ณ สระน้ำตะวันลับ
ที่ริมผาสูงนับพันเมตร บนชะง่อนหินกลางหน้าผามีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าต้นไม้ใหญ่ ต้นหนึ่งคนที่อยู่ด้านหน้าเดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด ว้าวุ่นใจ
หน้าผาสูงปานนี้ยังไม่กลัวที่จะล่วงหล่นลงมา แสดงว่าล้วนเป็ยอดฝีมือทุกคน
เมื่อมองดูดีๆ นั่นคือ กลุ่มของ ต้วนยี่หยวน จูจงและเหล่ายอดฝีมือของราชวงค์ตะวันลับ นี่เอง
และต้นไม้ใหญ่ ก็คือ ต้นไม้ตะวันลับ ที่ถูกสงสัยว่าจะเป็ ต้นไม้ปราณา
ต้วนยี่หยวน ที่เดินไป เดินมา ส่ายหน้าพูดอย่างเสียอารมณ์
“หลายวันมานี่ ข้าเค้นสมองครุ่นคิดจนแทบจะเหือดแห้งอยู่แล้ว แต่ยังไม่พบเบาะแสเค้ามูลใดเลย”
จูจง ก็ไม่ดีกว่ากันเท่าใดนักสมองถูกควักล้วงออกมาจนแทบจะว่างเปล่า
“โธ่โว้ย...ทำอย่างไรข้าจึงจะััมันได้เนี่ย”
ต้วนยี่หยวน ใช้ฝ่ามือปัดป่ายไปมาที่ลำต้นของ ต้นไม้ตะวันลับ แต่ วืด...ััไม่โดนแม้แต่น้อย ราวกับเป็อากาศธาตุ
“วืดๆ...”
ทั้งที่มองเห็น ต้นไม้ตะวันลับ เต็มสองตา อยู่ตรงหน้า ทั้งภาพ ลายเส้นใบไม้ ลำต้น เปลือกไม้ และสีสันชัดเจนซะยิ่งกว่าดู TV 8K ซะอีกแต่พอยื่นมือไปกลับคว้าได้แต่อากาศ
นับว่าทำให้ผู้คนต้องอับจนปัญญาจริงๆหลายวันมานี่ ต้วนยี่หยวน กระจายกำลังออกค้นหาโดยรอบ รัศมี 5 กิโลเมตร เรียกว่าละเอียดยิบ แม้กระทั่งมีรังนกกี่รัง ยังตรวจนับออกมาได้น่านับถือในความพยายามจริงๆ
“จูจง ท่านหาวิธีได้หรือยังพวกเราไม่อาจจะเสียเวลาอยู่ที่นี่ตลอดไปได้หรอกน่ะ”
“หลังจากคนที่ทางราชวงค์ตะวันลับ ส่งมา เดินทางมาถึงพวกเรายังต้องปรึกษาหารือกำหนดแผนการขั้นต่อไปอีก”
จูงจง ถอนหายใจกล่าว
“เฮ้อ...ตอนนี้ข้ามั่นใจว่าต้นไม้ตะวันลับ คือ ต้นไม้ปราณาไม่ผิดแน่”
“พิจารณาจากความลึกลับมหัศจรรย์ ก็คู่ควรที่จะจัดเป็ลำดับที่ 1 ใน ยอดสมบัติวิเศษทั้ง 7ชนิด”
“น่าเสียดายที่ลำต้นของจริงไม่ทราบว่าอยู่ที่ใดกันแน่”
ต้วนยี่หยวน ฉุกใจคิด
“ท่านคิดว่าต้นไม้ตะวันลับ ที่พวกเราเห็นอยู่นี่ คือภาพเงาสะท้อนอย่างนั่นหรือ”
“ถูกแล้วลำต้นของจริง น่าจะอยู่ในห้วงมิติปิด ใดซักแห่งหนึ่งเป็แน่”
“และอาจจะเกี่ยวข้องกับโลกสมบัติ ซึ่งจัดเป็ ยอดสมบัติวิเศษ ลำดับที่ 5”
“จูจง...ท่านกำลังจะบอกว่าต้นไม้ปราณา อยู่ใน โลกสมบัติ ใช่หรือไม่”
ต้วนยี่หยวน ถามอย่างตื่นเต้น ความโลภใคร่พุ่งทะลุฟ้า จูจง จึงพยักหน้ารับ
“อืม...พิจารณาจากนามโลกสมบัติ สมควรที่จะมีทรัพยากรมีค่ามากมาย หลากหลายและคงจะมีมากกว่าโลกมิติที่ ราชวงค์ตะวันลับ 10 กว่าปีมานี่แน่นอน”
“ถ้าหากพวกเราสามารถทรัพยากรมีค่าทั้งหมดองค์กรมือสังหาร ยังจะน่าเกรงกลัวอันใด คงไม่ต่างจากอันธพาลริมถนน”
จูจง หยุดชะงักเล็กน้อย คล้ายตัดสินใจอันใดจึงกล่าว
“พวกเราจะอยู่ที่นี่รอคนที่ทาง ราชวงค์ตะวันลับ ส่งมาเพื่อทำภารกิจหลักให้เสร็จสิ้นเสียก่อนแล้วจึงค่อยมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับ ต้นไม้ปราณาอีกครา”
ต้วนยี่หยวนได้แต่พยักหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายใจ
ย้อนกลับมาที่กลุ่มมือสังหาร
ประมุขใหญ่ขององค์กรมือสังหาร ถังซิ้วหัว มือขวาถือหีบมิติเก็บของ ระดับ 1 เอาไว้ ไม่สามารถใส่ในแหวนมิติระดับ 1 ได้ เพราะมีระดับที่เท่ากันต้องเป็แหวนมิติระดับ 2 ขึ้นไปจึงจะใส่ได้
ด้านหน้าของ ถังซิ้วหัว เป็กลุ่มชาวบ้านที่มาขุดเหมืองกำลังคุกเข่าอยู่ราว200 คน
ความสำเร็จของ องค์กรมือสังหาร คราวนี้เกินความคาดหมายไปมากนัก สามารถเก็บเกี่ยวแร่พลังปราณระดับกลาง และระดับสูงพร้อมทั้งยังได้รับ หินกำเนิดพลัง ระดับ 1 มาไว้ใน ทำให้ ถังซิ้วหัว พึงพอใจอย่างมาก
ตอนนี้แหล่งแร่พลังปราณแห่งนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไป เพราะที่เหลืออยู่ เป็เพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ถังซิ้วหัว พลาดโอกาสที่จะได้โลกมิติที่ราชวงค์ตะวันลับ ยึดครองเอาไปจาก ตระกูลเถียน
แต่มาครานี้ ถังซิ้วหัว กลับได้เก็บเกี่ยวแหล่งแร่พลังปราณจำนวนมากภายใต้จมูกของ ราชวงค์ตะวันลับ ช่างสะใจโดยแท้
ถังซิ้วหัว รู้ดีว่าสมควรแก่เวลาที่ต้องจากไป เพราะหากเนิ่นช้ากว่านี้ ราชวงค์ตะวันลับ จะต้องมาถึงอย่างแน่นอนจึงโบกมือไปด้านหน้า ตวาดเสียงเหี้ยมโหด
“สังหารพวกมันให้หมด”
สิ้นคำสั่ง หลิวเหยาเฟิง และ ซ่งเสี่ยวเหยา ที่ยืนอยู่ด้านหลังพลันพุ่งออกไปราวธนูหลุดจากแหล่ง ภายใต้ยอดฝือมือทั้ง 2 คน ชาวบ้านธรรมดาจะสามารถต้านทานได้อย่างไร ทุกคนต่างลุกขึ้นวิ่งหนีกันชุลมุน วุ่นวาย
“อ้าก...อย่าฆ่าข้าเลย”
“ปล่อยข้าไปเถิดน่ะท่าน…”
“ช่วยด้วย...ช่วยข้าด้วย”
“ข้ายังไม่อยากตาย...”
“อือๆ...ข้ายากกลับบ้าน...”
มีทั้งยกมือไหว้ วิงวอนขอร้องทั้งน้ำตาเสียงร่ำไห้ดังไปทั่วทั้งลานปะา เืไหลนองเต็มพื้น เอน็ดอนาจ ไม่อาจจะทนดู
แต่ทว่าไม่มีความเมตตาสงสารเกิดขึ้นในแววตาของผู้ล่าเลยซักแวบเดียวต่างลงมืออย่างรวดเร็วฉับไว ลงมือ 1 ครั้ง ย่อมหมายถึง 1 ชีวิตที่หลุดลอยไป
ถังซิ้วหัว ยืนมองดูอย่างเ็า เงียบงันเวลาผ่านไปเสียงร้องยิ่งน้อยลง ในแววตามีแต่ความกระหายเื
“อ้าก...ปล่อยข้าไปเถิด”
หลิวเหยาเฟิง และ ซ่งเสี่ยวเหยาลงมืออย่างต่อเนื่อง ราวกับจะแข่งขันว่าใครเข่นฆ่าสังหารได้มากกว่า กระบี่ ฝ่ามือย้อมด้วยสีเืสด กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งโชยมาตามสายลม
“อ้ากๆ...”
สิ้นเสียงสุดท้าย ซากศพนอนกองเต็มพื้นดินเืกระจัดกระจายไปทั่วลานถ้ำ ไม่มีผู้ใดหนีรอดพ้นออกไปได้
หลิวเหยาเฟิง และ ซ่งเสี่ยวเหยาพุ่งกลับมาอยู่ด้านหน้า ถังซิ้วหัว น้อมกายคารวะ
“ต้องให้ท่านประมุขรอนานแล้ว...”
ถังซิ้วหัว หยักหน้า
“อืม...”
ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุม เมื่อ ถังซิ้วหัวไม่คิดกล่าวอันใด ทั้ง หลิวเหยาเฟิง และ ซ่งเสี่ยวเหยา ย่อมไม่กล้าเสนอหน้าออกความเห็นต่างยืนสำรวมอยู่ด้านข้าง
ซากศพ นอนตายเกลื่อนกราดไม่คิดแม้แต่จะฝังหรือเผา อากาศที่เย็นะเื ทำให้ขนลุกชี้ชันหากคนขวัญอ่อนมาพบเจอ ซากศพกองเป็ูเาขนาดย่อม คงจะใตายทันที
เวลาผ่านไปราว 2 ชั่วยาม บรรยากาศชวนให้อึดอัดแทบขาดใจแต่ในที่สุดก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อน ทั้ง หลิวเหยาเฟิง และ ซ่งเสี่ยวเหยาอดผ่อนลมหายใจออกมามิได้
“ขอรายงานท่านประมุข...ขอรับ”
ถังซิ้วหัว ส่งเสียงดัง
“เข้ามารายงาน”
ชายกลางคน ที่วิ่งเข้ามาถึงก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง ประสานมือกล่าว
“ท่านประมุขพวกเราไล่ล่าสังหารยอดฝีมือทั้ง 10 คน ของราชวงค์ตะวันลับ ไปไกลหลายร้อยลี้จนในที่สุดก็สามารถสังหารได้ 9 คน ส่วนอีก 1คนาเ็สาหัสแต่ถูกช่วยเหลือเอาไว้ได้ ขอรับ”
ถังซิ้วหัว ขมวดคิ้ว ถามเสียงเยือกเย็น
“มันเป็ใคร”
ชายกลางคน รู้สึกเสียวสันหลัง เหงื่อแตกพลั่กรีบกล่าวเสียงสั่นสะท้าน
“เป็ ต้วนยี่หยวนที่ปรึกษาของราชวงค์ตะวันลับ ขอรับ”
“อืม...เป็ผู้แซ่ต้วนนี่อีก”
ถังซิ้วหัว มีสีหน้าไม่พอใจยิ่งที่ภารกิจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น นั่นหมายถึงความลับ และการกระทำของพวกมันอาจจะรู้ถึงหู ต้วนยี่หยวน และราชวงค์ตะวันลับ แล้วก็เป็ได้
และตอนนี้ ต้วนยี่หยวนอาจจะจัดเตรียมกำลังพล หรือคิดวางแผนการอันใด ที่จะมาที่นี่ก็ได้
“ยี่สุ่ยซิงอยู่ที่ใด เหตุใดจึงไม่มากับเ้าด้วย”
ชายกลางคน สะดุ้งเฮือก หน้าซีดเผือดรีบโขกศีรษะกล่าวอย่างหวาดกลัว
“ขออภัยท่านประมุขหัวหน้ายี่ ถูก ต้วนยี่หยวน สังหารตายแล้วขอรับ”
ถังซิ้วหัว ที่ใจนตวาดเสียงดัง
“เ้าว่ากระไร...ยี่สุ่ยซิงตายแล้วหรือ”
แม้กระทั่ง หลิวเหยาเฟิง และ ซ่งเสี่ยวเหยา ได้ยิน หน้ายังเปลี่ยนสีถังซิ้วหัว มีสีหน้าหม่นหมองหนักใจ ส่ายหน้ากล่าว
“เื่นี้เห็นที...แย่แน่”