จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 192 ผู้อาวุโสใหญ่เซียวปินจื่อ

                “ข้าไม่มีอารมณ์”

                ยามเผชิญหน้ากับเฟยเหนียนที่เตรียมจะต่อสู้ไป๋หยุนเฟยกลับตอบปฏิเสธโดยไม่ลังเล

                “……”

                ลมหายใจเฟยเหนียนสะดุดไปชั่วขณะแม้แต่พลังสีแดงที่แผ่ออกรอบกายก็สั่นกระเพื่อม มันถลึงตามองไป๋หยุนเฟยราวกับไม่อยากเชื่อ“เจ้าว่าอะไร?”

                “ข้าบอกว่าข้าไม่มีอารมณ์ที่จะต่อสู้กับเจ้า”

                “เจ้า...” เฟยเหนียนกล่าวด้วยความเดือดดาล “เจ้าไม่ใช่ลูกผู้ชาย!เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่สูสีกัน เจ้าก็ควรจะมีความกล้าที่จะต่อสู้จึงจะถูกแล้วเจ้าปฏิเสธเช่นนี้ได้อย่างไร?!”

                ไป๋หยุนเฟยเบะปากกล่าวว่า“แล้วมันเกี่ยวข้องอะไรกับการที่ข้าเป็นลูกผู้ชายหรือไม่? อีกอย่างไฉนข้าต้องต่อสู้กับเจ้าด้วย? สู้แล้วมีความหมายอันใด?”

                เฟยเหนียนชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะถามกลับไป “แล้วไฉนเจ้าจึงไม่ต่อสู้กับข้า?”

                “ข้าไม่มีอารมณ์”

                “……”

                เฟยเหนียนนิ่งงันไปพักใหญ่จึงกล่าวต่อ“ไม่ได้! เจ้าต้องสู้กับข้า! ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าเหนือกว่าเจ้า!”

                “เช่นนั้นก็ดีข้ายอมรับว่าเจ้าเหนือกว่าข้า พอใจหรือยัง?” ไป๋หยุนเฟยเบะปากกล่าวว่า“วันนี้ข้าเหน็ดเหนื่อยแล้ว ขอตัวไปพักผ่อน เจ้าก็กลับไปอาบน้ำเข้านอนเถอะ”

                “เจ้า...”

                “เฟยเหนียนเจ้ามาทำอะไรที่นี่? ไฉนจึงไม่ฝึกปรืออยู่ที่ยอดเขาทักษิณ แต่กลับมาก่อเรื่องวุ่นวายที่นี่มันสมควรแล้วหรือ?” จู่ๆก็มีเสียงดังขึ้นขัดจังหวะเฟยเหนียนทันทีที่สิ้นเสียงเงาร่างของคนผู้นั้นก็ปรากฏขึ้น ที่แท้ก็เป็นเซียวหนานเหริน

                เฟยเหนียนแสดงว่าหวั่นเกรงต่อเซียวหนานเหรินผู้นี้ไม่น้อยหลังจากรั้งพลังกลับก็กล่าวอึกอักว่า “ศิษย์พี่เซียวข้า...”

                ยามนั้นเองประตูห้องหลายบานก็เปิดออก เห็นได้ชัดว่าผู้ที่พักอยู่บริเวณใกล้สวนนี้ถูกเสียงรบกวนจนต้องออกมาชมดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านนอกเฟยเหนียนคับข้องใจจนอกแทบระเบิดคิดไม่ถึงว่ามันจะเคราะห์ร้ายมาพบกับศิษย์พี่เซียวที่เฝ้าอยู่บริเวณนี้มันทราบได้ในทันทีว่าการต่อสู้ครั้งนี้คงไม่อาจเกิดขึ้นแล้ว

                และก็เป็นไปดังที่มันคิดเซียวหนานเหรินกวาดตามองโดยรอบก่อนจะขมวดคิ้วกล่าวว่า“ยังไม่รีบกลับไปยังยอดเขาทักษิณอีก! เจ้าเป็นถึงศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสที่สองมาหาเรื่องศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักเช่นนี้ มันสมควรแล้วหรือ!”

                ดูท่ามันก็พอจะทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่เชิงเขาเมื่อยามบ่ายมาบ้างยามที่กล่าววาจาจึงปรายตามองไป๋หยุนเฟยแวบหนึ่ง

                เมื่อเห็นเฟยเหนียนจากไปเซียวหนานเหรินจึงหันกลับไปกล่าวต่อผู้ที่ออกมาดูเหตุการณ์ว่า “จบเรื่องแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะวันนี้น่าจะเหน็ดเหนื่อยกันมามากพอแล้ว ใช้เวลาสามวันที่มีอยู่ปรับสภาพฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์เพื่อเตรียมพร้อมเข้ารับการทดสอบที่แท้จริงเถอะ”

                ผู้คนจึงทยอยกันกลับเข้าห้องเซียวหนานเหรินหันไปพยักหน้าแก่ไป๋หยุนเฟยและเย่จือชิวคราหนึ่งก็จากไปม่อเสี่ยวเซียนกับจงซูหาวที่ตาหรี่ปรือเดินเข้ามาหาไป๋หยุนเฟยพร้อมกับถามด้วยความสงสัย“พี่ไป๋ เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

                ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้า“ไม่มีอะไร กลับไปพักผ่อนเถอะ...”

                ……

                ช่วงสามวันนี้ไป๋หยุนเฟยและคนอื่นๆพักผ่อนอยู่ในบริเวณตึกที่พักเนื่องจากก่อนหน้านี้ถูกกำชับเอาไว้ ดังนั้นทุกคนจึงไม่กล้าจะทำอะไรตามอำเภอใจอย่างมากก็เดินเล่นรอบบริเวณเท่านั้น ทั้งหมดใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในสวนบ้างก็นั่งขัดสมาธิฝึกปรือ บ้างก็พูดคุยสัพเพเหระแม้แต่อาหารแต่ละมื้อก็มีคนนำมาส่งถึงที่ นับว่าใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายไม่น้อย

                สำนักช่างประดิษฐ์ตั้งอยู่บนเขาชีเสียเขาลูกนี้มีห้ายอด แน่นอนว่าตึกหลักต้องตั้งอยู่ที่ยอดเขากลางส่วนยอดเขาที่เหลือแบ่งออกเป็น เหนือ ใต้ ออก ตกสำนักช่างประดิษฐ์มีสี่ผู้อาวุโสแบ่งกันดูแลยอดเขาทั้งสี่ดังนี้ผู้อาวุโสใหญ่ดูแลยอดเขาอุดร ผู้อาวุโสที่สองดูแลยอดเขาทักษิณผู้อาวุโสที่สามดูแลยอดเขาบูรพาและผู้อาวุโสที่สี่ดูแลยอดเขาประจิม(เหมือนพวกเขากำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่หรือไม่??)

                ในคืนวันที่สามณ ยอดเขาอุดร ที่ซึ่งห่างจากถ้ำทดสอบออกไปหลายพันวา เป็นเรือนเล็กซึ่งมีเพียงของใช้ที่จำเป็นอยู่เท่านั้นด้านในมีชายชราอายุราวเจ็ดสิบปีไว้ผมยาวสีดอกเลา ใบหน้าเคร่งขรึม กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะอย่างเงียบงันดูไปคล้ายกับชายชรากำลังฝึกปรือพลัง แต่สภาวะที่ปรากฏกลับว่างเปล่าเวิ้งว้าง ระหว่างที่นั่งสงบนิ่งอยู่นั้นหากไม่ได้มองด้วยสายตาเพียงใช้พลังสัมผัสกลับไม่อาจรับรู้ถึงการคงอยู่ของผู้เฒ่าท่านนี้ได้

                คนผู้นี้คือผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักช่างประดิษฐ์ทั้งยังเป็นอาจารย์อาของเจ้าสำนักคนปัจจุบัน มีนามว่า เซียวปินจื่อ

                เสียงแผ่วเบาจนแทบไม่อาจรับรู้ได้ลอยแว่วเข้ามาชายชราลืมตาขึ้นก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เข้ามาได้”

                เสียง‘แอ๊ด’ดังขึ้นพร้อมกับประตูถูกผลักเปิดออกจากนั้นจึงปรากฏเงาร่างสูงโปร่งเดินเข้ามา ที่แท้ก็เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักซึ่งมีนามว่าซ่งหลิน

                “ผู้อาวุโสใหญ่รวบรวมข้อมูลมาเรียบร้อยแล้ว ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักมาไม่มีผู้ใดน่าสงสัย”หลังจากซ่งหลินมาเข้ามาในห้อง ก็ยืนต่อหน้าชายชราอย่างสำรวมจากนั้นจึงเอ่ยปากรายงาน

                ชายชราพยักหน้า “อ่าน”

                “ทราบแล้ว”ซ่งหลินรับคำจากนั้นจึงพลิกมือขวา กระดาษปึกหนาก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือบนกระดาษแต่ละแผ่นล้วนอัดแน่นด้วยตัวหนังสือถี่ยิบ

                ซ่งหลินเริ่มอ่านออกมา“เย่จือชิว อายุยี่สิบสองปี บุตรคนรองจากตระกูลเย่เมืองชางหลาน มณฑลหวงชวน เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านภูตวิญญาณระดับปลายฝึกปรือสองธาตุ ไฟและไม้ ตระกูลเย่แห่งเมืองชางหลานเป็นตระกูลขนาดกลาง เมื่อหกร้อยปีที่แล้วเคยปรากฏผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านราชันวิญญาณหนึ่งคนและถือเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของตระกูลแต่เมื่อหกปีก่อนตระกูลเย่ประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ จึงค่อยๆเสื่อมอำนาจลงบุตรชายคนโตของตระกูลเย่...”

                ประโยคต่อประโยคด้วยน้ำเสียงปราศจากอารมณ์ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตระกูลเย่ทั้งหมดตั้งแต่ข้อมูลทั่วไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อยทั้งหลายล้วนครบถ้วนไม่มีตกหล่น!!

                ……

                “เถียนอวี่หางอายุสิบขวบ บุตรชายคนที่สี่จากตระกูลเถียน เมืองฟู่ซุน มณฑลเสฉวน เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณด่านปัจเจกวิญญาณระดับปลายพรสวรรค์ธาตุไฟระดับพิเศษ ตระกูลเถียน...”

                “ม่อเสี่ยวเซียนอายุสิบแปดปี เมืองซันเสีย มณฑลส่านหลิน บุตรชายคนที่สามตระกูลม่อวีรชนวิญญาณระดับปลาย ครึ่งก้าวสู่ด่านภูตวิญญาณ พรสวรรค์ธาตุไฟระดับสูงพลังอำนาจตระกูลม่อ...”

                “ซีเหยียนอายุสิบแปดปี เมืองซือม่อ มณฑลหลีซุย บิดามารดาเป็นคนธรรมดาเมื่อายุได้ห้าขวบได้พบพานผู้ฝึกปรือวิญญาณจึงได้รับการถ่ายทอดเคล็ดการฝึกปรือภายหลังผู้ฝึกปรือวิญญาณนั้นเสียชีวิตจากการต่อสู้จึงเก็บตัวฝึกปรือด้วยตนเองอยู่ในเมืองยามนี้เป็นวีรชนวิญญาณระดับปลายที่พร้อมจะบรรลุด่านภูตวิญญาณได้ทุกเมื่อพรสวรรค์ธาตุไฟระดับสูง...”

                “เฉินหง……”

                “……”

                กระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าประโยคแล้วประโยคเล่า ทั้งหมดคือข้อมูลโดยละเอียดของผู้ผ่านการทดสอบในครั้งนี้ใช้เวลาเพียงสามวันสำนักช่างประดิษฐ์กลับสามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างละเอียดถึงเพียงนี้!!

                ที่ซ่งหลินอ่านมาทั้งหมดนี้หากไม่ใช่ข้อมูลของผู้ที่ผ่านการทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟระดับสูงก็เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณแห่งด่านวีรชนวิญญาณระดับปลาย อ่านไปราวสิบกว่าคนก็หยุดลง

                ผู้อาวุโสใหญ่ขมวดคิ้วถาม“มีเท่านี้หรือ?”

                “ที่โดดเด่นมีเพียงเท่านี้แต่ยังมีอีกหนึ่งที่ถือว่าพิเศษ ข้าจึงเก็บไว้คนสุดท้าย...” ซ่งหลินเก็บกระดาษในมือก่อนจะหยิบกระดาษอีกหลายแผ่นออกมาจากนั้นจึงอ่านอย่างแช่มช้า“ไป๋หยุนเฟย อายุสิบเก้าปี ภูตวิญญาณระดับปลาย ฝึกปรือธาตุไฟเมืองลั่วซี มณฑลฉิงหยุน ชาวบ้านธรรมดา เมื่ออายุห้าขวบ...”

                วัยเยาว์ขมขื่นยากจนลำบากตรากตรำอยู่เก้าปี สังหารคู่ต่อสู้ในสนามต่อสู้ป่าเถื่อน ฆ่าล้างโจรภูเขาสังหารจางหยาง หนีตายจนกระทั่งออกจากเมืองชุ่ยหลิวทุกเรื่องราวที่ไป๋หยุนเฟยได้กระทำในมณฑลฉิงหยุนยกเว้นบางเรื่องที่เป็นความลับซึ่งทราบเพียงสองสามคนแม้กระทั่งการพบพานกับเกออี้หยุนที่มีคนทราบไม่มากนักก็ยังมีข้อมูลมิหนำซ้ำยังถูกรายงานอย่างละเอียดส่วนเรื่องราวหลังออกจากมณฑลฉิงหยุนแล้วกลับไม่มีในรายงาน

                แต่เพียงเท่านี้ก็พอจะสร้างความเลื่อมใสแก่ผู้คนมากแล้วเวลาเพียงสามวันกลับทราบข้อมูลเหล่านี้ได้ ต้องใช้เครือข่ายข่าวสารระดับใดจึงจะหาข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นนี้?

                “เจ้าบอกว่าเดิมทีคนผู้นี้ไม่ทราบแม้แต่วิธีการฝึกปรือพลัง มิหนำซ้ำไม่เพียงแต่คบหากับหงยินแม้แต่เกออี้หยุนแห่งสำนักชะตาลิขิตก็รู้จัก?”แม้แต่ผู้อาวุโสใหญ่ที่สงบนิ่งมาตลอด หลังจากได้ยินซ่งหลินรายงานก็ยังต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

                ซ่งหลินพยักหน้า“ตามข้อมูลที่สายข่าวรายงานมา... เป็นเช่นนี้จริงๆ”

                ผู้อาวุโสใหญ่เงียบงันไปชั่วขณะจากนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น “ข้าทราบแล้ว เจ้ากลับไปเถอะพรุ่งนี้เช้าพาพวกมันขึ้นมารับการทดสอบอย่างเป็นทางการได้”

                ซ่งหลินน้อมกายคารวะแล้วจึงจากไปผู้อาวุโสใหญ่ก็กลับสู่ภาวะสงบนิ่งดังเดิมแต่สายตากลับเพ่งมองเปลวเทียนที่สั่นไหวราวกับครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง... 

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    (จบ) Guardian and Demon ข้านี่แหละราชาปีศาจ

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 134
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    จักรพรรดิอักขระสยบฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    142K 432
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    Timebound รักข้ามภพ โอบหัวใจข้าไว้ให้มั่น 1682

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5K 89
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258