เช้าวันถัดมา บรรยากาศภายในห้องโถงรับรองส่วนตัวของจวนตระกูลเย่เต็มไปด้วยความตึงเครียด เย่เทียน ผู้นำตระกูลเย่ที่เพิ่งฟื้นฟูร่างกายจากฤทธิ์ถั่วเซียน นั่งประจันหน้ากับ ชิงคัง ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้นำตระกูลชิง ซึ่งเป็นบิดาของชิงเสวี่ยและเป็นสหายเก่าแก่
ทั้งสองตระกูลมีพันธสัญญาหมั้นหมายระหว่างเย่ฟานและชิงเสวี่ยมาตั้งแต่เยาว์วัย ทว่าสถานการณ์ในปัจจุบันกลับบีบคั้นจนสัญญาฉบับนี้กลายเป็นเผือกร้อน
"ท่านพี่เย่ ข้าต้องพูดตามตรง" ชิงคังถอนหายใจยาว แววตาเต็มไปด้วยความลำบากใจ "ตอนนี้ภายในตระกูลชิงของข้า... เสียงส่วนใหญ่เรียกร้องให้ยกเลิกการหมั้นหมายครั้งนี้ ข่าวฉาวของตระกูลเย่เรื่องการค้าอาวุธเถื่อน และข่าวที่ว่าหลานเย่ฟานคบคิดกับสำนักมารจนถูกทำลายตันเถียนและหายสาบสูญไป... มันหนักหนาเกินกว่าที่ผู้อาวุโสในตระกูลข้าจะรับได้"
เย่เทียนนิ่งสงบผิดกับเมื่อไม่กี่วันก่อน แววตาของเขามีความมั่นใจบางอย่างแฝงอยู่ เขาเพิ่งเห็นกับตาว่าลูกชายของเขาไม่ได้เป็นขยะ แถมยังมีความสามารถที่เหนือจินตนาการ แต่ตามคำขอของเย่ฟาน เขาไม่อาจเปิดเผยตัวตนของลูกชายได้ในตอนนี้
"ท่านพี่ชิง ท่านเชื่อข่าวลือพวกนั้นจริง ๆ รึ?" เย่เทียนถามกลับเสียงเรียบ
ชิงคังนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า "ข้าเติบโตมาพร้อมกับท่าน ข้าเห็นเย่ฟานมาตั้งแต่เด็ก ข้าไม่เชื่อว่าหลานเย่ฟานจะทำเรื่องต่ำช้าเช่นนั้น ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของการวางแผนใส่ร้ายเพื่อทำลายตระกูลเย่ แต่นั่นแหละ... ข้าไม่มีหลักฐานอะไรไปยันกับคนในตระกูลได้เลย"
"ถ้าอย่างนั้น... ท่านจะทำอย่างไร?"
"ข้าจะให้คำตอบอย่างเป็นทางการหลังจากงานประลองยุทธ์จบลง" ชิงคังกล่าวอย่างเด็ดขาด "หากเย่ฟานไม่ปรากฏตัว หรือตระกูลเย่ไม่สามารถกู้ชื่อเสียงคืนมาได้ในงานนี้ ข้าก็คงไม่อาจต้านทานกระแสภายในตระกูลได้อีกต่อไป"
หลังจากชิงคังกลับไป เย่ฟาน ในชุดธรรมดาก็ลอบเข้ามาหาบิดาในห้องโถงทันที เขาแอบฟังการสนทนาอยู่เบื้องหลังม่านตลอดเวลา
"ท่านพ่อ... ท่านลุงชิงว่าอย่างไรบ้าง?" เย่ฟานถาม
เย่เทียนถอนหายใจแล้วเล่ารายละเอียดการหารือให้ลูกชายฟัง "เขาตัดสินใจหลังจากงานประลองยุทธ์เสร็จสิ้น ฟานเอ๋อ... พ่อรู้ว่าเจ้าอยากเปิดตัวในงานประลองเพื่อตบหน้าพวกที่ใส่ร้ายเจ้า แต่สัญญาหมั้นหมายนี้มันส่งผลต่อเกียรติของเจ้าและชิงเสวี่ยมากนะ"
เย่ฟานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อย "แล้ว... ชิงเสวี่ยล่ะครับ? นางมีความเห็นอย่างไรกับการหมั้นหมายครั้งนี้?"
เย่เทียนส่ายหน้าด้วยความเสียใจ "เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่รู้ ชิงเสวี่ยเป็นศิษย์เอกของหอคอยวารีเร้นลับ นางมักจะเก็บความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้าที่เย็นชา ข้าไม่อาจเดาใจนางได้เลยว่านางยังคงเชื่อมั่นในตัวเจ้า หรือนางยอมรับการยกเลิกหมั้นไปแล้ว"
เย่ฟานกำหมัดแน่น ความรู้สึกซับซ้อนประดังเข้ามา ในใจหนึ่งเขามั่นใจในสิ่งที่อาจารย์สอนมา แต่ในเรื่องหัวใจเขากลับไม่มั่นใจเลยแม้แต่น้อย 'ชิงเสวี่ย... ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นเอง ว่าข้าคือใคร'
ทางด้านตำหนักพักของสำนักกระบี่เมฆาคราม ซ่งฉือ กำลังเดินจงกรมไปมาด้วยความหงุดหงิด ลูกน้องที่ส่งไปสืบข่าวเพิ่งกลับมารายงาน
"สืบได้ความว่าอย่างไรบ้าง! สำนักเฝ้าประตูนั่นมันมาจากไหน!" ซ่งฉือตะโกนถาม
ลูกน้องคุกเข่าตัวสั่น "รายงานนายน้อย... ข้าส่งคนไปสืบทุกแหล่งข่าวแล้วครับ ทั้งในเมืองหลวงและเมืองรอบ ๆ แต่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ 'สำนักเฝ้าประตู' เลยแม้แต่น้อย มันเหมือนกับ... เหมือนกับว่าพวกมันโผล่ออกมาจากอากาศธาตุเฉย ๆ ครับ"
"เป็นไปได้อย่างไร!" ซ่งฉือขบเคี้ยวเคี้ยวฟัน "แล้วเรื่องใครที่น่าสงสัยที่มาสมัครล่ะ?"
"นอกจากชายชุดเมฆแดงที่ชื่อ 'นิรนาม' จากสำนักนั่น ก็ไม่มีใครผิดปกติครับ" ลูกน้องเงยหน้าขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ "นายน้อย... ให้ข้าส่งคนไปจัดการมันคืนนี้เลยไหมครับ? จะได้ตัดไฟแต่ต้นลม"
เพียะ!
ซ่งฉือตบหน้าลูกน้องจนกระเด็น "โง่! เจ้าคิดว่าสำนักที่จู่ ๆ ก็โผล่มาพร้อมชุดคลุมที่น่าเกรงขามขนาดนั้นจะเป็นสำนักกระจอกรึไง? หากมันเป็น 'สำนักเร้นลับ' ที่ซ่อนตัวมาจากโลกภายนอก แล้วเราส่งคนไปหาเรื่องส่งเดช เท่ากับเราไปหาเรื่องตายและพาสำนักกระบี่เมฆาครามไปลงเหวชัด ๆ!"
ซ่งฉือสูดลมหายใจลึกพยายามระงับอารมณ์ "เก็บเรื่องนี้ไปก่อน ข้าจะคิดแต่เรื่องแข่งประลองยุทธ์ ข้าจะชนะการแข่งนี้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุด และหลังจากนั้น ข้าจะขอชิงเสวี่ยเป็นคู่บำเพ็ญเพียร (คู่เต๋า) ต่อหน้าทุกคน เพื่อดับความหวังของไอ้ขยะเย่ฟานให้สิ้นซาก!"
ณ โรงเตี๊ยมมังกรทะยาน หลี่หมิง กำลังเอนหลังนอนเล่นบนเก้าอี้โยกที่เขาเสกออกมาจากระบบ พลางใช้พลัง The World หยุดเวลาเป็นพัก ๆ เพื่อแอบไปหยิบถั่วทอดในจานของหลิวรั่วเฉินโดยที่นางจับไม่ได้
"เย่ฟาน กลับมาแล้วรึ" หลี่หมิงพูดขึ้นทั้งที่ยังหลับตา เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของลูกศิษย์
เย่ฟานเดินเข้ามาด้วยท่าทางหนักแน่น "ครับอาจารย์ ข้าพร้อมแล้วสำหรับการแข่งที่จะเริ่มในอีกสองวัน"
"ดี... จำไว้นะเย่ฟาน พลังที่ข้าให้เจ้าไปไม่ใช่แค่เพื่อการฆ่าฟัน แต่มันคือการประกาศให้โลกรรู้ว่า 'เจตจำนง' แข็งแกร่งกว่า 'ระดับปราณ'" หลี่หมิงหาวหวอด "อ้อ... แล้วถ้าเจอใครที่มันกวนใจมาก ๆ ก็ซัดมันให้ร่วงไปเลย ไม่ต้องเกรงใจหน้าไหนทั้งนั้น"
หลิวรั่วเฉินมองคนทั้งสองด้วยแววตาประหลาดใจ นางไม่เข้าใจว่าทำไมชายที่ดูขี้เกียจอย่างหลี่หมิงถึงสามารถสอนลูกศิษย์ให้เก่งกาจขนาดนี้ได้ภายในเวลาอันสั้น 'สำนักเฝ้าประตู... บางทีโลกใบนี้กำลังจะได้รับรู้ความหมายของชื่อนี้จริง ๆ'
ค่ำคืนนั้น เย่ฟานยืนมองพระจันทร์เหนือเมืองหลวงแคว้นจ้าว เขาหยิบหน้ากากลายเมฆาแดงขึ้นมาลูบเบา ๆ พรุ่งนี้คือวันพักผ่อนวันสุดท้าย และวันถัดไปคือการประลองรอบแรก
"ซ่งฉือ... และทุกคนที่ทำร้ายข้า เตรียมตัวให้ดี"
ขณะเดียวกัน ในเงามืดของเมืองหลวง สายตาหลายคู่จากสำนักต่าง ๆ เริ่มจับจ้องมาที่โรงเตี๊ยมที่พวกเขาพักอยู่ โดยเฉพาะความลับของ "สำนักเฝ้าประตู" ที่กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุดก่อนเริ่มงานประลองยุทธ์