บทที่ ห้าสิบสอง
กลางวันยามปลายคิมหันต์แสงแดดเหนือฟ้ายังแรงกล้าซึมซาบไปในพื้นหินหน้าตำหนักฟู่ตงจนส่งไออุ่นกรุ่นใต้ฝ่าเท้าลมเจือความอุ่นบางๆ พลิ้วผ่านระลอกแล้วระลอกเล่าเงาของม่านซ้อนทับลงบนอาภรณ์บางเบาของสตรีผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ริมหน้าต่างนิ่งงัน
หลิวชิงเซียงในยามนี้มิได้มีสายตาแน่วแน่กับสิ่งใดตรงหน้า หากแต่ปล่อยให้ดวงตาคู่งามทอดลึกไปในที่ไกลโพ้นปลายนิ้วเรียวลูบไปบนขอบพัดแพรในมือ ริมฝีปากบางเม้มแน่นจะคลายออกอย่างแช่มช้าระหว่างรอเวลาความเงียบอันเปี่ยมด้วยความคิดค่อยๆ ลอยกลับไปสองวันก่อน
วันนั้นที่ลานฝึกกว้างในเขตตำหนักกว่างเจวี๋ยซึ่งถูกเตรียมไว้สำหรับฝึกซ้อมและประลองฝีมือเสียงสายธนูแหวกอากาศยังดังก้องในโสตสัมผัสของนางแม้นผ่านไปสองวันแล้วก็ตาม แววตาของเขา..ยังแจ่มชัดทั้งเยียบเย็นและแฝงความไร้ปรานีในคราเดียว
จริงที่บางส่วนนางชนะการเดิมพัน..แต่ไม่ใช่เพราะฝีมือหลิวชิงเซียงรู้ตัวดีว่าธนูสองดอกแรกที่นางยิงได้นั้นแหลมคมและมั่นคง เวลานั้นนางภูมิกลับฝีมือตัวเองอย่างมากทว่าสิ่งที่ทำให้นางเงียบงันยิ่งกว่าดอกไม้บานในผิดกาลฤดูกลับเป็นลูกธนูที่สามของอีกฝ่ายเขายิงอย่างไรนางเห็นผลลัพธ์ชัดแค่ไม่เห็นตอนเขาเล็ง
ดอกนั้นแรงพุ่งทะลุเป้ากลางใจได้เฉียบขาดยิ่งนักนางชนะพนันได้มาสองในสามเพราะ ‘เขา..ออมมือ’ แสดงว่าเขายินยอมให้สองข้ออย่างไม่ลังเลเมตตาให้นางและคนรอบกาย แต่สิ่งที่ไม่ยอมคือการไม่ล้มเลิกตำแหน่งหลี่ผิน..เขาไม่ยอมปล่อยนางไปข้อสุดท้ายที่นางยังเอื้อมไปไม่ถึง ถูกฉวยไปต่อหน้าต่อตา
“อย่างน้อย..ข้าก็ได้มาสองข้อ” หลิวชิงเซียงถอนใจเบาๆยกพัดแพรขึ้นแตะแก้มที่ร้อนผ่าวคงเพราะแดดอ่อนที่ลอดเข้ามา ในโลกนี้ยากจะมีสิ่งใดได้มาครบสมใจดั่งใจหวังทว่าการมีแม้เพียงครึ่งหนึ่งก็ถือว่าฟ้ากรุณาแล้ว
วันนั้นหลังการประลองจบลงนางเป็นผู้เอ่ยวาจาย้ำคำสัญญา นางกล่าวด้วยสายตาจริงจังแม้จะมีความตื่นตะลึงจากการรู้ฝีมือธนูล้ำเลิศของเขาและเขายอมอ่อนข้อให้นางก็จะรับผลนั้นอยู่ดี “หม่อมฉันจะรักษาข้อสามแน่นอน..พระองค์ก็คงเช่นกันใช่ไหมเพคะ?”
เพียงคำเดียวของนางที่ทิ้งท้ายไว้ริมฝีปากเขากระตุกขึ้นอย่างจางๆ
นับแต่ถูกคัดเลือกเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจหลิวชิงเซียงย่างเข้าสู่ประตูวังมาตนก็ได้แต่หาหนทางป้องกันภัยแก่เผ่าซาเฟิงทุกย่างก้าวจึงจำต้องระวังหวาดหวั่นและเก็บงำบัดนี้นางเว้นความผิดของเผ่าซาเฟิงได้แล้ว ร่วมถึงความผิดของนางเองก็เช่นกันขาดเพียงสิ่งสุดท้ายเท่านั้นที่รักษาไม่ได้..อิสระ
“แม้จะไร้เงาเสรีภาพแต่หลี่เสวี่ยสุขสบายดีก็พอ” นางกระซิบเสียงเบาให้สายลมเป็นผู้รับรู้
เงาร่มไม้เคลื่อนไหวจากลมที่พลัดมาพร้อมเสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังใกล้ สะท้อนอยู่บนพื้นกระเบื้องขัดมัน
“หลี่ผิน..ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงหวานแผ่วของอิงหลานดังขึ้นจากเบื้องหลังขับไล่ภวังค์ของหลิวชิงเซียงให้กลับมา
หลิวชิงเซียงกะพริบตาเชื่องช้าหันมองนางกำนัลคนสนิทผู้ยืนเคียงข้างด้วยแววตาอ่อนโยน “ได้เวลาแล้วหรือ?”
“เพคะ ทหารอารักขามารออยู่หน้าตำหนักฟ่านหรูก็จัดอาภรณ์เตรียมของวางและอาภรณ์ไว้ให้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” อิงหลานกล่าวพลางยิ้มบางๆ
หลิวชิงเซียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้หอมอย่างสงบนิ่งนางย่างก้าวไปยังห้องชั้นในโดยมีอิงหลานตามติด
ภายในห้องอวลกลิ่นดอกเหมยแห้งที่วางไว้ในจานหยกตรงโต๊ะเครื่องหอมฟ่านหรูกำลังตรวจอาภรณ์บนราวแขวนอย่างพิถีพิถัน
“ชุดนี้หรือ?” ชิงเซียงเอ่ยพลางเอื้อมไปแตะชายแขนเสื้อสีม่วงอ่อนปักลายผีเสื้อกระพือปีกด้วยไหมเงินหลังจัดเครื่องแต่งกายเรียบร้อยหลิวชิงเซียงนำอิงหลานและฟ่านหรูก้าวออกจากตำหนักฟู่ตงพร้อมกันโดยมีทหารสองนายในชุดเครื่องแบบทหารวังหลังเงียบขรึมคอยเดินตามหลังอย่างห่างๆ
กลิ่นหอมของหมื่นบุปผาลอยปะทะจมูกทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่อุทยานหลวงแสงอาทิตย์ยามบ่ายทาบทอผ่านเงาไม้ใหญ่ที่ปลูกเรียงกันเป็นแนว
หากแต่สตรีสามคนที่เดินเรียงลดหลั่นกันผ่านกลางสวนกลับไม่แม้แต่จะเหลียวมองกลีบดอกที่กำลังร่วงหล่นนั้นเพราะสายตาของหลิวชิงเซียงยังคงทอดไปในหมู่ต้นไม้และทางแยกเฝ้าสอดส่องสิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านแมกไม้และศาลาริมน้ำ
“ไปทางไหนดี?” เสียงของหลิวชิงเซียงดังขึ้นเบาๆขณะฝีเท้าของพวกนางหยุดลงตรงทางแยกที่ทอดลึกเข้าไปสู่เรือนศาลากลางอุทยานหลวงร่มเงาของต้นหลิวเอนไหวสะบัด สามสตรีหยุดยืนไตร่ตรองเส้นทางเบื้องหน้า
“หม่อมฉันว่าควรไปทางศาลาหยกเขียวเจ้าค่ะ” อิงหลานยกมือชี้ไปทางหนึ่งดวงตากลมใสจับจ้องเส้นทางคดเคี้ยวผ่านแนวต้นเหมยที่เขียวชอุ่ม “วันดีเช่นนี้ไท่ผินมักจะเสด็จไปพักที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง”
“แต่ทางนั้นมีสระบัวหลวงอยู่ด้านหลังศาลา” ฟ่านหรูเสริมเสียงอ่อน “ถ้าจะชมดอกไม้ท่านไท่ผินอาจเปลี่ยนไปอีกทางก็ได้..หรือไม่ก็ที่ศาลาดอกท้อท้ายอุทยานท่านเคยเสด็จไปบ่อยเมื่อยามฤดูปลายเช่นนี้”
หลิวชิงเซียงนิ่งไปเล็กน้อยดวงตาคู่งามหลุบลงครู่หนึ่งราวใช้ความคิด ก่อนจะยกยิ้มบางๆ ให้แก่สองสาวใช้คนสนิท “ไปทางศาลาหยกเขียวก่อนเถอะหากไม่พบค่อยวกกลับไปอีกทาง”
ทั้งสามพยักหน้าแล้วก้าวเท้าอย่างพร้อมเพรียงเสียงรองเท้าแตะต้องพื้นหินอย่างแผ่วเบา สวนหลวงในฤดูนี้เปี่ยมเสน่ห์จนยากจะละสายตาแต่หลิวชิงเซียงกลับมองพวกมันเพียงผ่านๆเท่านั้น ไม่ใช่เพราะมิได้ชื่นชม หากแต่ในยามที่มีจุดหมายอยู่ในใจกลีบดอกไม้ก็เป็นเพียงภาพประกอบของทางผ่าน
ครู่หนึ่งหลังจากเดินตามทางเดินหินเรียบที่ทอดลึกเข้าสู่ม่านแมกไม้บริเวณนั้นเงียบสงัดขึ้น มีเพียงเสียงน้ำพุสาดกระทบหินอยู่ไกลๆ ศาลาหยกเขียวค่อยๆปรากฏตรงหน้า และที่นั่น..ใต้เงาหลังคากระเบื้องครามมีเงาร่างของสตรีสูงวัยผู้หนึ่งนั่งอยู่พิงพนักศาลา ชุดอาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวอมเทาปักลวดลายต้นหลิวทอดเงาเรียบหรูและสง่างาม ใบหน้าอิ่มเอิบแม้เวลาจะพรากความเยาว์วัยไปแล้วดวงตานั้นคมลึกเยี่ยงผู้ที่ผ่านวังวนชีวิตมามากพอจะมองเห็นผู้คนทะลุทะลวง
ฟ่านหรูเห็นก่อนจึงสะกิดเบาๆที่แขนเจ้านายพร้อมเอ่ยเสียงเบา “..น่าจะใช่เจ้าค่ะ”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” หลิวชิงเซียงตอบอย่างมั่นใจรอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปาก
“เจ้าสองคนถือตะกร้าไว้ให้ดีข้าจะเข้าไปทัก”ว่าพลางจัดชายแขนเสื้อที่ถูกลมสะบัดให้เข้าที่ก่อนจะย่างเท้าเบาๆ เข้าใกล้ศาลา ใบหน้าแต้มยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาเจือความยินดีประหนึ่งสตรีผู้หนึ่งบังเอิญพบคนคุ้นเคยกลางทาง
“คารวะไท่ผินเจ้าค่ะ..” เสียงของนางนุ่มนวลเมื่อเอ่ยขึ้นเบื้องหลัง“มิคิดเลยว่าจะได้พบไท่ผินที่นี่ช่างบังเอิญนัก”
ไท่ผินหันกลับมาเล็กน้อยใบหน้านิ่งงันนั้นคล้ายจะประหลาดใจครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มจางๆ ออกมา “อืม..หลี่ผินนี่เองวันนี้โชคดีนักจึงได้พบกันที่นี่”
หลิวชิงเซียงยอบกายคารวะเล็กน้อย“หม่อมฉันตั้งใจจะออกมาเดินชมดอกไม้เห็นว่าสภาพอากาศเหมาะนักก็เลยจัดชาและขนมมาด้วยเผื่อจะหาที่สงบสักมุม..ถ้าไท่ผินไม่รังเกียจร่วมดื่มชากับหม่อมได้หรือไม่เพคะ”
ดวงตาของไท่ผินเป็นประกายขึ้นเล็กน้อยนางพยักหน้าอย่างอ่อนโยน “ยินดีสิหลี่ผินรู้จักเชิญชวนคนแก่อย่างข้าช่างจิตใจงดงาม ข้าจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร”
หลิวชิงเซียงพยักหน้าให้อิงหลานและฟ่านหรูจัดข้าวของบนโต๊ะหินกลางศาลาหลังจัดวางเสร็จนางก็นั่งลงโดยมีสองนางกำนัลยืนเบื้องหลังล้อมวงรอบโต๊ะหินกลมที่ถูกเจียระไนจนเรียบลื่นผู้น้อยกว่าจึงเริ่มรินชาให้ไท่ผินด้วยมือตนเอง ชาเขียวหอมอ่อน ๆถูกเทลงในถ้วยเคลือบลายดอกเหมยสีขาวด้านข้างมีขนมอบแห้งหลายชนิดอย่างขนมเมล็ดบัวคลุกน้ำผึ้ง ขนมงาปั้นกลมและขนมดอกเหมยทอดกรอบวางไว้ในจานหยกข้างกัน
“ช่วงนี้พืชพันธุ์งามตาหม่อมฉันเห็นที่หน้าตำหนักฟู่ตงก็ยังบานเต็มกิ่ง ไม่แน่ใจว่าที่ตำหนักยู่คังของไท่ผินบานมากเพียงใด” หลิวชิงเซียงเริ่มต้นบทสนทนาด้วยรอยยิ้มบางในน้ำเสียงเบา
ไท่ผินหัวเราะเบาๆ“ตำหนักยู่คังก็ใช่จะงามไปน้อยกว่าที่นี่เท่าไรนักแค่เมื่อวานข้ายังเห็นนกฮูกบินมาเกาะอยู่บนกิ่งเหมยเห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่อยู่สูงก็มักจะมองเห็นสิ่งสวยงามได้ก่อนใคร”
“เช่นนั้นหม่อมฉันคงต้องรีบปีนต้นไม้ขึ้นไปหามุมมองเช่นนั้นบ้างแล้วเจ้าค่ะ” หลิวชิงเซียงตอบติดตลก ดวงตาหรี่ยิ้มรับกับรอยหัวเราะเบาๆ ของไท่ผิน “ทั้งยังจำได้ว่าก่อนหน้าที่จะเข้ามาอยู่ที่นี่หม่อมฉันชอบไปนั่งเงียบๆ ที่เชิงผาใกล้กระโจม พอเข้าสู่ฤดูเช่นนี้ทะเลทรายจะเต็มไปด้วยกลิ่นหอมจากดอกหญ้า แม้มิใช่ดอกไม้ใหญ่โตงดงามเช่นในวัง แต่..มันหอมอบอุ่นอย่างน่าประหลาด”
“ฟังแล้วข้าอยากไปเห็นสักครั้ง” ไท่ผินทอดเสียงเบา “สมัยเด็กก่อนหน้านั้นก็อยู่แต่เมืองหลวงพอช่วงวัยสาวข้าก็ได้เข้าวังแล้ว ไม่เคยได้ไปที่ไหนอีก..”
หลิวชิงเซียงพยักหน้าช้าๆ“แต่ความงามภายในวังก็มีมนต์เสน่ห์ของมันเช่นกันเจ้าค่ะเพียงแต่บางที..งามแต่ก็นิ่งเสียจนกลายเป็นเศร้า” ดวงตาของนางฉายแววไหววูบหนึ่งฟังคำของไท่ผินแล้วก็สะท้อนใจ เพราะตัวเองก็อาจจะเป็นเช่นกันถึง
ไท่ผินมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพักหนึ่งดวงตาคู่นั้นนิ่งสงบเกินกว่าจะเป็นเพียงสาวงามจากเผ่าอันไกลโพ้น “ข้าเห็นด้วย” นางเอ่ย ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่หลี่ผินมาอยู่ตำหนักในก็ได้พักหนึ่งแล้วมีโอกาสได้พูดคุยกับใครบ้างหรือไม่?”
หญิงสาวอ่อนวัยส่ายหน้า“นอกจากอิงหลานกับฟ่านหรูก็คงไม่มีเจ้าค่ะ” นางแย้มยิ้มบาง “ชีวิตในวังหลังสงบเกินกว่าจะเอื้อให้พูดคุยกับผู้ใดได้อย่างไม่ถูกหวาดระแวงข้าเพียงเฝ้าหวังว่าวันหนึ่งจะได้มิตรสหายสักคน”
ไท่ผินหัวเราะเบาๆ“หากไม่คิดว่าข้าเป็นหญิงชราก็ให้ข้าเป็นเพื่อนสนทนาสักคนหนึ่ง”
หลิวชิงเซียงก้มศีรษะ“หม่อมใจซาบซึ้งใจนักเพคะ”
บรรยากาศอบอุ่นนั้นค่อยๆแผ่ซ่านออกมาท่ามกลางกลิ่นชาหอมและแสงแดดอ่อนที่ลอดผ่านชายผ้าศาลา
ครู่หนึ่งหลิวชิงเซียงจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแฝงไว้ด้วยความใส่ใจอย่างแนบเนียน “แต่อดสงสัยมิได้ว่าทั้งชีวิตในวังหลังเป็นอย่างไร..เวลานี้องค์หญิงเล่อเยว่กับเฉียนอ๋องเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
ดวงตาของไท่ผินพลันอ่อนลงหลังคำถามเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบาๆ “เล่อเยว่ยังสบายดีนางอยู่ใกล้วังหลวงนักจึงแวะมาหาข้าบ่อยๆ วันก่อนเรานั่งพูดคุยเรื่องดอกไม้เรื่องท้องฟ้า คล้ายกลับไปสมัยนางยังเยาว์วัย” น้ำเสียงของนางฟังแล้วอบอุ่นนัก “หากหลี่ผินไม่รังเกียจวันใดที่องค์หญิงใหญ่เข้าวังมา ข้าจะชวนหลี่ผินมานั่งสนทนาด้วยดีหรือไม่?”
หลิวชิงเซียงยิ้มรับสีหน้าสงบนิ่งหากเปี่ยมแววอ่อนโยน“ยินดีนักเจ้าค่ะ”
ไท่ผินคลี่ยิ้มแล้วนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ส่วนเฉียนอ๋องนั้น..อยู่ห่างไกลย้ายไปประจำศักดินาทางเหนือได้หลายปีแล้ว ข้าเองก็เจอเขาครั้งสุดท้ายเมื่อเจ็ดเดือนก่อนเพียงไม่นานแต่คล้ายแสนไกล..”
หลิวชิงเซียงฟังแล้วพยักหน้าพลางเหลือบมองแววตาของไท่ผินที่ทอดไปยังสระน้ำไกลลิบปลาหลีฮื้อว่ายพลิ้วอยู่เบื้องล่าง เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะท้อนใจ “แม้จะอยู่ไกลแต่ข้าเชื่อว่าเฉียนอ๋องต้องระลึกถึงไท่ผินอยู่เสมอนะเจ้าคะ”
ไท่ผินหันมามองหลิวชิงเซียงใบหน้าที่ยิ้มจางๆ เผยแววตาที่ซ่อนอารมณ์ไว้ไม่มิด “หลี่ผิน..เจ้าช่างพูดให้ข้าสบายใจนักข้าเองก็เหงานักอยู่โดดเดี่ยวในวังหลัง”
ดวงตาของนางฉายแววหวนคิด“ตอนนี้เฉียนอ๋องก็กำลังเริ่มสำรวจเหมืองที่เขตทางเหนือดูเหมือนว่าเขาเคยศึกษาตำราภูมิศาสตร์มาตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งเรื่องแร่ธาตุ ชั้นหินเส้นทางน้ำ ทุกอย่างเขาเคยพูดว่า หากใช้ความรู้ให้ถูกที่ถูกทางบ้านเมืองก็พัฒนา”
ผู้ฟังรับฟังอย่างเงียบงันคล้ายเด็กหญิงผู้หนึ่งนั่งฟังผู้ใหญ่เล่าเรื่องสมัยก่อนด้วยความสนใจทั้งที่แท้จริงเบื้องหลังสายตาที่ทอดนิ่งนั้นล้วนคมกล้าเทียบเท่าดาบลับใต้เงาจันทร์
“หากว่าการสำรวจเหมืองประสบผลบ้านเมืองจะมีความมั่นคงมากขึ้นจริงๆ” นางเสริมอย่างนุ่มนวล“เผ่าซาเฟิงของหม่อมฉันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพื้นที่ศักดินาของเฉียนอ๋องก็คงได้รับอานิสงส์ด้วย”
ไท่ผินพยักหน้าช้าๆ“ข้าคิดเช่นนั้นเผ่าซาเฟิงกับพื้นที่ศักดินาของเขาอยู่ไม่ห่างกันมากหากเขาวางแผนเจาะแร่และจัดเส้นทางขนส่ง อาจจะผ่านแนวของพวกเจ้าด้วยก็เป็นได้ บางที..พวกเจ้าจะได้โอกาสใหม่ที่จะได้สัมปทานเส้นทาง”
หลิวชิงเซียงนิ่งไปดวงตาทอดมองไปไกลเสียงของลมพัดผ่านยอดไม้บทสนทนายาวต่อเนื่อง หน้าที่สืบข้อมูลยาวต่อเนื่องไม่หยุดจนผู้รับฟังได้ยินจนจุใจ