันดูไปคล้ายกับชายชรากำลังฝึกปรือพลัง แต่สภาวะที่ปรากฏกลับว่างเปล่าเวิ้งว้าง ระหว่างที่นั่งสงบนิ่งอยู่นั้นหากไม่ได้มองด้วยสายตาเพียงใช้พลังสัมผัสกลับไม่อาจรับรู้ถึงการคงอยู่ของผู้เฒ่าท่านนี้ได้
คนผู้นี้คือผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักช่างประดิษฐ์ทั้งยังเป็นอาจารย์อาของเจ้าสำนักคนปัจจุบัน มีนามว่า เซียวปินจื่อ
เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่อาจรับรู้ได้ลอยแว่วเข้ามาชายชราลืมตาขึ้นก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เข้ามาได้”
เสียง‘แอ๊ด’ดังขึ้นพร้อมกับประตูถูกผลักเปิดออกจากนั้นจึงปรากฏเงาร่างสูงโปร่งเดินเข้ามา ที่แท้ก็เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักซึ่งมีนามว่าซ่งหลิน
“ผู้อาวุโสใหญ่รวบรวมข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักมาไม่มีผู้ใดน่าสงสัย”หลังจากซ่งหลินมาเข้ามาในห้อง ก็ยืนต่อหน้าชายชราอย่างสำรวมจากนั้นจึงเอ่ยปากรายงาน
ชายชราพยักหน้า “อ่าน”
“ทราบแล้ว”ซ่งหลินรับคำจากนั้นจึงพลิกมือขวา กระดาษปึกหนาก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือบนกระดาษแต่ละแผ่นล้วนอัดแน่นด้วยตัวหนังสือถี่ยิบ
ซ่งหลินเริ่มอ่านออกมา“เย่จือชิว อายุยี่สิบสองปี บุตรคนรองจากตระกูลเย่เมืองชางหลาน มณฑลหวงชวน เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านภูตวิญญาณระดับปลายฝึกปรือสองธาตุ ไฟและไม้ ตระกูลเย่แห่งเมืองชางหลานเป็นตระกูลขนาดกลาง เมื่อหกร้อยปีที่แล้วเคยปรากฏผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านราชันวิญญาณหนึ่งคนและถือเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของตระกูลแต่เมื่อหกปีก่อนตระกูลเย่ประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ จึงค่อยๆเสื่อมอำนาจลงบุตรชายคนโตของตระกูลเย่...”
ประโยคต่อประโยคด้วยน้ำเสียงปราศจากอารมณ์ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเย่ทั้งหมดตั้งแต่ข้อมูลทั่วไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อยทั้งหลายล้วนครบถ้วนไม่มีตกหล่น!!
……
“เถียนอวี่หางอายุสิบขวบ บุตรชายคนที่สี่จากตระกูลเถียน เมืองฟู่ซุน มณฑลเสฉวน เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านปัจเจกวิญญาณระดับปลายพรสวรรค์ธาตุไฟระดับพิเศษ ตระกูลเถียน...”
“ม่อเสี่ยวเซียนอายุสิบแปดปี เมืองซันเสีย มณฑลส่านหลิน บุตรชายคนที่สามตระกูลม่อวีรชนวิญญาณระดับปลาย ครึ่งก้าวสู่ด่านภูตวิญญาณ พรสวรรค์ธาตุไฟระดับสูงพลังอำนาจตระกูลม่อ...”
“ซีเหยียนอายุสิบแปดปี เมืองซือม่อ มณฑลหลีซุย บิดามารดาเป็นคนธรรมดาเมื่อายุได้ห้าขวบได้พบพานผู้ฝึกปรือวิญญาณจึงได้รับการถ่ายทอดเคล็ดการฝึกปรือภายหลังผู้ฝึกปรือวิญญาณนั้นเสียชีวิตจากการต่อสู้จึงเก็บตัวฝึกปรือด้วยตนเองอยู่ในเมืองยามนี้เป็นวีรชนวิญญาณระดับปลายที่พร้อมจะบรรลุด่านภูตวิญญาณได้ทุกเมื่อพรสวรรค์ธาตุไฟระดับสูง...”
“เฉินหง……”
“……”
กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าประโยคแล้วประโยคเล่า ทั้งหมดคือข้อมูลโดยละเอียดของผู้ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ใช้เวลาเพียงสามวันสำนักช่างประดิษฐ์กลับสามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างละเอียดถึงเพียงนี้!!
ที่ซ่งหลินอ่านมาทั้งหมดนี้หากไม่ใช่ข้อมูลของผู้ที่ผ่านการทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟระดับสูงก็เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณแห่งด่านวีรชนวิญญาณระดับปลาย อ่านไปราวสิบกว่าคนก็หยุดลง
ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้วถาม“มีเท่านี้หรือ?”
“ที่โดดเด่นมีเพียงเท่านี้แต่ยังมีอีกหนึ่งที่ถือว่าพิเศษ ข้าจึงเก็บไว้คนสุดท้าย...” ซ่งหลินเก็บกระดาษในมือก่อนจะหยิบกระดาษอีกหลายแผ่นออกมาจากนั้นจึงอ่านอย่างแช่มช้า“ไป๋หยุนเฟย อายุสิบเก้าปี ภูตวิญญาณระดับปลาย ฝึกปรือธาตุไฟเมืองลั่วซี มณฑลฉิงหยุน ชาวบ้านธรรมดา เมื่ออายุห้าขวบ...”
วัยเยาว์ขมขื่นยากจนลำบากตรากตรำอยู่เก้าปี สังหารคู่ต่อสู้ในสนามต่อสู้ป่าเถื่อน ฆ่าล้างโจรภูเขาสังหารจางหยาง หนีตายจนกระทั่งออกจากเมืองชุ่ยหลิวทุกเรื่องราวที่ไป๋หยุนเฟยได้กระทำในมณฑลฉิงหยุนยกเว้นบางเรื่องที่เป็นความลับซึ่งทราบเพียงสองสามคนแม้กระทั่งการพบพานกับเกออี้หยุนที่มีคนทราบไม่มากนักก็ยังมีข้อมูลมิหนำซ้ำยังถูกรายงานอย่างละเอียดส่วนเรื่องราวหลังออกจากมณฑลฉิงหยุนแล้วกลับไม่มีในรายงาน
แต่เพียงเท่านี้ก็พอจะสร้างความเลื่อมใสแก่ผู้คนมากแล้วเวลาเพียงสามวันกลับทราบข้อมูลเหล่านี้ได้ ต้องใช้เครือข่ายข่าวสารระดับใดจึงจะหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้?
“เจ้าบอกว่าเดิมทีคนผู้นี้ไม่ทราบแม้แต่วิธีการฝึกปรือพลัง มิหนำซ้ำไม่เพียงแต่คบหากับหงยินแม้แต่เกออี้หยุนแห่งสำนักชะตาลิขิตก็รู้จัก?”แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ที่สงบนิ่งมาตลอด หลังจากได้ยินซ่งหลินรายงานก็ยังต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ซ่งหลินพยักหน้า“ตามข้อมูลที่สายข่าวรายงานมา... เป็นเช่นนี้จริงๆ”
ผู้อาวุโสใหญ่เงียบงันไปชั่วขณะจากนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น “ข้าทราบแล้ว เจ้ากลับไปเถอะพรุ่งนี้เช้าพาพวกมันขึ้นมารับการทดสอบอย่างเป็นทางการได้”
ซ่งหลินน้อมกายคารวะแล้วจึงจากไปผู้อาวุโสใหญ่ก็กลับสู่ภาวะสงบนิ่งดังเดิมแต่สายตากลับเพ่งมองเปลวเทียนที่สั่นไหวราวกับครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง...