บรรยากาศในตระกูลหลิงยามเช้าทั้งตึงเครียดและอบอุ่นในคราวเดียวกัน
หลิงเฟิงถูกสายตาเ็าของเจียงเฉินสะกดจนตัวแข็งทื่อเขากำหมัดแน่นด้วยความโกรธและอัปยศที่ถูก "ขยะ" เมินเฉย แต่เมื่อเขาสบเข้ากับดวงตาที่สงบนิ่งของหลิงเยว่เขาก็ทำได้เพียงเก็บกลั้นความไม่พอใจไว้ในใจ
เจียงเฉินจูงมือหลิงเยว่เดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้าขณะที่เดินผ่านหน้าหลิงเฟิงก็ตั้งใจเดินผ่านไปเฉย ๆทำไราวกับหลิงเฟิงเป็อากาศธาตุ
หลิงเยว่ไม่ได้แสดงท่าทีขัดขืนที่เจียงเฉินจับมือของนางเพียงแต่ได้ัักับความอบอุ่นจากมือบุรุษทำให้นางรู้สึกไม่คุ้นเคยเล็กน้อย
จนกระทั่งพวกเขาเดินพ้นจากสายตาของหลิงเฟิงเจียงเฉินจึงค่อย ๆ ปล่อยมือหลิงเยว่ออกอย่างนุ่มนวล เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อยหากได้จับมือหลิงเยว่นานอีกนิดก็คงดี
จากนั้นทั้งสองคนก็ตรงไปยังจวนที่พักของหลิงเทียนและซูหว่าน
พิธียกน้ำชาให้บิดามารดาผ่านไปอย่างราบรื่น
หลิงเทียนและซูหว่านรับน้ำชาจากทั้งคู่ด้วยรอยยิ้มสายตาที่พวกเขามองเจียงเฉินในวันนี้ต่างไปจากเมื่อวานเล็กน้อย
เมื่อวานพวกเขามองเขาด้วยความสงสารและหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแต่วันนี้หลังจากได้ยินรายงานว่าเขาเดินออกมาจากห้องหออย่างมั่นคงไม่มีอาการเหมือนคนเพิ่งถูกวางยาพิษเมื่อวาน แถมยังสามารถ "จัดการ"หลิงเฟิงได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง พวกเขาก็มองเขาด้วยความประหลาดใจและคาดหวังเล็กน้อย
"เฉินเอ๋อร์"หลิงเทียนเอ่ยพลางจิบชาในถ้วย "ร่างกายเ้าดูเหมือนจะดีขึ้นมากนะตอนนี้พิษในร่างกายของเ้าเป็อย่างไรบ้าง"
"ขอบคุณท่านพ่อตาที่เป็ห่วงขอรับข้าเพียงแค่โชคดีเล็กน้อย พิษนี้เหมือนจะหายไปแล้ว" เจียงเฉินตอบอย่างนอบน้อม
ซูหว่านดึงมือหลิงเยว่ไปกุมไว้ขณะที่มองเจียงเฉิน "ในเมื่อแต่งงานกันแล้ว ก็ต้องดูแลกันและกันให้ดีโดยเฉพาะเ้าเยว่เอ๋อร์ เฉินเอ๋อร์เพิ่งฟื้นไข้ เ้าต้องดูแลเขาให้มากหน่อยเข้าใจหรือไม่"
"เ้าค่ะท่านแม่" หลิงเยว่รับคำเสียงเบา ใบหน้ายังคงเรียบเฉย
"เอาล่ะ"หลิงเทียนกล่าวสรุป "วันนี้ข้าในฐานะพ่อขอมอบของขวัญแต่งงานเป็ 'หินปราณระดับต้น' หนึ่งร้อยก้อน และโอสถรวบรวมพลังสองเม็ดให้แก่พวกเ้า ถือเป็ทุนรอนในการฝึกฝน"
คำพูดนี้ทำให้ข้ารับใช้คนอื่นๆ ในห้องเบิกตาเล็กน้อย นี่มัน... ของขวัญล้ำค่าเกินไปสำหรับ "เขย"ที่เป็ขยะหรือไม่?
จากนั้นพวกเขาก็เห็นเจียงเฉินเพียงแค่ประสานมือคำนับ"ขอบคุณท่านพ่อตา... ขอบคุณท่านแม่ยาย" โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เจียงเฉินไม่ปฏิเสธเพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่เขา้าที่สุดในตอนนี้ก็คือ"ทรัพยากร" นั่นเอง
เมื่อกลับมาถึงเรือนพักในเขตของหลิงเยว่ซึ่งบัดนี้กลายเป็ "ห้องหอ" ของพวกเขาทั้งคู่บรรยากาศอันน่าอึดอัดก็กลับมาเยือน
หลิงเยว่หันไปมองเขาพร้อมเอ่ย
"ทรัพยากรเหล่านี้เ้าเก็บไว้เถิดข้าเข้าร่วมสำนักแล้ว พวกเขาแจกจ่ายทรัพยากรให้ข้าสำหรับฝึกฝนเพียงพอเ้าน่าจะ้ามันมากกว่าข้า"
หลังจากพูดจบหลิงเยว่กำลังจะเดินไปที่เตียงเพื่อเริ่มการฝึกฝนตามปกติ
"เดี๋ยวก่อน"เจียงเฉินเรียกหลิงเยว่ไว้
"มีอะไรเหรอ"หลิงเยว่หันกลับมามองเจียงเฉินพร้อมถาม
"ขอบคุณ"เจียงเฉินกล่าวจากใจจริง "เื่เมื่อเช้า ที่เ้าช่วยพูดแทนข้า"
หลิงเยว่ส่ายหน้าเล็กน้อย"ข้าแค่ไม่ชอบให้ใครมาส่งเสียงดังรบกวน ข้าจะฝึกฝนต่อ เ้าพักผ่อนเถอะ"
นางไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดต่อทรุดกายนั่งลงบนเตียง หลับตา และเข้าสู่สมาธิทันทีพลังปราณเยือกเย็นเริ่มแผ่ออกมาอีกครั้ง
เจียงเฉินมองร่างบอบบางนั้นพลางยิ้มมุมปาก...ช่างเป็สตรีที่น่าสนใจโดยแท้
เจียงเฉินไม่ได้รบกวนหลิงเยว่อีกเขาเดินไปยังมุมหนึ่งของห้องที่ถูกซ่อนไว้โดยเจตนา ซึ่งเป็ที่นอนสำหรับเขาตรงนั้นมีเตียงไม้ขนาดไม่ใหญ่มากปูไว้ด้วยฟูกและผ้าคลุม ข้าง ๆเตียงมีเก้าอี้กว้างเหมาะสำหรับการนั่งสมาธิอยู่หนึ่งตัว
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้มาดูมุมของเขาที่หลิงเยว่จัดไว้ให้'นางช่างเป็คนเตรียมพร้อมซะจริง'เจียงเฉินคิดในใจ
ตัดความคิดวุ่นวายเจียงเฉินก็นั่งลงบนเก้าอี้ฝึกฝน ดำดิ่งลงสู่ทะเลจิติญญาทันทีเขา้าตรวจดูวิชาที่ได้รับมาจากหน้าหนังสือสีทองเมื่อคืนวานและหาทางทะลวงขั้นรวมปราณ
ณห้วงมิติแห่งจิตใจกลางรากปราณทมิฬยังคงหมุนวนอย่างลึกล้ำปลดปล่อยพลังอันบริสุทธิ์ออกมาหล่อเลี้ยงร่างกายและิญญาหน้าหนังสือสีทองลอยนิ่งอยู่เบื้องบนราวกับมองไม่เห็นการมีอยู่ของรากปราณทมิฬเลย
เจียงเฉินนึกถึงเคล็ดวิชาขั้นหลอมกายที่หน้าหนังสือสีทองส่งกลับมาให้เขา
วิชาเดิมที่เขาเคยฝึกไม่ว่าจะเป็ "เคล็ดหลอมกายาพื้นฐาน" มันคือวิชาระดับพื้นฐานที่สุดที่ฝึกกันทั่วไปในเมืองหยุนเทียนได้รับการปรับปรุงจากเหล่าปรมาจารย์มาหลายต่อหลายท่านแต่เมื่อออกมาจากหน้าหนังสือสีทองมันเต็มไปด้วยข้อบกพร่องมากมายที่จะส่งผลต่อร่างกายในภายภาคหน้าไม่มากก็น้อย
ร่างกายมนุษย์คือหนึ่งเดียวที่สมบูรณ์แบบการฝึกยุทธ์ด้วยคัมภีร์ระดับต่ำ แม้จะเพิ่มความแข็งแกร่งได้แต่มันก็ไม่มั่นคงและเต็มไปด้วยจุดอ่อน!ถ้าฝึกต่อไปผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็เหมือนการเอาตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำ เต็มไปด้วยรูรั่ว
วิชาที่หน้าหนังสือสีทองสร้างขึ้นกลับเหมาะสมกับตัวเขามากกว่ามันคือการใช้จุดเด่นของวิชาหลาย ๆแขนงเพื่อลบล้างจุดบกพร่องทั้งหมดและปรับให้เหมาะสมกับร่างกายของเขามากที่สุด
ดังคำกล่าวที่ว่าไม่มีวิชาที่แข็งแกร่งที่สุด มีเพียงวิชาที่เหมาะสมที่สุดซึ่งวิชาที่หน้าหนังสือสีทองสร้างขึ้นนี้ก็คืออย่างหลัง
มันมีกระบวนท่าเพียงเจ็ดกระบวนท่าเหมาะสำหรับการฝึกในแต่ละขั้นและแต่ละกระบวนท่าล้วนชี้ตรงไปยัง "แก่นแท้" ของการหลอมอวัยวะส่วนนั้น ๆและเป้าหมายของมันไม่ใช่แค่หลอมสำเร็จ แต่คือการผลักดันไปให้ถึง"ขีดสุด" ที่มนุษย์จะพึงทำได้!
เจียงเฉินสูดหายใจลึกจิติญญาของเขาสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้น
"ช่างเป็วิชาที่อหังการนัก!"
มองดูกระบวนท่าต่างๆ นี่ไม่ใช่วิชาหลอมกายอีกต่อไปแต่มันคือวิชาแห่งการต่อสู้ที่ใช้การหลอมกายเป็รากฐาน!
"ถ้างั้นข้าจะเรียกมันว่า... หมัดยุทธ์แท้"
ในที่สุดเจียงเฉินก็ตัดสินใจได้เขาจะไม่เพียงแค่ทะลวงผ่านขั้นหลอมกายเพื่อไปสู่ขั้นรวมปราณตามปกติ แต่เขาจะปูรากฐานร่างกายนี้ใหม่ทั้งหมด!ด้วยวิชาหมัดยุทธ์แท้
ตอนนี้เจียงเฉินยังคงอยู่ในขั้นหลอมกายขั้นที่เจ็ดสูงสุดเพียงแต่มันเป็ขั้นที่เจ็ดที่ยังมีข้อบกพร่องจากการฝึกวิชาเดิม
เจียงเฉินคิดจะใช้หมัดยุทธ์แท้ย้อนกลับไปหลอมอวัยวะทั้งเจ็ดส่วนพร้อมกันทั้งหมด! ผลักดันพวกมันทั้งหมดไปสู่ขีดสุดที่แท้จริง!
นี่คือหนทางที่บ้าคลั่งโดยแท้หากว่าคนทั่วไปฝึกเช่นนี้ ร่างกายย่อมทนรับไม่ไหวและอาจะเิตายในที่สุด
แต่เจียงเฉินในยามนี้มีรากปราณทมิฬที่คอยสูบฉีดพลังชีวิตอันบริสุทธิ์และมหาศาลทั้งยังมีหน้าหนังสือสีทองลึกลับมองไม่เห็นก้นบึ้งอยู่ด้วยทำให้เจียงเฉินคิดว่าเขาสามารถทำได้!
หลังจากศึกษาทำความเข้าใจกับวิชาหมัดยุทธ์แท้จนครบถ้วนเจียงเฉินก็ถอนจิตออกจากทะเลจิตสำนึก บรรยากาศในห้องยังคงเงียบสงบมีเพียงไอเย็นจาง ๆ จากเตียงที่อยู่อีกฝั่ง
เจียงเฉินค่อยๆ ลุกขึ้นยืน จัดท่าทาง และเริ่มฝึกวิชาหมัดยุทธ์แท้ทีละกระบวนท่า
กระบวนท่าที่หนึ่ง ครืด... ครืด...เพียงแค่เริ่มิัทั่วร่างของเขาก็สั่นะเืราวกับกำลังถูกทุบด้วยค้อนนับพันจิน
ทว่าเจียงเฉินกลับไม่หยุดจิตใจของเขาถูกทดสอบมาหลายปีความเ็ปทางร่างกายไม่ได้ทำให้เขามีความคิดที่จะยอมแพ้แม้แต่น้อย
กระบวนท่าที่สอง...กล้ามเนื้อทุกมัดบิดเกร็งความเ็ปแล่นขึ้นจากทั้วทุกสรรพางค์กาย
กระบวนท่าที่สาม...กระดูกทั่วร่างลั่นเปรี๊ยะ!เหมือนกำลังเกิดการแตกออกและสร้างใหม่
เขาฝึก...ฝึก... และฝึก... ทั้งเจ็ดกระบวนท่าไปด้วยกัน!
เหงื่อกาฬสีดำไหลย้อมไปทั่วตัวสิ่งสกปรกที่ตกค้างในร่างกายบัดนี้ถูกขับออกมาอย่างบ้าคลั่งพร้อมด้วยกลิ่นเหม็นเน่าลอยโชยขึ้นมาตีจมูก
นับว่าโชคดีที่มุมห้องฝั่นนี้อยู่ใกล้ห้องอาบน้ำและมีหน้าต่างระบายอากาศไม่อย่างนั้นหากหลิงเยว่มาเจอเขาในสภาพนี้คะแนนในใจนางที่มีไม่เยอะอยู่แล้วอาจจะน้อยลงไปอีกมากก็ได้
หลังจากชำระล้างร่างกายเสร็จเจียงเฉินก็รู้สึกได้ถึงความสดชื่นนับเป็ครั้งแรกในรอบหกปีที่เขารับรู้ได้ถึงความรู้สึกนี้ ตามคำกล่าวที่ว่า 'ใจเบา ร่างกายก็เบา'
ก๊อก...ก๊อก...
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เจียงเฉินชะงักเตรียมเดินออกไปเปิดประตู
หลิงเยว่บนเตียงก็ลืมตาขึ้นแม่ว่านางจะฝึกฝน แต่ก็เป็การฝึกฝนตามปกติการถูกรบกวนจึงไม่ได้ส่งผลกระทบใหญ่อะไร
"เยว่เอ๋อร์...เฉินเอ๋อร์... แม่มารบกวนแล้ว พวกเ้ายังไม่นอนกันใช่ไหม?" เสียงใจดีของซูหว่านดังขึ้นหน้าประตู
เจียงเฉินเปิดประตูให้ซูหว่านเข้ามา"ยังเลยขอรับ เชิญท่านแม่ยายเข้ามาข้างในก่อน"
"ท่านแม่ มีอะไรรึเปล่าเ้าคะ?" หลิงเยว่ถามหลังจากซูหว่านนั่งลงบนโต๊ะรับแขกนางลุกจากนั่งสมาธิมานั่งข้าง ๆ มารดา
"คืองี้นะ คืนนี้ในเมืองจะจัดเทศกาลโคมเมฆาแห่งเมืองหยุนเทียนเป็เทศกาลใหญ่ของเมืองเราเลยล่ะ...เยว่เอ๋อร์เ้าไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยว อีกอย่าง...พวกเ้าก็เพิ่งแต่งงานกันออกไปเดินเล่น ดูโคมไฟ ซื้อของกิน หน่อยเถอะ ตั้งใจฝึกฝนหน่ะเป็สิ่งที่ดีแต่ก็ต้องพักผ่อนบ้างจะได้ไม่ตึงเกินไป เข้าใจไหม?"
เจียงเฉินชะงักเทศกาลหรือ? ่เวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยสนใจสิ่งเหล่านี้เลย
หลิงเยว่กำลังจะปฏิเสธ"แต่ท่านแม่... ข้าต้อง..."
"เอาน่า"ซูหว่านตัดบท "เชื่อแม่เถอะ ออกไปผ่อนคลายซักหน่อยขากลับอย่าลืมซื้อของกินมาฝากพ่อกับแม่ด้วยนะ"
สายตาอ้อนวอนของมารดา...ทำให้หลิงเยว่ปฏิเสธไม่ลง นางถอนหายใจ "ก็ได้เ้าค่ะ"
ยามค่ำคืนของเมืองหยุนเทียนแตกต่างจากความเงียบสงบในตระกูลหลิงโดยสิ้นเชิงผู้คนพลุกพล่านจอแจถนนหลักของเมืองพลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่มาเที่ยวงานท้องถนนสว่างไสวไปด้วยโคมไฟหลากสีสันเสียงหัวเราะ เสียงดนตรี กลิ่นหอมของอาหาร อบอวลไปทั่ว ให้ความรู้สึกสวยงามไปอีกแบบ
เจียงเฉินและหลิงเยว่เดินเคียงข้างกันท่ามกลางฝูงชน มันเป็ภาพที่แปลกประหลาดไปบ้าง สตรีผู้งดงามราวเทพธิดาเดินเคียงข้างบุรุษผอมบางในชุดธรรมดา สิ่งที่ดูเข้ากันได้เล็กน้อยคือบุรุษผู้นั้นก็มีหน้าตาหล่อเหลา หากไม่ติดกับว่าร่างกายผอมบางเล็กน้อยเขาก็คงจะเป็บุรุษรูปงามในฝันของหญิงสาวหลายคนเป็แน่
หลิงเยว่รู้สึกอึดอัดอย่างเห็นได้ชัดนางไม่คุ้นเคยกับความวุ่นวายเหล่านี้ เพียงแต่เมื่อนางหันไปมองเจียงเฉินข้าง ๆที่กำลังหยอกล้อกับเหล่าเด็ก ๆ ก็ทำให้นางยิ้มออกมาได้ 'ผู้ชายคนนี้... เขาต้องเจออะไรมาบ้างกันนะ'
จิตใจของหลิงเยว่ที่เดิมทีเงียบเหงาเต็มไปด้วยความคิดเื่การฝึกตน บัดนี้ค่อย ๆ มีความสวยงามปรากฏขึ้นให้เห็นราง ๆเป็ความสวยงามของการใช้ชีวิตที่เจียงเฉินบังเอิญแสดงให้นางเห็นจิตใจของนางก็พลันผ่อนคลายลง
ในขณะที่เจียงเฉินเองในตอนแรกก็รู้สึกแปลกแยกอยู่บ้างแต่เมื่อเขามองเห็นรอยยิ้มของผู้คนที่สนทนากัน เสียงหัวเราะของเด็ก ๆที่กำลังเล่นซน หัวใจที่ด้านชาของเขาก็ค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น
'ชีวิตที่สงบสุขที่ท่านแม่้าให้ข้ามี...มันเป็เช่นนี้เองเหรอ'
หลังจากหยอกเล่นกับเหล่าเด็กๆ ไปพักใหญ่ เขาก็แอบมองไปทางหลิงเยว่
ทันใดนั้นเจียงเฉินก็สบเข้ากับรอยยิ้มของหลิงเยว่มันช่างงดงามราวเทพธิดา เรียกว่างามล่มเมืองยังน้อยไปเจียงเฉินทำได้เพียงเค้นรอยยิ้มที่เขาคิดว่ามีเสน่ห์ที่สุดกลับไป
ทว่าเื่ดี ๆมักจะถูกขัดจังหวะ
"ระวัง!"
ทันใดนั้นฝูงชนจากด้านข้างก็เบียดเข้ามาอย่างแรงเนื่องจากพื้นลื่นและคนที่กำลังแบกของหนักเกิดการเสียหลักพุ่งมาทางหลิงเยว่
หลิงเยว่ซึ่งไม่ทันตั้งตัวกำลังจะถูกชน!
หมับ!
เจียงเฉินขยับตัวเพียงครึ่งก้าวแต่กลับรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อเขายื่นแขนขวาไปโอบรอบเอวบางของหลิงเยว่และดึงนางเข้ามาแนบชิดขณะที่ใช้หลังของตนเองรับแรงกระแทกจากคนนั้น
ตึง!
เจียงเฉินเซไปเล็กน้อยสุดท้ายจึงยืนได้มั่นคง
เจียงเฉินกับหลิงเยว่มองสบตากันอีกครั้ง เวลาระหว่างคนทั้งคู่พลันหยุดนิ่ง
หลิงเยว่ม่านตาเบิกกว้างด้วยความใตอนนี้นางอยู่ในอ้อมแขนของเจียงเฉิน...ใบหน้าของนางกำลังซบอยู่กับแผ่นอกที่แม้จะผอมเล็กน้อยแต่กลับให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด กลิ่นหอมจาง ๆ จากตัวเขาปะทะจมูกทำให้สมองของนางหยุดประมวลผลไปชั่วขณะ
เจียงเฉินก็ตกหลุมความงามเข้าอีกรอบแต่ก่อนที่เขาจะตกลงไปมากกว่าเดิม เสียงข้างหลังก็ดังขึ้นทำลายจังหวะของเขา
"ขอโทษนะน้องชายข้าไม่ได้ตั้งใจ เ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่" ชายร่างสูงเอ่ยถามเขาเป็คนที่เสียหลักพุ่งเข้ามาชนเจียงเฉินนั่นเอง
"ไม่เป็ไรขอรับพื้นลื่นมาก พี่ชายระวังด้วย" เจียงเฉินหันกลับไปยิ้มให้ชายร่างสูง
"ขอบคุณมากน้องชายถ้าไม่ได้เ้าช่วยบังแม่นางไว้ นางคงจะเป็อันตราย เ้าก็หน่วยก้านดีนะแต่ผอมไปหน่อยต้องกินให้เยอะ ๆ ล่ะ ข้าไปก่อนนะ"ชายร่างสูงพูดจบก็หันตัวเดินจากไป
"ไม่เป็ไรนะ?" เจียงเฉินหันกลับมาถามข้างหูหลิงเยว่ที่เพิ่งจะได้สติ
หลิงเยว่ทั้งเขินทั้งอายหากไม่ใช่เพราะนางเกิดสภาวะจิตใจผ่อนคล้ายจึงคลายความระมัดระวังลงคงไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น "ข...ข้าไม่เป็ไรขอบใจนะ"
เจียงเฉินยิ้ม..."งั้นไปกันต่อเถอะ ข้างหน้าตรงสะพานเหมือนจะมีโคมลอยขาย พวกเราไปดูไหม"
เขาพูดพลางออกเดินช้าๆ
หลิงเยว่ลอบมองแผ่นหลังนั้นพลางคิดในใจ
'นี่มันใช่คนเดียวกับ"ขยะ" ที่ทุกคนพูดถึงจริงๆ หรือ?'
พวกเขาเดินมาถึงสะพานโค้งในเมืองผู้คนมากมายต่างก็ชอบมาปล่อยโคมลอยกันที่นี่เจียงเฉินเดินเข้าไปซื้อมาจากร้านค้าแผงลอยข้างทางชิ้นหนึ่งจากนั้นก็จุดไฟที่ไส้โคม
ทั้งคู่อธิษฐานพร้อมกันแล้วจึงปล่อยโคมออกไป
นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขามาปล่อยโคมลอยแถมยังเป็สองคนหนึ่งโคมอีกต่างหาก
หลังจากพาหลิงเยว่ไปซื้อขนมฝากที่บ้านเสร็จทั้งคู่ก็เตรียมจะเดินทางกลับ
“เมื่อครู่เ้าอธิษฐานว่าอะไรเหรอ” เจียงเฉินยิ้มถาม
“เ้าลองบอกของเ้ามาก่อนสิ”หลิงเยว่ถามกลับ
“ข้าขอให้ครอบครัวของข้ามีความสุขและปลอดภัยรวมถึงเ้าด้วย” เจียงเฉินพูดยิ้ม ๆ
“ข้าก็เหมือนกัน”หลิงเยว่ตอบ
“เ้าขี้โกงนี่นา”เจียงเฉินหันไปมอง
“แล้วไงล่ะ”หลิงเยว่ยิ้มมุมปาก เหมือนผู้ชนะ
เจียงเฉินมองใบหน้าด้านข้างของนางอดชมออกมาดัง ๆ ไม่ได้
"หลิงเยว่เ้าสวยขนาดนี้ คงไม่ขอให้ตัวเองสวยขึ้นอีกกระมัง"
"แล้วถ้าใช่ล่ะ"หลิงเยว่พูดขำ ๆ
"ถ้าใช่จริง ๆงั้นต่อไปข้าคงต้องระวังผู้ชายคนอื่นหน่อยแล้วล่ะ" เจียงเฉินพูดปนหัวเราะ
หลิงเยว่ยิ้มพราย
...
เมื่อกลับถึงตระกูลพวกเขาก็นำขนมไปฝากหลิงเทียนและซูหว่านแล้วจึงกลับมาที่บ้านของหลิงเยว่
หลังจากผลัดกันอาบน้ำอย่างทุลักทุเลหลิงเยว่ก็ขึ้นเตียง แต่นางไม่ได้หลับตาทำสมาธิในทันทีแอบมองเจียงเฉินที่อยู่อีกมุมหนึ่ง
เจียงเฉินก็กลับมานั่งที่เก้าอี้เขายิ้มบาง ๆ ดูเหมือนความสัมพันธ์ของเขากับหลิงเยว่จะดีขึ้น...แม้จะทีละน้อยก็ตาม
หลังจากคิดเข้าข้างตัวเองซักพักเจียงเฉินก็ยืนขึ้น หลับตาลง เตรียมพร้อมที่จะเริ่มฝึก "หมัดยุทธ์แท้"ต่อไป
แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของเจียงเฉิน
หากว่า 'หมัดยุทธ์แท้ คือรากฐานแห่งกายา'
'แล้วรากฐานแห่งพลังของข้าล่ะ?'
เจียงเฉินนึกย้อนไป ก่อนที่เขาอายุสิบขวบเจียงเฉินไม่ได้เป็เพียงอัจฉริยะด้านการฝึกฝนร่างกายเท่านั้น
สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้คือเขายังเป็อัจฉริยะแห่ง "กระบี่" อีกด้วย!
เจียงเฉินสามารถเข้าถึงระดับ"พลังกระบี่" ได้ั้แ่อายุเก้าขวบ! สั่นะเืไปทั้งตระกูลเจียง
หกปีที่ผ่านมาเจียงเฉินละทิ้งมันไปเพียงเพราะร่างกายของเขาไม่เอื้ออำนวย
แต่ทว่าตอนนี้ เมื่อร่างกายกำลังจะถูกหลอมใหม่พลังแห่งกระบี่ที่เคยหลับใหล เขาจะปลุกมันให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง!
เจียงเฉินพลันลืมตาขึ้นในความมืด... ดวงตาของเขาทอประกายเฉียบคมปานกระบี่ที่เพิ่งออกจากฝัก
'ข้า...ต้องหากระบี่ซักเล่ม'