ท้องฟ้าเหนือนครสุริยันเจิดจรัสถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจนราวกับภาพวาดของวันสิ้นโลก ฝั่งหนึ่งคือแสงสว่างสีทองคำขาวที่สาดส่องลงมาจาก 'ทูตสวรรค์หกปีกเจิดจรัส' ร่างอวตารวิญญาณแรกกำเนิดของพระสันตะปาปาเซราฟิม ที่มีความสูงเสียดฟ้ากว่าสองร้อยจั้ง แผ่รังสีความศักดิ์สิทธิ์ที่บดขยี้ทุกชีวิตให้ต้องศิโรราบ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือความมืดมิดของเสาแสงสีดำที่แฝงประกายสีม่วงทมิฬ พวยพุ่งขึ้นมาจากร่างของหลินเฟย เด็กหนุ่มในชุดเกราะสีดำที่ดูเล็กกระจ้อยร่อยดุจมดปลวก แต่กลับแผ่กลิ่นอายมารบรรพกาลและความตายที่ดุร้ายจนสวรรค์ยังต้องสั่นสะเทือน
"จงสูญสลายไปภายใต้แสงสว่างของข้า!"
เสียงคำรามของทูตสวรรค์ดังกึกก้องกังวาน ดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ในมือของมันถูกฟาดฟันลงมาตรึงพื้นที่ทั้งหมด ล็อกมิติรอบกายของหลินเฟยไว้อย่างสมบูรณ์แบบ เปลวเพลิงสีทองที่แผดเผาลงมานั้นร้อนระอุจนอากาศรอบๆ ระเหยกลายเป็นสุญญากาศ อาคารหินอ่อนสีขาวเบื้องล่างหลอมละลายกลายเป็นลาวาสีทอง แม้จะยังไม่ทันปะทะ แต่แรงกดดันมหาศาลก็ทำให้เกราะปราณสีมารของหลินเฟยเกิดรอยร้าว
หลินเฟยแหงนหน้ามองมฤตยูสีทองที่กำลังถาโถมลงมา นัยน์ตาสีแดงอมม่วงทมิฬของเขาไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่เสี้ยวเดียว มีเพียงความบ้าคลั่งและจิตสังหารที่ลุกโชน เขากำด้ามดาบโลหิตสีดำในมือแน่น โกร่งกระบี่อสูรมารเปล่งแสงสีม่วงดำเจิดจ้า ดูดกลืนพลังแก่นแท้ขั้นปลายของเขาทั้งหมดไปหล่อเลี้ยงเจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์'
"แสงสว่างที่น่าสะอิดสะเอียน... ข้าจะฟันมันให้ขาดกระจุย!"
หลินเฟยง้างดาบโลหิตขึ้นเหนือศีรษะ รวบรวมพลังทำลายล้างทั้งหมดฟาดฟันสวนกลับขึ้นไปเบื้องบน คลื่นกระบี่เงาทมิฬขนาดมหึมาพุ่งทะยานแหวกอากาศ ขึ้นปะทะกับดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์กลางห้วงหาว!
เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงง!
เสียงการปะทะดังสนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่าอัสนีบาตสวรรค์นับหมื่นสายผ่าลงมาพร้อมกัน คลื่นกระแทกจากการปะทะระเบิดออกเป็นวงแหวนพลังงานสีทองและสีดำ แผ่ขยายกวาดล้างทุกสิ่งบนท้องฟ้าและผืนดิน มหาวิหารเทพสุริยันที่มียอดโดมทองคำถูกคลื่นพลังพัดจนยอดโดมปลิวหายไปในพริบตา อาคารบ้านเรือนในรัศมีสิบลี้พังทลายราบเป็นหน้ากลอง ผู้คนนับล้านที่หมอบกราบอยู่ต่างถูกแรงกระแทกจนกระเด็นปลิวว่อนไปตามสายลม
กลางอากาศ ดาบโลหิตสีดำของหลินเฟยต้านทานดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์เอาไว้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ พลังมารบรรพกาลพยายามกลืนกินเปลวเพลิงสีทอง ในขณะที่แสงศักดิ์สิทธิ์ก็พยายามแผดเผาความมืดมิด ทว่า ความแตกต่างของขอบเขตนั้นมีอยู่จริง ร่างจำแลงวิญญาณแรกกำเนิดของเซราฟิมมีพลังปราณที่ไร้ขีดจำกัดตราบใดที่ยังมีศรัทธาจากผู้คนคอยหนุนหลัง
"ดื้อด้านนัก! มนุษย์ขอบเขตแก่นแท้เช่นเจ้า ไม่มีวันต่อกรกับพลังแห่งสวรรค์ได้หรอก!" เสียงของเซราฟิมดังก้อง ทูตสวรรค์หกปีกออกแรงกดดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ลงมาอีกขั้น
กร๊อบ...
กระดูกแขนขวาของหลินเฟยลั่นเสียงดังน่ากลัว ร่างของเขาถูกกดให้ลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ เลือดสีแดงสดไหลซึมออกจากมุมปากและจมูก พลังมารสีม่วงทมิฬเริ่มถูกเปล่งเพลิงสีทองแผดเผาจนระเหยกลายเป็นควัน แม้ศาสตราไร้ลักษณ์จะทรงพลัง แต่มันยังขาด 'ชิ้นส่วนสุดท้าย' ทำให้สมดุลของดาบเอนเอียงไปทางพลังมารมากเกินไป เมื่อต้องปะทะกับแสงศักดิ์สิทธิ์ระดับสุดยอด มันจึงถูกข่มทับตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
'ต้องได้มันมา... ชิ้นส่วนที่ห้า!'
หลินเฟยกัดฟันกรอด เขากวาดสายตามองลงไปยังเบื้องล่าง ท่ามกลางซากปรักหักพังของแท่นพิธีทองคำที่ร่วงหล่น 'ปลายหอกเทพเจ้า' หรือชิ้นส่วนที่ห้าของศาสตราไร้ลักษณ์ ยังคงส่องแสงสีขาวบริสุทธิ์ลอยเคว้งอยู่ท่ามกลางเศษซาก มันแผ่กลิ่นอายเชิญชวนและเรียกร้องหาชิ้นส่วนอื่นๆ ในตัวเขา
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์... ม่านเงากลืนกิน!"
หลินเฟยตัดสินใจเด็ดขาด เขาจุดระเบิดพลังมารในจุดตันเถียนทั้งหมด สร้างคลื่นควันสีดำทมิฬขนาดมหึมาพวยพุ่งออกจากร่าง ควันสีดำนี้ไม่ได้มีพลังทำลายล้าง แต่มันบดบังวิสัยทัศน์และสกัดกั้นสัมผัสวิญญาณของทูตสวรรค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบชั่วขณะหนึ่ง
"คิดจะหนีรึ! ฝันไปเถอะ!" เซราฟิมตวัดดาบเพลิงกวาดม่านควันสีดำให้กระจายหายไปในเสี้ยววินาที
ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้น ร่างของหลินเฟยไม่ได้อยู่กลางอากาศอีกต่อไป เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษ ผสานกับการทิ้งดิ่งลงสู่พื้นโลกด้วยความเร็วสูงสุด ร่างของเด็กหนุ่มชุดดำพุ่งวูบลงมาจับจ้องเป้าหมายเดียว นั่นคือชิ้นส่วนโลหะสีเงินวาววับที่ลอยอยู่กลางกองซากปรักหักพัง
"อย่าแตะต้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะ ไอ้เดรัจฉานมาร!" เซราฟิมตระหนักถึงเป้าหมายของหลินเฟย ทูตสวรรค์หกปีกชี้นิ้วลงมา ลำแสงพิฆาตสีทองพุ่งทะลวงอากาศตามหลังหลินเฟยมาติดๆ หมายจะเจาะทะลุร่างของเขาให้พรุนก่อนที่จะถึงตัวสมบัติ
แต่หลินเฟยไม่สนใจลำแสงมฤตยูเบื้องหลัง เขาพุ่งทะยานเข้าประชิด 'ปลายหอกเทพเจ้า' มือซ้ายที่ว่างอยู่ออกแรงคว้าจับชิ้นส่วนโลหะสีเงินวาววับนั้นอย่างเต็มแรง!
ฉ่าาาาาา!
"อ๊ากกกกกกกก!"
วินาทีที่ฝ่ามือของหลินเฟยสัมผัสกับชิ้นส่วนที่ห้า เสียงเนื้อไหม้ก็ดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวที่พวยพุ่ง ความเจ็บปวดแสนสาหัสประดุจเอามือไปกำดวงอาทิตย์พุ่งทะลุทะลวงเข้าสู่สมอง ชิ้นส่วนที่ห้าคือตัวแทนแห่ง 'แสงสว่างและพลังศักดิ์สิทธิ์สุดขั้ว' เมื่อมันสัมผัสกับร่างกายของหลินเฟยที่อัดแน่นไปด้วย 'พลังมารบรรพกาล' จากโกร่งกระบี่ พลังทั้งสองขั้วก็ปะทะและต่อต้านกันอย่างบ้าคลั่ง ฝ่ามือซ้ายของเขาถูกแผดเผาจนเห็นกระดูกสีขาว ร่างกายของเขากระตุกอย่างรุนแรง
ตูม! ลำแสงพิฆาตสีทองของทูตสวรรค์ฟาดลงมากระทบแผ่นหลังของหลินเฟยอย่างจัง เกราะสีดำแตกกระจาย ร่างของเด็กหนุ่มกระอักเลือดและล้มกลิ้งไปกับพื้นหินอ่อนที่แตกแหงง ทว่ามือซ้ายของเขายังคงกำชิ้นส่วนที่ห้าเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างโง่เขลานัก!" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเซราฟิมดังก้องมาจากท้องฟ้า "วัตถุศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้น มีพลังชำระล้างความมืดมิดทุกชนิดในโลกหล้า การที่มารร้ายเช่นเจ้าบังอาจไปสัมผัสมัน ก็ไม่ต่างจากการกระโดดลงกองไฟ! จงถูกแสงศักดิ์สิทธิ์แผดเผาจากภายในจนวิญญาณแหลกสลายไปซะเถอะ!"
คำพูดของเซราฟิมไม่ได้เกินจริง พลังศักดิ์สิทธิ์จากชิ้นส่วนที่ห้ากำลังไหลทะลักเข้าสู่เส้นเลือดของหลินเฟย มันพุ่งเข้าปะทะกับพลังมารสีม่วงทมิฬในจุดตันเถียน ก่อให้เกิดสงครามทำลายล้างภายในร่างกายของเขาเอง เส้นเลือดของหลินเฟยปูดโปน ผิวหนังบางส่วนส่องแสงสีทองเจิดจ้า ในขณะที่บางส่วนลุกโชนด้วยไฟมารสีดำ ร่างกายของเขากำลังจะปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จากการปะทะกันของพลังสองขั้วสูงสุด
'อ๊ากกกก... ร่างกาย... จะระเบิดแล้ว...' หลินเฟยกัดฟันจนริมฝีปากฉีกขาด ความเจ็บปวดนี้เหนือล้ำกว่าตอนที่หลอมรวมโกร่งกระบี่มารนับร้อยเท่า
'จงตั้งสติ! เด็กน้อย!' เสียงของจิตวิญญาณศาสตราดังก้องในวิญญาณ มันไม่ได้แหบพร่าอีกต่อไป แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจดุจเสียงของพระผู้สร้าง 'แสงสว่างและความมืดมิด... ล้วนเป็นเพียงสองด้านของเหรียญเดียวกัน! มันคือหยินและหยางที่ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง! อย่าปล่อยให้พวกมันต่อสู้กัน แต่จงใช้เจตจำนงของเจ้า... ใช้ความแค้น ใช้ความทะเยอทะยานของเจ้า บังคับให้พวกมันหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว! จงนำปลายกระบี่... ประทับเข้ากับใบดาบซะ!'
ดวงตาของหลินเฟยเบิกโพลง นัยน์ตาข้างซ้ายของเขาสาดประกายแสงสีทองศักดิ์สิทธิ์ ในขณะที่นัยน์ตาข้างขวาลุกโชนด้วยไฟมารสีม่วงทมิฬ เขากัดฟันรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้าย ยกมือซ้ายที่เหลือเพียงกระดูกและเนื้อไหม้เกรียมซึ่งกำ 'ปลายกระบี่' เอาไว้ นำมาประกบเข้ากับส่วนปลายของ 'ดาบโลหิตสีดำ' ในมือขวาอย่างช้าๆ และหนักแน่น
"ถ้าสวรรค์และนรกมันเข้ากันไม่ได้... ข้าก็จะบดขยี้พวกมันและสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาเอง! หลอมรวม!!!" หลินเฟยแผดเสียงคำรามก้องฟ้า
แก๊งงงง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสะท้านไปถึงสวรรค์ชั้นเก้า วินาทีที่ปลายกระบี่สีเงินวาววับ สัมผัสเข้ากับใบดาบสีดำสนิท ปรากฏการณ์ที่ท้าทายสามัญสำนึกของจักรวาลก็อุบัติขึ้น!
ชิ้นส่วนทั้งห้าของศาสตราไร้ลักษณ์ ได้แก่ แกนกลาง คมดาบ ด้ามจับ โกร่งกระบี่มาร และปลายกระบี่แสงศักดิ์สิทธิ์ ได้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรกในรอบหลายหมื่นปี!
พลังมารสีม่วงทมิฬที่ดุร้าย และ พลังแสงศักดิ์สิทธิ์สีทองคำขาวที่บริสุทธิ์ หยุดการต่อต้านกันในทันที พวกมันหมุนวนเข้าหากันรอบๆ ใบดาบ ก่อเกิดเป็นพายุพลังงานรูปสัญลักษณ์ 'หยินหยาง' ขนาดยักษ์ครอบคลุมร่างของหลินเฟย พลังงานที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วสองสาย ถูกเจตจำนงกระบี่ 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ผสานเข้าด้วยกันจนกลายเป็นพลังงานชนิดใหม่... 'ปราณปฐมกาล' พลังงานที่ไร้ซึ่งสีสัน ไร้ซึ่งรูปลักษณ์ แต่แฝงไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งการก่อกำเนิดและการทำลายล้างที่แท้จริง!
บาดแผลทั่วร่างของหลินเฟยสมานตัวในชั่วพริบตา กระดูกที่แหลกเหลวถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังปฐมกาล จุดตันเถียนของเขาขยายตัวจนถึงขีดสุดก่อนจะแตกสลาย และก่อกำเนิดขึ้นใหม่เป็น 'จักรวาลจำลอง' ที่มีดวงดาวสีดำและสีทองหมุนวนอยู่ภายใน พลังของเขาพุ่งทะลวงขีดจำกัดของขอบเขตแก่นแท้ขั้นปลาย ก้าวเข้าสู่รอยต่อของ 'ครึ่งก้าวสู่วิญญาณแรกกำเนิด' อย่างสมบูรณ์แบบ!
แสงสว่างและควันสีดำที่พวยพุ่งจางหายไป เผยให้เห็นร่างของหลินเฟยที่ลอยตัวลุกขึ้นยืนกลางซากปรักหักพัง บัดนี้ เขาไม่ได้ถือดาบโลหิตสีดำอีกต่อไป ศาสตราในมือของเขาได้แปรสภาพกลายเป็น 'ศัสตราไร้ลักษณ์' ที่สมบูรณ์แบบ ใบดาบครึ่งหนึ่งเป็นสีดำสนิทดุจรัตติกาล อีกครึ่งหนึ่งเป็นสีขาวบริสุทธิ์ดุจแสงตะวัน โกร่งกระบี่มีรูปสลักของทูตสวรรค์และอสูรมารที่โอบกอดกัน ปลายกระบี่ส่องประกายที่สามารถเจาะทะลุมิติได้เพียงแค่มอง มันคือสุดยอดอาวุธที่ไม่อาจประเมินค่าได้ในเก้าสวรรค์สิบดินแดน!
เซราฟิมที่อยู่บนท้องฟ้าสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามระดับวิกฤตที่ทำให้วิญญาณแรกกำเนิดของเขาสั่นสะท้าน ความมั่นใจมลายหายไปจนหมดสิ้น "เป็นไปไม่ได้! พลังมารและพลังศักดิ์สิทธิ์หลอมรวมกันงั้นรึ! แกสร้างตัวประหลาดอะไรขึ้นมา!"
"ข้าไม่ได้สร้าง..." หลินเฟยเงยหน้ามองทูตสวรรค์หกปีก นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเทาลึกล้ำที่สะท้อนภาพการเกิดและดับของจักรวาล เสียงของเขาดังกังวานและทรงอำนาจจนทำให้มิติรอบๆ สั่นไหว "ข้าเพียงแค่ทำให้มันกลับคืนสู่จุดเริ่มต้น... จุดที่สวรรค์และนรกยังไม่ถูกแบ่งแยก!"
"ตายซะ! ไอ้ตัวหายนะ!" เซราฟิมตื่นตระหนกสุดขีด เขาทุ่มพลังวิญญาณทั้งหมด บังคับให้ทูตสวรรค์หกปีกพุ่งทะยานลงมาพร้อมกับดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ หมายจะบดขยี้หลินเฟยด้วยการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในชีวิต
หลินเฟยยกศัสตราไร้ลักษณ์ในมือขึ้นอย่างช้าๆ ใบดาบสองสีสะท้อนเงาของทูตสวรรค์ขนาดยักษ์ที่กำลังพุ่งลงมา เขาไม่จำเป็นต้องปลดปล่อยปราณหรือระเบิดพลังใดๆ อีกต่อไป เพราะอาวุธในมือของเขา บัดนี้มีกฎเกณฑ์เป็นของตนเอง
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ เคล็ดวิชาที่ห้า... สมดุลหยินหยาง ตัดวัฏจักรสงสาร!"
หลินเฟยตวัดศัสตราไร้ลักษณ์ฟาดฟันสวนขึ้นไปเบื้องบน คลื่นกระบี่ที่ถูกปลดปล่อยออกมา ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ไม่ได้มีเสียงระเบิดกึกก้อง มันเป็นเพียง 'เส้นใยแสงสีเทา' ที่บางเฉียบยิ่งกว่าเส้นด้าย พุ่งแหวกอากาศออกไปอย่างเงียบกริบ ไร้สุ้มเสียง ไร้แรงกดดัน ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทว่า วินาทีที่เส้นใยแสงสีเทานั้น สัมผัสเข้ากับปลายดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ขนาดยักษ์ของทูตสวรรค์...
ฟุ่บ!
ไม่มีการระเบิด ไม่มีการปะทะ ดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณแรกกำเนิด หายวับไปกลางอากาศราวกับถูกยางลบของสวรรค์ลบเลือนทิ้งไป! เส้นใยแสงสีเทายังคงพุ่งทะยานต่อไปอย่างเงียบเชียบ ทะลวงผ่านร่างของทูตสวรรค์หกปีกความสูงสองร้อยจั้ง ตั้งแต่หว่างขาผ่ากลางทะลุขึ้นไปจนถึงยอดมงกุฎ
ร่างอวตารของทูตสวรรค์หยุดนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ ปีกทั้งหกคู่หยุดกระพือ เซราฟิมที่สถิตอยู่ภายในร่างอวตารเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงที่ไม่อาจหาคำใดมาบรรยาย เขาก้มมองดูเส้นบางๆ สีเทาที่พาดผ่านร่างของตนเอง เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ไม่รู้สึกถึงการถูกฟัน แต่มันน่ากลัวยิ่งกว่านั้น เพราะเขารู้สึกได้ว่า 'ตัวตน' ของเขากำลังถูกลบออกจากกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้!
"ข้า... ผู้เป็นตัวแทนแห่งแสงสว่าง... กลับถูก... ความว่างเปล่า... กลืนกิน..."
เพล้งงงงง!
ร่างจำแลงทูตสวรรค์หกปีกขนาดยักษ์ และร่างเนื้อของพระสันตะปาปาเซราฟิม แตกสลายออกเป็นสองซีกอย่างเรียบเนียน ก่อนที่ชิ้นส่วนเหล่านั้นจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีทองและระเหยหายไปในอากาศธาตุอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งหยดเลือด ไร้ซึ่งเศษซาก ไร้ซึ่งวิญญาณให้เวียนว่ายตายเกิด การคงอยู่ของยอดฝีมือวิญญาณแรกกำเนิดที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีป ถูก 'ตัดลบ' ออกจากหน้าประวัติศาสตร์ด้วยการฟันเพียงดาบเดียว!
เมฆมารสีดำบนท้องฟ้าสลายตัวไปพร้อมกับแสงศักดิ์สิทธิ์ ท้องฟ้ากลับมาเปิดกว้างและแจ่มใสอีกครั้ง แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องลงมากระทบซากปรักหักพังของนครสุริยันเจิดจรัสที่เคยยิ่งใหญ่ ฝูงชนนับล้านคนยังคงหมอบกราบอยู่กับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวและตกตะลึงจนไร้เสียงร้อง พวกเขาเพิ่งเป็นประจักษ์พยานในการร่วงหล่นของพระเจ้าที่พวกเขาเคารพบูชา
ท่ามกลางซากปรักหักพังของใจกลางเมือง หลินเฟยยืนตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว เขาสะบัดศัสตราไร้ลักษณ์ในมือเบาๆ ก่อนจะเก็บมันเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างเงียบเชียบ บัดนี้ ศาสตราที่ทรงอานุภาพที่สุดได้กลับมาสมบูรณ์แบบแล้ว และตัวเขาเองก็ก้าวขึ้นสู่จุดที่ไร้เทียมทานในทวีปแห่งนี้
หลินเฟยหันหลังให้ความพินาศของวิหารเทพสุริยัน นัยน์ตาสีเทาลึกล้ำทอดมองไปยังเส้นขอบฟ้าอันกว้างไกล การล้างแค้นจบสิ้นลงแล้ว อาวุธเทพเจ้าก็ถูกรวบรวมจนครบ ทว่าจิตวิญญาณของเขากลับรับรู้ได้ว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของก้าวต่อไปในวิถีแห่งการฝึกตน โลกเบื้องบน และดินแดนแห่งเซียนที่แท้จริง ยังมีปริศนาและศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ารอคอยเขาอยู่
ตำนานของปีศาจชุดดำผู้ล้มล้างสวรรค์และนรก ได้ถูกจารึกไว้ในโลกมนุษย์แล้ว และก้าวต่อไปของเขา... จะสั่นสะเทือนไปถึงเก้าสวรรค์!