อบุซะมะห์ตกใจจนมือไม้สั่นไหวไปหมด
ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับตน แถมคนที่ใช้ปืนจ่อศีรษะยังเป็นลูกสาวแท้ๆ ที่ถูกสั่งสอนมาอย่างดีตั้งแต่เด็ก!
เมื่อเห็นปืน ลูกค้าในร้านเริ่มแตกตื่น หาที่หลบเพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลง พวกเขาหวาดกลัวจนลืมที่จะรักษาภาพลักษณ์ของชนชั้นสูง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เมื่อความตายมาเยือนอยู่หน้าประตู มนุษย์จะสูญเสียความเยือกเย็น กลายเป็นลนลาน หวาดกลัวและไม่มีเวลาพอที่จะสนเรื่องหยุมหยิม เป็นต้นว่านี่คือสัญชาตญาณเอาตัวรอด
“เซ็นต์เอกสารสักทีสิคะ เรื่องทุกอย่างจะได้จบ หรืออยากจะให้ยิงพ่อก่อน...เอางั้นก็ได้นะคะ แต่ยิงตรงไหนดีเอ่ย เป็นขา...หรือว่าแขนดี!” คูร์เมียร่าปลดเซฟตี้เรียบร้อย เพียงแค่เหนี่ยวไกเรื่องทุกอย่างก็จะจบลงอย่างที่เธอพูด เพียงแต่นั่นหมายความว่าคำว่าพ่อลูกได้สูญสิ้นไปตั้งแต่วันนี้แล้วนั่นเอง!
“เซ็นต์สิ พ่อจะรีบเซ็นต์เดี๋ยวนี้แหละ!” อบุซะมะห์ไม่กล้าชักช้า เปิดกระเป๋าสีดำ นำปากกาออกมา ทำตามอย่างว่าง่าย
คูร์เมียร่ายิ้มพึงพอใจ ขอแค่ผ่านตรงนี้ไปได้ เธอก็จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ดังหวัง แม้ว่าจะสูญเสียอาณาจักร'เลเทียโป'ไป แต่เธอเชื่อว่าหากมีเงิน ก็สามารถลงทุนกับบริษัทใดก็ได้ในโลก
แค่ทำงานหลังฉากเอง ไม่ได้ออกมาในที่แจ้ง นักธุรกิจมือเปื้อนเลือดก็เป็นแบบนี้กันทั้งหมดไม่ใช่เหรอ ดังนั้นเธอก็แค่หนึ่งในนั้น ไม่ได้เป็นคนเลวสักหน่อย
แต่ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในร้านอาศัยจังหวะที่คูร์เมียร่าไม่ทันระวัง เข้ามาด้านหลัง ล็อคตัวเธอไว้อย่างแน่นหนา ส่วนมืออีกข้างสะบัดใส่ข้อมือของเธอปืนจึงหลุดออก ร่วงลงพื้น ปราศจากอาวุธในมือ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วมาก คูร์เมียร่าตั้งตัวไม่ทัน กอปรกับเธอเป็นเศรษฐีไม่ใช่นักฆ่า จึงขาดความชำนาญไป ปืนจึงถูกฉวยแล้วโดนล็อคตัวได้ง่ายๆ
อบุซะมะห์วางปากกาลง มองหน้าลูกสาวด้วยความโกรธเกลียด
พริบตาฝ่ายที่กุมชัยชนะก็เป็นเขา นี่เรียกได้ว่าสถานการณ์พลิกผันยากคาดเดา!
หลังจากถูกล็อคตัวผู้ที่ทำแบบนั้นก็คลายมือออกจากเธอ หายไปในฝูงชนที่ตื่นตระหนก
เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นทอยที่แปลงโฉมด้วยวิกผม ใส่แว่นกรอบหนา และสีผิวที่ดำคล้ำก่อนมาทำงานในดูไบ เรียกได้ว่าไม่มีเค้าคนเดิมอยู่เลย
“คูร์เมียร่า อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้ ทุกอย่างมันจบลงแล้ว!” อบุซะมะห์โบกมือ เลขาของตนที่ร่างกายสูงใหญ่ก็เข้าไปทำหน้าที่ จับตัวคูร์เมียร่าที่ไร้เรี่ยวแรง
ส่วนเลขาของคูร์เมียร่าทำได้เพียงยอมจำนน
เธอก็แค่ถูกจ้างมาเป็นเลขา ดังนั้นหากอยากให้ฆ่าใครสักคน เกรงว่าคงต้องผิดหวัง
..........
กรุงเทพฯ
งานประมูลจบลงแล้ว ตอนนี้เจมส์อยู่ที่บ้านสวนของอาคม ครั้งก่อนที่มาบรรยากาศร่มรื่น มีความมีชีวิตชีวา ราวกับต่างจังหวัดซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ ผิดกับในเมืองที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและมลพิษ
นอกจากอาคมแล้วยังมีหมอชาญ หมอประจำตัวที่ทำงานในโรงพยาบาลเอกชน เมื่อก่อนเจมส์เคยฝากพี่สาวทำงาน และด้วยเหตุนั้นเขาจึงถือว่าติดหนี้หมอชาญครั้งหนึ่ง
นอกจากหมอชาญก็มีจ๋าย ครูสอนภาษาโรงเรียนเอกชน วันนี้อยู่ในชุดทางการสีขาว กระโปรงยาวถึงหัวเข่า สวมแว่นตากรอบกลม ผมถูกเกล้าขึ้น ดูน่ารักและแพง
“เจมส์ ไม่นึกเลยว่าผ่านมาไม่กี่ปี นายจะก้าวเดินมาถึงจุดนี้ ตอนนั้นฉันยังเป็นห่วงอยู่เลยเรื่องงานประมูลทีวีดิจิตอล แต่ดูเหมือนว่าฉันจะกังวลเกินไป” มีร่องรอยความภูมิใจปรากฏบนหน้าอาคม ส่วนหนึ่งก็เพราะเจมส์ประมูลได้ราคาถูก ไม่มีใครกล้าสู้ อีกส่วนคือลูกสาวของเขาเป็นแฟนคนรวยคนนี้
อาคมรู้จักเจมส์ตั้งแต่ยังเพิ่งสร้างตัว เป็นคนหนุ่มไฟแรง ซึ่งข้อนี้ก้องภพก็เห็นด้วย จนอยากจะให้ลูกสาวอย่างของขวัญหมั้นหมาย โตขึ้นจะได้รวมกิจการ
แต่น่าเสียดายที่หมากยังไม่ทันถูกวางก็ถูกล้มกระดาน โดยลูกชายคนโตอย่างนักรบ!
ส่วนเหตุผลหลังจากถาม ฟังคร่าวๆ ว่าเป็นเพราะเจมส์เจ้าชู้เกินไป และไม่ได้มีผู้หญิงเพียงคนเดียว ดังนั้นการให้น้องสาวอันเป็นที่รักอย่างของขวัญหมั้นหมาย จึงดูไม่เหมาะสม
หมอชาญพยักหน้าเห็นด้วยกับอาคม คนหนุ่มคนนี้ในวันข้างหน้าจะต้องยิ่งใหญ่คับฟ้าเป็นแน่ ดูตอนนี้สิอายุแค่ 20 ปีต้นๆ ก็ร่ำรวยเงินทอง เป็นผู้มีอิทธิพล ทำให้นักธุรกิจฝั่งเมืองกรุงหวาดกลัวกันไปหมด!
“เรื่องนี้ก็เพราะการสนับสนุนของลุงอาคมด้วยนั่นแหละครับ ถึงทำให้ผมมีวันนี้ได้” เจมส์กล่าวสนิทสนม ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ตอนนี้เขาเปรียบดังลูกเขยคนหนึ่ง
“ฮ่าฮ่า นายก็พูดไป ทุกอย่างประสบความสำเร็จก็เพราะตัวนายเองนั่นแหละ” อาคมยกไวน์ขึ้นมาดื่ม “วันนี้เป็นวันดี มาดื่มฉลองให้กับเจมส์กันเถอะ”
พวกเขาพยักหน้าเห็นด้วย ดังนั้นงานฉลองเล็กๆ จึงถูกจัดขึ้นด้วยประการนี้ มีเตาปิ้งย่าง บาร์บีคิว ของทะเล และไวน์ที่ขาดไม่ได้
จ๋ายและเนตรช่วยกันย่างบาร์บีคิวและอาหารทะเล ส่วนพวกผู้ชายนั่งอยู่ที่โต๊ะ
ระหว่างที่นั่งคุยกันอยู่ หมอชาญกล่าวว่า “คุณเจมส์ จะเป็นไปได้ไหมครับหากผมจะซื้อเวลาให้จ๋าย เปิดรายการสอนภาษาในช่องของคุณ”
เจมส์ผงะไปเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าหมอชาญจะรักลูกสาว ยอมทุ่มเงินมากถึงขนาดนี้
“ได้สิครับ ช่องผมกำลังขาดความหลากหลายอยู่พอดี มีรายการเยอะๆ ก็ดีเหมือนกัน นอกจากนั้นหมอชาญครับเราเป็นคนกันเอง เมื่อก่อนผมยังเคยขอความช่วยเหลือจากคุณเรื่องพี่สาวอยู่เลย”
หมอชาญอมยิ้มเล็กน้อย ตอบเขินๆ “ตอนนั้นเทียบไม่ได้กับตอนนี้ ตอนนี้คุณยิ่งใหญ่มาก ถึงแม้ว่าจะไม่มีผม แต่แค่คุณเอ่ยปากมาคำเดียว เชื่อว่าทุกคนคงวิ่งเต้นหาตำแหน่งให้พี่สาวคุณ”
“ถึงยังไงก็ตาม คุณก็ถือว่ามีบุญคุณกับผม ผมจะไม่ลืมแน่ครับ”
หมอชาญพยักหน้าพึงพอใจ
เจมส์ในตอนนี้รวยมาก เทียบไม่ได้กับเมื่อหลายปีก่อน แต่เขายังวางตัวเช่นเดิม ไม่เหินห่างเหมือนกับนักธุรกิจจอมปลอมบางคน จนเขาอดไม่ได้ต้องคิด หากให้ลูกสาวแต่งงานกับเจมส์ก็คงจะดีไม่น้อย
ระหว่างนั้นโทรศัพท์ของเจมส์ดังขึ้น หยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นสายจากทอย จึงหันไปมองอาคม กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข่าวดีจากดูไบ เดี๋ยวผมจะเปิดลำโพงนะครับ จะได้ฟังพร้อมกัน”
ข่าวจากดูไบ...แค่คำไม่กี่คำ ก็ทำให้อาคมนั่งหลังไม่ติด
ต้องรู้ก่อนนะว่าเรื่องของคูร์เมียร่ากวนใจเขาตลอด
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา เป็นคนร่ำรวยตัวจริงที่มากด้วยอำนาจ เพียงแค่กดดัน ครอบครัวนักธุรกิจอาจล่มสลายในชั่วข้ามคืน
เจมส์เปิดลำโพง และบอกทอยว่าตอนนี้มีใครอยู่ด้วย จะได้ไม่เผลอพูดเรื่องที่ไม่ควร
ทอยเข้าใจจุดประสงค์ จึงพูดแต่เนื้อๆ ข้ามส่วนที่ไม่จำเป็นไป
“เจ้านายครับ ตอนนี้คูร์เมียร่าถูกจับกุม กำลังอยู่ในระหว่างสืบสวนดำเนินคดี แต่คาดว่าจะรอดยาก ลำพังแค่เรื่องเก่าๆ ที่ถูกขุดขึ้นมาก็ทำให้เธอจำคุกตลอดชีวิต และนอกจากนี้เมื่อรวมกับ'เลเทียโป'ต่อให้มีอีกสองชีวิตก็รอดยาก”
หมอชาญพอรู้เรื่องมาบ้าง ดังนั้นจึงตั้งใจฟัง ดูว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นยังไง
เนตรวางมือที่กำลังปิ้งย่าง แล้วหันมาฟังเงียบๆ
“เนื่องจากพวกเขาไม่มีน้ำมันส่งออกได้ทันกำหนด จึงถูกฟ้องร้องจากนานาประเทศ 'เลเทียโป'ต้องชดใช้ค่าเสียหายหลายล้านเหรียญ ซึ่งเป็นมูลค่ามหาศาล เมื่อนับรวมธุรกิจของพวกเขาที่ทำอยู่ต่อให้ขายอุปกรณ์และแท่นขุดเจาะ เกรงว่าจะไม่พอ นอกจากนั้นนี่คือเรื่องใหญ่ระดับโลก 'เลเทียโป' หลอกลวง เป็นต้นว่าไม่มีน้ำมันแม้แต่หยดเดียวในบ่อ....”
ทอยเริ่มเล่ายาวขึ้นเรื่อยๆ อาคมฟังไปก็ลืมกินบาร์บีคิวจนมันเย็นชืด เขาอดไม่ได้ต้องหันไปมองหน้าเจมส์ เรื่องนี้จะจบลงแบบนี้หรอ หรือว่าเป็นฝีมือของลูกเขยกัน?
ไม่น่าเป็นไปได้
ถึงเจมส์จะเก่งแต่นั่นคือบริษัทของต่างชาติเชียวนะ แถมยังอยู่ไกลจากที่นี่ หากแฝงตัวเข้าไปทำลายองค์กรต้องวางแผนเป็นสิบปี นอกจากนั้นน้ำมันที่หายไปจะให้เหตุผลว่ายังไง เจมส์ขนย้ายเหรอ?
ฟังดูบ้ามาก ดังนั้นอาคมจึงเชื่อทอยอย่างไร้ข้อกังขา
ดูเหมือนว่าองค์กร'เลเทียโป'จะมีแต่ชื่อ ข้างในกลวงและจนมาก
คุยเสร็จเจมส์อมยิ้มเล็กน้อย หันหน้าไปทางอาคม กล่าวว่า “คุณลุง เรื่องทางนี้เรียบร้อยแล้ว คุณลุงสบายใจหรือยังครับ”
“ยิ่งกว่าสบายใจเลยล่ะ รวมถึงนักธุรกิจเหล่านั้นบนเรือก็เช่นกัน เดือนที่ผ่านมาพวกเขานั่งกันไม่ติด หลังจากรู้ข่าวนี้คงเหมือนยกภูเขาออกจากอก” อาคมไม่ได้โกหก เพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งในนักลงทุน ย่อมต้องเข้าใจหัวอกพวกเดียวกัน
“ได้ยินแบบนี้ผมค่อยสบาย อีกไม่กี่วันผมจะเรียกประชุมบนเรือ”
“ประชุม...เรื่องเกี่ยวกับคูร์เมียร่าเหรอ”
“ใช่ครับ ผมว่าจะเชือดไก่ให้ลิงดู คิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงทำให้ทุกคนเข้าใจบางสิ่ง และผมคิดว่าคงมีคนได้ประโยชน์จากการประชุมไม่น้อย”
ดวงตาของอาคมหรี่ลง ถึงจะไม่ใช่นักธุรกิจแต่แรกเช่นก้องภพ แต่ด้วยความที่คลุกคลีในวงการ ย่อมเข้าใจความหมายแฝง
“งั้นก็ดีเลย พวกไหนที่เลี้ยงไม่เชื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องเลี้ยง!”