สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 ตอนที่ 179 เปลี่ยนถ่ายเลือด

        ตำหนักวิหารสวรรค์

 

        อันเจิงยืนรอด้านนอกอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นเหล่าขุนนางในราชสำนักก็เข้าไปทีละคน ตำหนักวิหารสวรรค์ครึกครื้นมาก ผ่านไปสองชั่วโมงเต็มอันเจิงถึงถูกเรียกเข้าไปเหล่าขุนนางที่เดินเข้าออกมองอันเจิงด้วยสายตาที่แปลกประหลาด บางคนก็แสดงถึงความเมตตาและสนิทสนมแต่บางคนก็แสดงถึงความเย็นยะเยือก

 

        ความจริงแล้วติงวู่โชคดีไม่น้อยเหมือนกันหากไม่ใช่เพราะบุตรชายตัวเองนำเรื่องวุ่นวายมาให้ละก็ อนาคตของเขาต้องดีมากแน่ ๆเพราะเรื่องแคว้นโยว คนในกรมพิธีการก็ถูกมู่ฉางเยียนกำจัดไปหมดแล้ว แน่นอนว่ามู่ฉางเยียนก็ถือโอกาสนี้ในการกำจัดอำนาจของไทเฮาในราชสำนักด้วย

 

        แต่เพราะติงวู่ไม่ได้ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องบวกกับคนของไทเฮาในกรมพิธีการก็ตายหมดแล้วฉะนั้นไทเฮาจึงจำเป็นต้องเลื่อนตำแหน่งให้คนที่เดิมทีไม่อยู่ในสายตา

 

        หากไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้ อีกไม่นานติงวู่ก็จะได้เป็นผู้กุมอำนาจใหญ่ด้วยซ้ำ

 

        ราชามู่ฉางเยียนเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรอันเจิงมุมพระโอษฐ์กระตุกขึ้นเล็กน้อย

 

        “ข้ารู้ดีตั้งแต่แรกเจ้าก็ไม่ใช่คนที่อยู่ในกรอบกฎเกณฑ์”

 

        ทรงวางพู่กันในพระหัตถ์ลง จากนั้นก็ทรงชี้เก้าอี้ตรงหน้า“คนอื่นคงไม่มีความกล้าแบบนั้น ลงมือทำก่อนค่อยมารายงานโดยเฉพาะเรื่องของขุนนางชั้นสูงอย่างติงวู่ ที่เป็นถึงขุนนางระดับสองในราชสำนักฉะนั้นข้าชอบความพิเศษของเจ้า เจ้าจัดการปัญหาได้ดีกว่าคนอื่นรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำตามกฎ”

 

        อันเจิงทูลขึ้น “เพราะฝ่าบาททรงชี้แนะ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนกลอกพระเนตรไปมา “ชี้แนะรึข้าเคยสอนเจ้าเมื่อไหร่กัน? จัดการปัญหาได้ก็คือได้ ข้าไม่เคยแย่งคุณงามความดีกับใครโดยเฉพาะกับคนที่ไม่ต้องการเงิน”

 

        “ความจริงจะประทานเงินให้สักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”

 

        ราชามู่ฉางเยียนโบกพระหัตถ์“ข้ามีทุกอย่างยกเว้นเงิน เรื่องมอบเงินเป็นรางวัลยิ่งไม่ต้องพูดถึง จะว่าไปแล้วช่วงนี้เจ้าสำนักอันเปิดกิจการขนส่งสินค้า ตอนนี้มีเงินมากกว่าข้าเสียอีก”

 

        อันเจิงยิ้มเล็กน้อย “ทรงรู้แล้วหรือ”

 

        “ข้าไม่ได้โง่!”

 

        อันเจิงก้มหน้าแล้วไม่ได้พูดอะไรแน่นอนว่าอันเจิงรู้ดีเรื่องที่ตนเองเปิดกิจการขนส่งสินค้าไม่มีทางปิดมู่ฉางเยียนได้ เพราะอย่างไรชวีเฟิงจื่อก็เป็นคนดูแลอย่างเป็นทางการและมีจงจิ่วเกอช่วยดูแลอย่างลับ ๆเรื่องนี้จึงไม่อาจเผยออกไปได้ว่าใครคือเจ้าของกิจการตัวจริง ชวีเฟิงจื่อเป็นคนของเขาและได้ควบคุมงานนั่นเพราะอันเจิงตั้งใจทำให้คนอื่นเห็นเท่านั้น

 

        “ฝ่าบาท รถม้าขนส่งสินค้าไม่ได้กำไรอะไรกระหม่อมแค่คิดว่าต้องช่วยแคว้นเยี่ยนทำอะไรบ้างเท่านั้นเองแต่หากเผยถึงชื่อของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ออกไปละก็เกรงว่าจะถูกสำนักอื่นในเมืองหลวงเขม่นเอา”

 

        “ข้ารู้ความลำบากใจของเจ้า...ในเมืองหลวงนี้สำนักที่เปิดเพื่อสอนการฝึกพลังวัตรมีเป็นหลายร้อยสำนักแต่ที่สามารถช่วยแผ่นดินได้ ก็เห็นจะมีสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเจ้าที่เดียว หากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเจ้าโดดเด่นอย่างนั้นสำนักอื่นคงต้องเกลียดเจ้า หากสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นแสดงท่าทีมากเกินไปอย่างนั้นสำนักที่ก่อตั้งมานานแล้วต้องแสดงท่าทีไม่พอใจเหมือนกัน”

 

        “ฝ่าบาทตรัสถูกต้องแล้ว”

 

        “ความจริงที่เรียกเจ้ามาก็ไม่มีอะไรมากเจ้าช่วยข้าถอนตะปูออก เรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง เดิมทีกรมพิธีการก็เหมือนโคลนที่ต่ำตมติงวู่เป็นเพียงตะปูตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ ตอนนี้ตะปูตัวนี้ถูกกำจัดแล้ว เรื่องในกรมพิธีการก็ควรเปลี่ยนใหม่แล้วเหมือนกัน”

 

        อันเจิงทูลถามขึ้น “การฆ่าติงวู่เป็นคนที่ฝ่าบาทส่งไปจัดการหรือ?”

 

        “เจ้าจะคิดว่าตัวเองโชคดีอย่างนั้นหรือฟ้าผ่าทำให้ติงวู่ตาย?”

 

        ทรงดื่มน้ำชาก่อนจะตรัสต่อ“หลังจากที่เฉินไจ่เหยียนเข้าวังมาพบข้า ข้าก็รู้แล้วว่าติงวู่ต้องกำลังไปตำหนักจิงเซี่ยวแน่นอนตอนนั้นคนเดียวที่ช่วยเขาได้ก็คือไทเฮา และหากปล่อยให้เขาเข้าตำหนักจิงเซี่ยวได้ละก็ข้าจะทำอะไรก็คงยากแล้วล่ะ เพียงแค่เขาซ่อนตัวในตำหนักไม่ยอมออกมาคนของไทเฮาต้องคิดวิธีช่วยปกป้องเขาจนได้”

 

        “ฉะนั้น จะให้เขาเข้าเฝ้าไทเฮาไม่ได้เด็ดขาดส่วนคนที่ลงมือฆ่าติงวู่เจ้าก็เคยเจอมาแล้ว”

 

        ไม่รู้ว่าเพราะอะไรในหัวอันเจิงก็ผุดชื่อนี้ออกมา “คือเฉินเซ่าป๋าย?”

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์ “ใช่แล้วเขานั่นแหละ”

 

        ในที่สุดอันเจิงก็เข้าใจแล้ว...เรื่องทั้งหมดนี้เฉินเซ่าป๋ายเป็นคนจัดการหลักฐานทั้งหมด หากหน่วยทหารไม่รู้เรื่อง ทางด้านตำหนักวิหารสวรรค์ไม่รู้เรื่องความเป็นไปได้ก็คือเฉินเซ่าป๋ายออกตัวมาช่วยอันเจิง จนถึงตอนนี้ อันเจิงก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินเซ่าป๋ายถึงคอยช่วยเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

 

        “ข้าสั่งให้เขาไปจับตัวคนในตระกูลติงแล้วติงวู่ยังมีบุตรชายอีกคนชื่อติงหว่านเชียวอยู่ในสำนักไท่ซ่างเต้าถึงแม้จะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรู้เรื่องของบิดาตัวเอง แต่อย่างไรก็จำเป็นต้องจับตัวอยู่ดีจริงด้วย ติงเซิ้นซาตายแล้วหรือ?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ยังไม่ตาย...มีคนมาช่วยเขาไป”

 

        ราชามู่ฉางเยียนขมวดพระขนง “ในเมืองหลวงนี้ยังมีเพื่อนของติงเซิ้นซาอีกหรือ”

 

        อันเจิงลังเลครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามออกไป “ติงวู่มีบุตรสาวอีกคนชื่อติงหนิงตง...ฝ่าบาททรงคิดจะจัดการอย่างไร?”

 

        “พี่ชายของนางติงหว่านเชียวออกจากตระกูลติงไปอยู่ที่สำนักไท่ซ่างเต้าเมื่อนานมาแล้วฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้เรื่องการทุจริตพวกนี้ อีกอย่าง เจ้าก็รู้ดี...นักพรตที่สำนักไท่ซ่างเต้ามาขอพบข้าข้าก็จำเป็นต้องไว้หน้าพวกเขาบ้าง ฉะนั้นข้าไม่มีทางฆ่าติงหว่านเชียวแต่ต้องจับตาดูอย่างเข้มงวด เพราะข้าก็ไม่อยากเก็บหายนะไว้กับตัว”

 

        “ส่วนติงหนิงตงเป็นเด็กสาวที่น่าสงสารคนหนึ่งข้าได้ยินมาว่า ตอนอยู่ในบ้านติงวู่ไม่ค่อยชอบบุตรสาวคนนี้มากนักเขามักจะต่อว่านางเสมอ แต่พอจูเก๋อเชียวหยุนรับนางเป็นศิษย์ กิริยาของติงวู่ก็เปลี่ยนไปข้าคิดว่า ติงวู่คงไม่ได้กลัวจูเก๋อเชียวหยุนหรอก แต่เขาน่าจะกลัวว่าบุตรสาวของตัวเองจะวางยาฆ่าเขาตายมากกว่าเพราะติงหนิงตงเรียนรู้ด้านสมุนไพรพิษมามาก”

 

        ราวกับราชามู่ฉางเยียนมีพระอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อยทรงตรัสอย่างผ่อนคลาย “จูเก๋อเชียวหยุนมีความดีความชอบต่อข้าหลายปีมานี้เขารับศิษย์เพียงคนเดียว หากจะฆ่าก็คงไม่ดี อีกประเดี๋ยวข้าจะให้กรมราชทัณฑ์กักตัวไว้ก่อนจากนั้นข้าค่อยปล่อยตัวกลับไป”

 

        ทรงเอนพระวรกายพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง“ตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงไปถึงการกบฏหรือติดต่อกับฝ่ายศัตรูโทษก็คือฆ่าล้างตระกูล แต่กฎหมายก็ยังแก้ได้ข้าไม่อยากเห็นแคว้นเยี่ยนสูญเสียผู้มากพรสวรรค์ไป”

 

        เมื่ออันเจิงได้ยินว่ามู่ฉางเยียนไม่คิดจะฆ่าติงหนิงตงในใจก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น “ฝ่าบาททรงพระเมตตา”

 

        “เมื่อครู่ข้าพูดแล้วหากต้องการเงินข้าไม่มีให้แม้แต่ตำลึงเดียว แต่หากอยากได้เป็นอย่างอื่นข้าไม่มีทางให้เจ้าไม่ได้ ตอนนี้เจ้าเป็นปั๋วขั้นสามแล้วครั้งนี้ข้าให้เจ้าเป็นคนขอว่าอยากได้อะไร?”

 

        “กระหม่อมอยากได้ตราผ่านทางแบบพิเศษ...รถม้าช่วยหน่วยทหารส่งเสบียงและเงินตราระหว่างทางต้องผ่านด่านอยู่หลายครั้ง ฉะนั้นจึงไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นักอีกทั้งขุนนางที่อยู่ตามด่าน...ก็ไม่ค่อยจะโปร่งใส”

 

        ราชามู่ฉางเยียนพยักพระพักตร์“นี่ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร อันเฉิงอีกประเดี๋ยวเจ้านำตราผ่านทางแบบพิเศษให้รถม้าที่ส่งเสบียงของหน่วยทหารก็แล้วกันแล้วข้าค่อยสั่งให้ทหารที่อยู่ตามด่านปล่อยผ่านคนที่ถือตรานี้”

 

        รับสั่งพลางหันไปทอดพระเนตรอันเจิง“เจ้ายังมีอะไรที่อยากได้อีกหรือไม่?”

 

        อันเจิงส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว”

 

        “ไม่ต้องเกรงใจมีอะไรที่อยากได้ก็พูดมาเถอะ”

 

        “ไม่มีแล้วจริง ๆ กระหม่อมคิดทบทวนแล้วและไม่มีอะไรที่อยากได้”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงพระสรวลเสียงดัง“ไม่เสียแรงที่ข้าชอบ ดีมาก งั้นเอาแบบนี้ละกันเดิมทีข้าอยากแต่งตั้งให้เจ้ามียศเป็นโหว แต่คนพวกนั้นก็ต้องออกมาคัดค้านอีกแน่ตอนนี้ข้าแต่งตั้งให้เจ้าเป็นปั๋วขั้นหนึ่งก่อนก็แล้วกันคนพวกนั้นก็คงไม่ออกมาพูดอะไรแล้วล่ะ อีกอย่าง...เจ้ามาเป็นรองผู้ควบคุมค่ายเต่าดำด้วย”

 

        อันเจิงยิ้มขึ้น “รองผู้ควบคุมหรือแล้วใครคือผู้ควบคุม?”

 

        อันเฉิงพูด “เดิมทีข้ามีสองหน้าที่ตอนนี้ก็ไม่แน่”

 

        “อีกหน่อยพวกเจ้าทั้งสองก็ร่วมงานกันมากๆ ข้าชอบคนที่ทำงานอย่างพวกเจ้า เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะอีกไม่นานจะมีราชโองการตามไป อีกอย่าง ช่วงนี้ก็ระวังตัวหน่อยแล้วกันเกรงว่าคนที่ตำหนักจิงเซี่ยวจะไม่ชอบเจ้า”

 

        “กระหม่อมจะจำไว้ กระหม่อมทูลลา”

 

        ขณะที่อันเจิงเดินออกจากตำหนักวิหารสวรรค์เขายังไม่ค่อยอยากเชื่อเรื่องพวกนี้นัก ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเลื่อนขั้นอีกแล้วต้องรู้ว่า มีคนจำนวนมากที่ทั้งชีวิตก็ไม่อาจมียศเป็นปั๋วได้อันเจิงอายุแค่สิบห้าปีก็ได้เป็นปั๋วขั้นหนึ่งแล้ว ปั๋วขั้นหนึ่งและปั๋วขั้นสามไม่เหมือนกันเพราะปั๋วขั้นหนึ่งมีศักดินา เพียงแค่ไม่รู้ว่าจะจัดให้เขามีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน

 

        อันเจิงเพิ่งออกจากตำหนักวิหารสวรรค์ก็เจอเฉินไจ่เหยียนยืนรออยู่ด้านนอกท่านเสนาบดีท่านนี้ไม่ได้จากไปไหน เห็นได้ชัดว่าต้องมีเรื่องสำคัญจะคุยกับอันเจิงแน่นอน

 

        หลังจากอันเจิงขึ้นรถม้าของเฉินไจ่เหยียนเขาก็มองอันเจิงหัวจรดเท้าอย่างละเอียดก่อนจะพูดขึ้น“หน่วยทหารมีเรื่องวุ่นวายมากเกินไป ฉะนั้นช่วงนี้จึงไม่มีโอกาสคุยกับเจ้า”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “สงครามสำคัญกว่า”

 

        “เรื่องของตระกูลติงเจ้าไม่ต้องกังวลตอนนี้ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ทำอะไรเจ้าไม่ได้แล้ว ที่เจ้าต้องเป็นห่วงคือทางตำหนักจิงเซี่ยวมากกว่าขันทีที่ดูแลตำหนักจิงเซี่ยวหายไป ไทเฮาทรงกริ้วมาก ตอนนี้ติงวู่ก็เกิดเรื่องอีก พระนางต้องไม่ทรงยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ แน่”

 

        “ขอบคุณที่ใต้เท้าเตือน”

 

        เหมือนเฉินไจ่เหยียนมีอะไรจะพูดอีกแต่กลับกลืนมันลงไปสุดท้ายก็พูดเพียงเรื่องที่ไม่สำคัญเท่านั้น อันเจิงไม่มีความรู้สึกดี ๆต่อเฉินไจ่เหยียนมากนัก จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่หายสงสัยว่าการตายของท่านเสนาบดีห่าวผิงอันเกี่ยวข้องกับเฉินไจ่เหยียนหรือไม่ถึงแม้มู่ฉางเยียนจะบอกว่าห่าวผิงอันฆ่าตัวตาย แต่ทว่าอันเจิงก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี

 

        คนอย่างห่าวผิงอันเป็นไปได้อย่างไรที่จะฆ่าตัวตาย? ในใจเขาคิดช่วยแผ่นดินทำการใหญ่จนอยากมีเวลาเพิ่มจากเดิมสองเท่าฉะนั้น เขาไม่มีทางฆ่าตัวตายแน่

 

        หลังจากเฉินไจ่เหยียนส่งอันเจิงถึงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้วก็จากไปหลายครั้งที่ทำเหมือนจะพูดแต่ไม่ได้พูด มันทำให้อันเจิงรู้สึกไม่สบายใจ

 

        ขณะเดียวกัน ณ สถานที่ที่ไม่มีใครรู้ ติงเซิ้นซากำลังระเบิดโมโห!

 

        “ข้าจะฆ่ามัน!”

 

        “ข้าจะฆ่ามัน!”

 

       เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วในอากาศที่ว่างเปล่า ทำให้ในหูมีเสียงดังเหมือนคลื่นลูกใหญ่

 

        ชายวัยกลางคนที่ดูคล้ายพวกเล่นมนตร์ดำมองติงเซิ้นซาด้วยสายตาที่เฉยชาเมื่อผ่านไปครู่หนึ่งจึงยิ้มแล้วพูดขึ้น“การพ่ายแพ้อีกครั้งมันทำให้เจ้าไม่อาจสงบสติอารมณ์ลงได้ หากข้าบอกเจ้าว่าตระกูลเจ้าล่มสลายไปแล้วเจ้าจะกลายเป็นอย่างไร? เจ้ายังคิดอยู่สินะว่าต่อให้เจ้าจะแพ้ แต่บิดาเจ้าก็ต้องช่วยเจ้าแก้แค้น?ในเมื่อพี่ชายเจ้าก็ถูกคนคนนั้นฆ่า บิดาเจ้าไม่มีทางนิ่งดูดายแน่”

 

        ติงเซิ้นซาคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ใช่!บิดาข้าต้องหาวิธีฆ่ามันแน่!”

 

        “เป็นไปไม่ได้แล้ว...บิดาเจ้าตายแล้วคนทั้งตระกูลของเจ้าถูกจับกุมตัว หากเป็นไปตามที่คิดละก็ตระกูลติงของเจ้าต้องถูกฆ่าล้างตระกูล นับจากวันนี้เป็นต้นไปตระกูลติงก็เหลือแค่เจ้าคนเดียวแล้ว”

 

        “เป็นไปไม่ได้!” ติงเซิ้นซาพุ่งไปด้านหน้าร่างเขาชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็นแล้วกระเด็นกลับมา

 

       ชายวัยกลางคนที่ดูชั่วร้ายยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น“ข้าชอบเห็นคนที่มีแต่ความแค้นอย่างเจ้า เพราะมีความแค้นถึงจะนำมาซึ่งพละกำลังตอนนี้ตัวเจ้าไม่มีทางทำเรื่องอื่นได้อีกแล้ว เพราะมันจะเหลือแต่ความแค้นเท่านั้น”

 

        เขาชี้ไปยังหน้าอกของติงเซิ้นซา“ตอนนี้ข้าได้ให้ความอมตะแก่เจ้าแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เจ้าขาดก็คือวรยุทธ์ในร่างนี่เป็นเลือดที่สร้างขึ้นมา หากเจ้าอยากแข็งแกร่งมากกว่าเดิมอย่างนั้นก็ต้องเปลี่ยนถ่ายเลือด เจ้ายินยอมหรือไม่?”

 

        ติงเซิ้นซาถามขึ้น“เปลี่ยนถ่ายเลือดแล้วสามารถฆ่าอันเจิงได้หรือไม่?!”

 

        มารลำดับที่สิบเก้าพยักหน้า “ย่อมได้อยู่แล้ว”

 

        ติงเซิ้นซาคลานเข้ามา“เปลี่ยนเลือดให้ข้า!”

 

        มารลำดับที่สิบเก้ายิ้มขึ้น“นี่เป็นทางที่เจ้าเลือก มาเถอะ นำเลือดในตัวเจ้ามาเปลี่ยนกับข้าข้าจะพาเจ้าเข้าสู่มิติใหม่”

 

        เขายื่นมือออกจากกระเป๋าจากนั้นก็ชี้ไปด้านหน้าราวกับเชื้อเชิญ ส่วนติงเซิ้นซาที่ถูกความโกรธแค้นครอบงำก็ไม่ได้สังเกตเห็นแขนที่เหี่ยวแห้งของเขาแต่วินาทีนี้ ถึงแม้ติงเซิ้นซาจะสังเกตเห็น ก็ไม่มีโอกาสเปลี่ยนใจแล้ว

 

       ในดวงตาของมารลำดับที่สิบเก้าเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน