ตอนที่ 10 รอดตัว
เชียนเชียนสังเกตเห็นสัญญาณที่เหนียนอิ๋งสี่มอบให้ เริ่มมีความลังเลในใจ แววตาเลื่อนลอยกลอกกลิ้งไปมาไม่หยุด ราวกับกำลังมีการต่อสู้ครั้งใหญ่ภายในใจ
ยามนี้สาวใช้ที่ถูกอันจือเหมยส่งไปเรียกหนุ่มรับใช้ก็รีบกลับมา ขณะเข้ามาในห้องก็ขยิบตาให้นาง เวลาเดียวกันที่อันจือเหมยถอนใจอย่างโล่งอก ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็พี่สาวใจดีมีเมตตาอีกครั้ง แม้จะกล่าวต่ออันจือเฟิ่ง แต่ระดับเสียงก็เพียงพอให้คนรอบข้างได้ยินอย่างชัดเจน “น้องหญิง ทั้งหมดเป็เพราะข้าที่เป็พี่สาวผู้นี้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง ประเดี๋ยวข้าจะไปขอรับโทษกับน้องเขยด้วยตัวเอง ถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็เกิดเื่ต่อหน้าต่อตาข้า”
คำพูดของอันจือเหมยทำให้หวังหว่านซิวย่นคิ้วอีกครั้ง ในความคิดนาง ถึงอันจือเหมยจะเป็แค่อนุภรรยา แต่อย่างน้อยก็เป็ลูกสะใภ้ตระกูลเหนียนของนาง เป็ถึงฮูหยินรองของรองผู้บัญชาการสูงศักดิ์กลับจะไปขอรับโทษกับน้องเขย หากข่าวแพร่ออกไปไม่ทำให้ผู้คนหัวเราะแย่หรือ
สายตาเหลือบไปเห็นหนุ่มรับใช้วางม้านั่งในลาน และยกแผ่นกระดานไม้พร้อมแล้ว หวังหว่านซิวยกมือขึ้น เอ่ยเ็าว่า “โบยยี่สิบไม้ก่อน จากนั้นนั่งหันหน้าเข้ากำแพงแล้วสำนึกผิดเป็เวลาสามสิบวัน”
คำพูดประโยคเดียวของหวังหว่านซิว ราวกับได้รับการอภัยโทษ ทำให้อันจือเหมยและคนอื่นๆ มีสีหน้าผ่อนคลายลงมาก แต่กลับทำให้เชียนเชียนรู้สึกตื่นตระหนกมากกว่าเดิม สมองที่กำลังตีกันพลันปรากฏภาพที่เหนียนอิ๋งสี่ลูบศีรษะนางแวบเข้ามา รวมถึงแววตาห่วงใยตอนที่บอกว่านางจะไม่ถูกโบยนั้น ทำให้สายตาของเชียนเชียนพลันมีความแน่วแน่ขึ้นมา
เหนียนอิ๋งชุนจ้องเขม็งมาที่เหนียนอิ๋งสี่อย่างชิงชัง ทำปากพูดไร้เสียงอย่างระมัดระวังว่า ‘นางโง่ ขอให้สนุกกับการถูกโบยนะ’
เหนียนอิ๋งสี่กลับไม่ได้โกรธเคือง แต่ขยิบตาไปทางข้างหลังนางอย่างยั่วยุ ก่อนที่เหนียนอิ๋งชุนจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พลันได้ยินเพียงเสียง ‘ตึก’ ตามด้วยเสียงร้องไห้แหบแห้งของสาวน้อยคนหนึ่ง “ฮูหยินผู้เฒ่า คุณหนูของบ่าวถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็ธรรม! คุณหนูของบ่าวถูกใส่ร้ายอย่างไม่เป็ธรรมเ้าค่ะ!”
เชียนเชียนดึงชายกระโปรงของหวังหว่านซิว พลางโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างแรง เหนียนอิ๋งสี่ไม่นึกว่าฝีมือการแสดงของเชียนเชียนจะยอดเยี่ยมมากเช่นนี้ ทำเอานางเสียเวลากังวลโดยเปล่าประโยชน์
อันจือเหมยไม่คิดว่าจะมีเด็กบ้าโผล่มากลางคัน หมายจะเรียกเด็กข้างหลังไปขวางเชียนเชียนไว้ แต่กลับสายไปเสียแล้ว เพราะก่อนที่เด็กสองคนนั้นจะเดินไปถึงข้างเชียนเชียน ก็ได้ยินนางร้องไห้พร้ะโกนว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า วันนี้ตอนเช้าคุณหนูจวิ้นหรูมาด่าว่าคุณหนูของบ่าวก่อนเ้าค่ะ นางบอกว่าคุณหนูของบ่าวโง่ ทั้งยังบอกว่าคุณหนูของบ่าวเป็ลูกนางแพศยาเ้าค่ะ ฮือฮือ…ฮือฮือ…” เชียนเชียนจำคำพูดอย่างหลังไม่ได้แล้วจริงๆ ดังนั้นจึงได้แต่ร้องไห้แทน
คำพูดก่อนหน้ายังดีหน่อย ครั้นได้ฟังประโยคหลังที่ว่า ‘ลูกนางแพศยา’ ใบหน้าของอันจือเหมยดำคล้ำลงทันที พลางเบือนหน้าไปทางอันจือเฟิ่งพร้อมกับขบฟันแน่น เอ่ยในใจว่า ‘ดีนัก ดูซิว่าเ้าสอนลูกตัวดีของเ้าอย่างไร! คำพูดแบบนี้ก็ยังโพล่งออกมาได้!’
หวังหว่านซิวที่เพิ่งจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตู พลันชักเท้ากลับมา เหนียนอิ๋งสี่ที่เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอยู่ตลอดรีบคว้าโอกาสนี้ เอ่ยถามด้วยความน้อยใจและไร้เดียงสาเช่นกันว่า “ท่านย่า ตอนนั้นน้องจวิ้นหรูด่าหลานแบบนี้จริงเ้าค่ะ หลานอยากจะรู้นัก หลานถูกเลี้ยงดูโดยท่านพ่อและท่านย่าแท้ๆ ไยถึงกลายเป็ลูกนางแพศยาได้เล่าเ้าคะ”
อันจือเหมยมองดูเหนียนอิ๋งสี่ด้วยความประหลาดใจ นอกจากแววตาตกตะลึงแล้วก็คือความไม่อยากเชื่ออย่างสุดซึ้ง ในความคิดของนาง เหนียนอิ๋งสี่เป็เพียงลูกพลับอ่อน[1] ที่ต่อให้คนบีบจนเละ ก็จะไม่ส่งเสียงร้องใดๆ เหตุใดวันนี้ถึงได้ช่างพูดช่างจาเช่นนี้ และไม่ใช่แค่พูดเท่านั้น ทุกคำพูดล้วนพุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนของคนอีกด้วย
เมื่อััได้ถึงสายตาของอันจือเหมย เหนียนอิ๋งสี่ไม่ได้หลบเลี่ยงแต่อย่างใด พลางหันมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่ไม่ดูแข็งกร้าวหรือนอบน้อม ไม่หยิ่งยโสหรือรีบร้อนเกินไป
เหนียนอิ๋งชุนกลับไม่คิดว่าประโยคนี้จะมีตรงไหนที่ไม่เหมาะสม “เหนียนอิ๋งสี่ เ้ามันลูกนางแพศยา ทำไมหรือ จวิ้นหรูด่าเ้าผิดตรงไหน” เหนียนอิ๋งสี่ในสายตาของนางก็แค่คนโง่ที่เลี้ยงโดยนางแพศยาเท่านั้น ซึ่งไม่มีสิ่งใดผิด
อันจือเหมยยังไม่ทันคลายความโกรธ บัดนี้เมื่อได้ยินลูกสาวของตนที่โง่มากเช่นกัน นางก็โมโหจนแทบจะเป็ลม พลันดึงข้อมือของเหนียนอิ๋งชุนอย่างแรง จ้องเขม็งใส่นางปราดหนึ่ง ลูกสาวของตนผู้นี้ช่างน่าผิดหวังจริงๆ ในนอกไม่สามารถแยกออกได้เลยสักนิด
ใบหน้าของหวังหว่านซิวเรียกได้ว่าคล้ำหมองอย่างยิ่ง พลันหันไปมองอันจือเหมยที่ตัวสั่นงันงก นางโกรธมากจนแขนที่ยื่นออกมาเริ่มสั่น “นี่ก็คือน้องสาวแสนดีของเ้า และลูกสาวตัวดีที่เ้าสั่งสอนงั้นหรือ ยังดีวันนี้เป็ข้าที่ได้ยินคำพูดนี้ หากแพร่ไปถึงหูของคนนอก ตระกูลเหนียนของพวกเราคงได้อับอายขายหน้าเพราะพวกเ้ากันหมดแล้ว!”
ยามนี้อันจือเหมยยังจะกล้ากล่าวอะไรอีก นางก้มหน้าหดคอ ไม่ได้วางตัวเป็สุนัขจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ[2]เหมือนอย่างเมื่อครู่แล้ว
เชิงอรรถ
^ เปรียบถึงคนที่ง่ายต่อการกลั่นแกล้ง^ เปรียบเทียบคนที่ใช้อำนาจของผู้อื่น หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่มากดขี่ข่มเหง หรือเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น