ตอนที่33
เงาร้าย
หยางอี้รู้ดีว่าตนกำลังทำสิ่งใด เมื่อเห็นอาการของผู้เป็นมารดา จึงหันกลับไปหาท่านตาของตนเอง“ท่านตา คำขอของหลาน...” หยางอี้ไม่คิดเอ่ย เพียงเว้นคำนิ่งงันพร้อมส่งสายตาเว้าวอนไปยังผู้เป็นตา
หลิวเหวินหงรับรู้ความคิดผ่านทางสายตาพยักหน้าเบา “ตกลง เจ้าพูดต่อไปเถอะ เรื่องราวในวันนี้ขอให้จบกันแค่ภายในห้องหนังสือ จะไม่มีการถือผิดเอาความใด ๆทุกคนยังคงเป็นครอบครัวที่รักกันดุจเดิมตลอดไป” หลิวเหวินหง แม้รู้ว่าบุตรีและบุตรเขยจงใจปกปิดแผนการนี้ต่อตนเอง แต่ก็ไม่ได้คิดถือโกรธแม้แต่น้อยเพราะหากตนเองเลือกได้ ก็ไม่คิดจะส่งหยางเฉิง กลับไปยังตระกูลหยาง เช่นเดียวกัน
“เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านพ่อ ลูกคงจะไม่ถามท่านต่อแล้ว แต่ลูกอยากจะขอให้ท่านร่วมมือด้วย”
“ร่วมมือกับเจ้า”หยางเฉิงเอ่ย พลางจ้องเข้าไปแววตาอันเด็ดเดี่ยวของบุตรชายส่วนสองคนที่เหลือได้แต่กลั้นหายใจ รอรับฟังเรื่องราวต่อไป ด้วยความอึดอัด
“ขอรับหากท่านพ่ออยากที่จะผ่านสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปด้วยกัน ท่านพ่อจะต้องให้ข้า ได้ใช้งานสายข่าวของท่านผู้อาวุโสขวาและยัง...”
“ไม่ได้!!!” จู่ๆ หยางเฉิงก็กลายเป็นเกรี้ยวกราดขึ้นมา “เรื่องนี้มันใหญ่เกินไป เกินกว่า...”หยางอี้หันไปสบตามารดา หวังให้ช่วยเกลี้ยกล่อมบิดาให้เห็นพ้อง แต่ครานี้เรื่องราวเลยเถิดไปไกลหลิวซีอิ๋งเพียงกัดฟันเม้มปาก ไม่กล้าสอดแทรก
หยางอี้เห็นว่าใช้ไม้อ่อนเกลี้ยกล่อมคงยากลุล่วงเป้าหมายเมื่อนั้นคิดดำเนินแผนการรุกไล่บ้าง “หลังจากเดินหมากผ่านไปสามกระดานท่านพ่อยังคงเห็นข้า เป็นเพียงเด็กอมมือเช่นเดิมอีกหรือขอรับ”คำพูดนี้เพียงกระตุ้นให้ฉุกคิดเท่านั้น “หากท่านพ่อมองเช่นนั้นกระดานที่ท่านกำลังเสี่ยงต่อสู้กับตระกูลหยาง ก็คงมีแต่แพ้พ่ายเท่านั้นละขอรับ”
“นี่เจ้า...”หยางเฉิง หลับตาสะกดกลั้นอารมณ์โกรธของตนเอง
“ท่านพ่อขอรับแม้แต่ข้าที่ฟังเรื่องราวเพียงไม่กี่คำ ยังคาดเดาออก ว่าท่านมีไส้ศึกแฝงอยู่ภายในตระกูลหยาง”หยางอี้เอ่ย พลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะหันไปมองทุกคนในห้อง “แล้วท่านพ่อคิดว่า เงาร้าย...ที่วางแผนอยู่เบื้องหลัง...หยางอวี่ถงจะไม่รู้เชียวหรือ ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อก็รู้ว่า ท่านลุงมีความสามารถแค่ไหนหากผู้ที่วางแผนอยู่ในเง่มืด ร้ายกาจเช่นที่ข้าคิดจริงมีหรือที่คนผู้นั้นจะยินยอมทำงานรับใช้ท่านลุงเปล่า ๆ...” หยางอี้หยุดคำ ให้อีกฝั่งได้ใช้เวลาคิดตามก่อนจะถอนหายใจคราหนึ่ง เพื่อเรียกความสนใจกลับคืน “หากสิ่งที่มันต้องการสุดท้ายคือยึดครองผลประโยชน์ทั้งหมดเล่า สุดท้ายแม้แต่ตระกูลหยาง ก็คง...”
...ถ้อยคำนี้ต่างหากคือกระบี่รุกไล่ของหยางอี้
“หยางอี้”หยางเฉิงที่ใจเย็นลงแล้ว เอ่ยเรียกชื่อของบุตรชาย “พ่อขอโทษ...”
หยางอี้รู้ดีว่าการกระทำของตนเกินเลยไปบ้าง แต่หากไม่แสดงออกก้าวร้าวเช่นนี้ ก็คงยาก ที่จะดึงสถานการณ์ให้กลับมาอยู่ในมือของตนเอง“ท่านพ่อ ลูกเองก็ต้องขอโทษท่านพ่อเช่นกัน เพียงแต่เรื่องราวไม่อาจประนีประนอม หากข้าเอ่ยเพียงคำนิ่มนวลก็คงไม่อาจทำให้ท่านเห็นด้วย มาถึงขนาดนี้แล้ว ลูกอยากให้ท่านพ่อทบทวนคำตอบอีกครั้งได้โปรดร่วมมือกับลูกด้วยขอรับ”
“พ่อเข้าใจเจ้านะแต่ว่าเรื่องนี้มัน...”
ครานี้เป็นหลิวเหวินหงผู้เป็นตาที่เอ่ยแทรกขึ้นก่อน“หลานตาเจ้ามานี่ซิ” หยางอี้ได้ฟังจึงเดินเข้าไปใกล้ “อืมปีนี้เจ้าอายุเพียงแปดขวบ แต่สติปัญญาล้วนเลิศล้ำ น่าเสียดาย...”คำน่าเสียดายของหลิวเหวินหง ย่อมหมายถึงเส้นชีพจรผุเปื่อยของเด็กน้อย
...ท่านตาเอ่ยมาได้เหมาะเจาะพอดีเช่นนั้นข้าก็ขอคว้าโอกาสนี้เอาไว้เลยละกัน ถึงลมปราณข้าจะไม่มี แต่ย่างก้าวรวดเร็วเพียงครั้งยังพอแสดงตบตาได้อยู่
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นท่านตาไม่ต้องห่วง” หยางอี้เอ่ยพลางดีดเหรียญ ลอยผ่านไปทางด้านหลังของมารดาตนเองสายตาทั้งสามในห้อง ล้วนจับจ้องตามเหรียญที่หมุนออกจากนิ้วมือแต่แล้วทันที่เหรียญตกลงกระทบพื้นหยางอี้ก็ไปปรากฏที่เสาค้ำยันต้นหนึ่งของห้องหนังสือ ซึ่งอยู่ถัดไปด้านหลังเกินกว่าเหรียญที่ขึ้นดีดไปเสียอีก
“นี่มัน...”หลิวเหวินหงเอ่ยด้วยความสงสัยเป็นคนแรก “วิชาตัวเบาแปลกประหลาดเช่นนี้หลานทำได้อย่างไรกัน”
“นี่คือวิชาตัวเบาอันเป็นความลับของหลานขอรับ”แต่การแสดงยังไม่จบ “...ย่าส์ !!!” หยางอี้ตะเบ็งเสียงดังพร้อมปล่อยหมัดสุดแรงเข้าใส่เสาไม้ต้นใหญ่ด้านหน้าตน เสียงดัง...ปัง ! ฝุ่นผงบนฝ้าเพดานล้วนร่วงกราวแม้เสาไม่สั่นไหว แต่ปรากฏร่องรอยจาง ของหมัดกระแทกที่ติดอยู่บนเนื้อไม้
“เจ้าเข้าสู่พื้นฐานลมปราณขั้นที่หนึ่งได้แล้วอย่างนั้นรึ”ครานี้เป็นหยางเฉิง ที่เอ่ยพลางลุกพรวดตรงไปหาหยางอี้
“ยังหรอกขอรับท่านพ่อแต่ตอนนี้ข้าจับสัมผัสถึงลมปราณรอบ ๆ ตัวได้แล้ว”
“ประเสริฐยิ่งนักแม้เวลานี้เจ้ายังไม่บรรลุลมปราณพื้นฐานขั้นแรก แต่ทั้งพลังหมัดกลับเทียบเคียงยิ่งวิชาตัวเบาประหลาดนั่น กลับเกินหน้าผู้ฝึกตนพื้นฐานลมปราณไปหลายขั้นไหนจะยังสติปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้นอีก” หยางอี้อมยิ้ม พยักหน้าตามคำชื่นชมของผู้เป็นบิดาทุกถ้อยความ
“ฮ่าฮ่า ฮ่า เรื่องราวไม่ธรรมดาเช่นนี้ ตาเชื่อว่าคงถึงเวลาที่เจ้าต้องเอ่ยให้ตา และบิดามารดาของเจ้าฟังบ้างแล้วว่าทั้งหลายทั้งปวง ที่เจ้าแสดงให้ดูในวันนี้ มันเกิดขึ้นได้เพราะสิ่งใดกัน”
“แน่นอนขอรับแต่ก่อนที่หลานจะเล่า ท่านตาต้องรับปากข้าข้อหนึ่งก่อน”
“เจ้าเด็กคนนี้ทุกการกระทำของเจ้าจะต้องมีข้อเรียกร้องหรืออย่างไร...หึ”
“ก็ทุกการกระทำของหลานล้วนเกิดมาจากความรัก เช่นนั้น ท่านตาก็ควรจะยินยอมตามคำขอของหลานนะขอรับ”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า ดูท่าชีวิตนี้ ข้าจะไม่มีโอกาสเจรจาเอาชนะเจ้าหลานผู้นี้ได้เสียแล้ว ตกลงเจ้าบอกสิ่งที่เจ้าต้องการมา” หลิวเหวินหงเอ่ยเสียหนักแน่น แตกต่างจากคราก่อน ๆเห็นได้ชัดว่ามุมมองที่ผู้นำตระกูลหลิวผู้นี้ มีต่อหยางอี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
“ข้าต้องการสิทธิ์ในการเป็นผู้บัญชาการแก้ไขปัญหาระหว่างตระกูลหลิวและตระกูลหยางขอรับ”
“นี่เจ้า...เรื่องนี้เห็นทีตาคงจะ...” แม้จะชื่นชมและปลี่ยนมุมมองต่อหยางอี้แต่คำขอนี้มันออกจะเกินเลยไปสักหน่อย
“ท่านตา” หยางอี้ย้ำ พลางยิ้มเจ้าเล่ห์“ท่านยังติดค้างคำขอของข้าอีกหนึ่งข้อ นะขอรับ”
“เพ้ย !!! เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรกัน” หลิวเหวินหงมองดูรอยยิ้มเลศนัยของหลานชาย
“ก็หลานยังไม่ทันเอ่ยปาก บอกคำขอ หลังจากที่ประลองหมากกลศึกชนะออกไปเลยนะขอรับ”หยางอี้เอ่ย พลางชี้มาที่ปากของตนเอง “ท่านพ่อ ท่านแม่ ล้วนรักษาคำพูดไปแล้วนะขอรับหรือว่าท่านตาจะ...”
“เจ้า...เจ้าหลานคนนี้แม้แต่เลิกเล่นหมากกระดานแล้ว ก็ยังร้ายกาจไม่เลิกรา ล่อลวงผู้คนจนข้าหัวหมุนไปหมดแล้ว”คำเอ่ยตัดพ้อ แต่ใบหน้ากลับแสดงความรัก ความเอ็นดูออกมาอย่างมิปกปิด
“ท่านตาไม่ต้องห่วงหลานมิได้ต้องการยึดอำนาจนั่นไว้ทั้งหมด หลานขอเวลา นั่งอยู่ในตำแหน่งที่เอ่ยไปเพียงห้าวันเท่านั้นขอรับ”
“ห้าวัน”แม้ตอนแรกคิดปฏิเสธอีกครั้ง แต่เมื่อหยางอี้เสนอระยะเวลาแค่ห้าวันเรื่องราวย่อมแตกต่าง “เป็นห้าวันไหนกัน เจ้าลองบอกให้ตาฟังสิ”
“อืมหากท่านพ่อให้ความร่วมมือกับข้าแต่โดยดี ก็นับไปกลับหนึ่งวัน เอาเป็นอีกสามวันข้างหน้าจึงค่อยเริ่มนับไปอีกห้าวันขอรับ”
หลิวเหวินหงนับดูกำหนดส่งมอบตัวหยางเฉิงคืออีกสี่สิบวันหากหยางอี้กระทำการก่อนถึงเวลา ตนเองก็อยากที่จะเสี่ยงกับหลานผู้นี้ดู“อืม...ตกลงตามนั้น สามวันข้างหน้า ข้าจะนัดประชุมใหญ่ภายในตระกูลหลิวเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้ทุกคนรับรู้”
หยางอี้ได้ทีท่านตาตอบตกลง จึงหันกลับไปหาบิดาตนเอง “ท่านพ่อ แล้วท่านละขอรับ”
“เฮ้อ...”หยางเฉิงถอนหายใจยาวออกมาบ้าง ในเมื่อท่านพ่อตา เอ่ยรับปากเด็กน้อยไปเช่นนี้แล้วตนเองยังจะดื้อดึงอีกได้อย่างไร “ตามใจเจ้าเถอะ พ่อคงไม่อาจเลี่ยงอีกแล้ว”
“ขอบคุณท่านตาขอบคุณท่านพ่อ” หยางอี้เอ่ยรัว พลางก้มคำนับแนบพื้น ต่อทั้งสองตามลำดับ
“เอาละในเมื่อข้ารับปากเจ้าแล้ว หลานข้าเจ้าก็เล่าความลับของตัวเองมาได้แล้ว”
“ขอรับท่านตา”หยางอี้เอ่ย พลางลุกกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม “เรื่องนี้ต้องย้อนไปถึงตอนที่ข้าฟื้นขึ้นมาเอะอะโวยวายจนถูกเจ้าตัวประหลาดนั่นทำร้ายจนสิ้นสติไปอีกครั้งขอรับ”
“ตัวประหลาด”หยางเฉิงเอ่ยพลางนึกทวน
“ขอรับท่านพ่อตัวประหลาดเรืองแสงนั่น”
“อ๋อเจ้านั่นเป็นหนอนตัวใหญ่ทีเดียวเชียวละ” หยางเฉิงเอ่ย พร้อมปะติดปะต่อ เรื่องราวค่ำคืนแห่งความเป็นความตายขึ้นในใจ
“อืม...ถ้าเจ้านั่นเป็นหนอน ก็เท่ากับเป็นหนอนที่เกิดจากดาววาสนาของลูกแน่ ๆ เลยขอรับ” หยางอี้เอ่ยพลางชี้ไปที่ใบหน้าซีกขวาของตนเอง“เจ้านั่นไม่เพียงดูดเอาปานแดงของลูกออกไป แต่ยามที่ลูกหลับใหลลูกยังได้พบกับวิญญาณเซียนวิเศษสีทองอีกด้วยขอรับ”
“วิญญาณเซียนวิเศษสีทอง”ครานี้เป็นมารดาของตน ที่เอ่ยทวนขึ้นด้วยความสนอกสนใจบ้าง
...ขอโทษนะขอรับท่านแม่ข้าเองก็ไม่อยากโป้ปดพวกท่านหรอกนะ แต่เรื่องนี้มันจำเป็นจริง ๆ
“ขอรับท่านแม่เซียนวิเศษมีกายสีทองอล่าม เดินทางมาเข้าฝันลูก แถมยังมอบสติปัญญาและสอนวิชาฝีมือให้ลูกด้วยขอรับ”
“มีเรื่องเช่นนั้น...”
“ขอรับท่านตาหากข้าไม่ประสบด้วยตนเอง เพียงฟังเขาเล่ามา ข้าก็คงไม่เชื่อเช่นกันขอรับ”
“อืมหรือว่า...”หยางเฉิงพยายามเค้นหาคำตอบ ค่อยนึกย้อนไปถึงถ้อยคำที่ได้ยินในค่ำคืนแห่งความเป็นความตายเมื่อหนึ่งปีก่อน“สิ่งที่ลูกอี้ได้รับ จะเป็นสิ่งเดียวกับ ที่พวกกลุ่มคนประหลาดคลุมหน้าพวกนั้นตามหา”
“สิ่งที่คนประหลาดคลุมหน้าตามหา”หยางอี้เวลานั้น มิได้มีสายตาคมกล้า และสดับฟังเสียงระยะไกลได้เช่นเดียวกับบิดาของตนจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่บิดาตนเองเอ่ยนี้ หมายถึงเรื่องใด
“เช่นนั้นก็ถือว่าลูกอี้ประสบวาสนาใหญ่เข้าแล้ว เพราะสิ่งที่ขบวนผู้ฝึกตนเชื่อมฟ้าดินออกตามหาอย่างเอิกเกริกเช่นนั้นต้องไม่ใช่สิ่งของธรรมดาอย่างแน่นอน”
“ขบวนผู้ฝึกตนเชื่อมฟ้าดิน”คราวนี้กลับเป็นหยางอี้ที่เป็นฝ่ายสงสัยส่งให้สุดท้าย ตนเองก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจากผู้โป้ปด กลายเป็นผู้รับฟังอย่างเต็มตัวแถมยังรับหน้าที่ คอยเอ่ยคำสนับสนุน ข้อวิเคราะห์ของบิดาตนเองอีกหลายครากระทั่งการสนทนาในห้องหนังสือตระกูลหลิวยุติลง...แผนการแรกของหยางอี้จึงถือว่าลุล่วงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ทุกประการ