“ท่านยายอย่าห่วงเลยเจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าท่านแม่จะต้องเฝ้ามองพวกเราอยู่บนสวรรค์ บางที นางอาจจะได้พบกับท่านพ่อแล้วก็เป็นได้”
เมื่อพูดจบ ถังฉีก็เอื้อมมือออกไปเช็ดน้ำตาให้นางจางอย่างอ่อนโยน
นอกจากพวกน้อง ๆ แล้ว หญิงชราผู้นี้เป็นสมาชิกในครอบครัวเพียงคนเดียวที่ทำให้นางรู้สึกอบอุ่น
“อืม ข้าจะยังไม่กลับ จะอยู่กับพวกเจ้าไปอีกสักพัก เมื่อสร้างบ้านเสร็จ ข้าจึงจะกลับ ไม่เช่นนั้นข้าคงรู้สึกไม่สบายใจ”
ความจริง นางจางอยากมาช่วยนานแล้ว ทว่านางมีหลายสิ่งที่ต้องทำที่บ้านและมีหลานชายที่ต้องดูแล
ทว่าเวลานี้ เมื่อเห็นหลานสาวและหลานชายไร้ที่พึ่งพา นางจึงไม่อาจตัดใจกลับไปที่หมู่บ้านได้
“ดีจริง ท่านยาย ข้าเพิ่งฝึกทำอาหารหลายอย่างเลย เช่นนั้นข้าจะทำให้ท่านยายกินเองเจ้าค่ะ”
ถังฉีเองก็ชอบที่มีญาติผู้ใหญ่อยู่ในบ้าน
“ท่านแม่ ท่านไม่ต้องห่วง อยู่ที่นี่อย่างสบายใจสักระยะเถอะ ให้ลูกสะใภ้และคนอื่น ๆ ดูแลบ้านแทนท่านเอง”
บุตรชายคนโต หวังอันเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“อืม แม่นางพวกนั้นก็พอจะไหว้วานได้อยู่หรอก เมื่อพวกเจ้ากลับไปก็คอยกำชับพวกนางให้ดีด้วยล่ะ”
แม้นางจางจะพูดเช่นนี้ ทว่ามีรอยยิ้มเคลือบแฝงในแววตา เห็นได้ชัดว่านางพอใจลูกสะใภ้ของตนไม่น้อย
ท่านลุงใหญ่หวังอัน ท่านลุงรองหวังอวี่ และท่านลุงสามหวังเข่ออยู่ได้ไม่นานเพราะพวกเขาต้องรีบกลับ
ถังฉีไม่ได้รั้งพวกเขา นางเอาขนมออกมาจากห้วงมิติเพื่อให้พวกเขานำกลับบ้าน
ส่วนโยเกิร์ตรสเปรี้ยวและของอื่น ๆ นางก็บรรจุในถังไม้ไผ่
ท่านลุงต่างปฏิเสธ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถต้านทานการรบเร้าของถังฉีได้ ในที่สุดก็ต้องนำขนมและโยเกิร์ตรสเปรี้ยวกลับบ้าน
เช้าวันต่อมา หลังจากที่ถังฉีตื่น นางก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยออกมาจากห้องครัว
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางจางกำลังวุ่นอยู่ในครัว
นางรีบลุกขึ้น ล้างหน้าล้างตาและตรงไปยังห้องครัว
“ฉีเอ๋อร์ ทำไมตื่นเช้านัก? เจ้ากลับไปนอนต่อดีหรือไม่ ข้าวเช้าเสร็จแล้วข้าจะไปเรียก”
นางจางมองถังฉีด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ท่านยาย ข้าบอกแล้วว่าจะทำอาหารให้ท่านกินเองไม่ใช่หรือ? เหตุใดท่านไม่ปลุกข้าล่ะ?”
เมื่อพูดจบ ถังฉีก็เกาศีรษะแกร่ก ๆ ใบหน้าแดงด้วยความเขินอาย
“ฮ่ะฮ่ะ ข้าเป็นยายของเจ้านะ จะปล่อยให้เจ้าทำอาหารได้อย่างไร? กลับไปนอนสักพักเถอะ ข้ากำลังนึ่งซาลาเปาเพิ่ม”
เมื่อพูดจบ นางจางก็เร่งให้ถังฉีออกไป
ทว่าถังฉีไม่ไป แต่อยู่ในครัวและคอยช่วยนางจาง บางครั้งก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่มีความสุขของทั้งสองคน
ที่นี่มีแต่เสียงหัวเราะที่สดใส
…
ในขณะที่บ้านเก่าเต็มไปด้วยความมืดมนและหม่นหมอง
โดยเฉพาะถังเหวินที่เวลานี้นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อวานนี้ เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาก็โยนข้าวของของนางเสี่ยวฉินออกไปนอกบ้าน
ถังเสวี่ยตกใจกลัวจนร้องไห้จ้า
นางฉินต้องพาเด็กน้อยเข้าไปนอนในห้อง
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เวลานี้ เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น
“ใครน่ะ?”
เช้าตรู่เช่นนี้ ทั้งนางฉินและถังต้าสี่ยังไม่ตื่น นางเหลียงจึงเอ่ยถามเบา ๆ
“ข้าเอง ฉินอาก่วง”
เสียงของอันธพาลหนุ่มฉินอาก่วงดังขึ้น
เมื่อรู้ว่าเป็นคนของตระกูลฉิน นางเหลียงจึงเปิดประตูอย่างระมัดระวัง
*ปัง*
ทันทีที่ประตูเปิดออก นางเหลียงก็ถูกผลักจนล้มลงกับพื้น
“นางคนชั่ว ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ลูกสาวข้าแต่งเข้าตระกูลเจ้า ข้าคิดว่าพวกเจ้าจะดีกับนาง ที่ไหนได้…”
นางหลิ่ว มารดาของนางเสี่ยวฉินสบถสาปแช่ง
นางเหลียงลุกขึ้นจากพื้นด้วยท่าทีหวาดกลัว ถังเฉวียนรีบเข้ามาพยุงนาง
“ท่านป้า เหตุใดต้องผลักภรรยาข้าด้วย?”
อย่างไรเสีย ถังเฉวียนก็เป็นลูกผู้ชาย เมื่อเห็นภรรยาถูกรังแก เขาย่อมมีน้ำโห
“หึ…วันนี้ข้าไม่ได้มาต่อปากต่อคำกับเจ้า รีบไปเรียกแม่ของเจ้ามาคุยกับข้าเดี๋ยวนี้!”
นางหลิ่วยืนเอามือเท้าเอว ใบหน้าอวบอ้วนและดวงตากลมโตแสดงให้เห็นว่านางไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่าย ๆ
“หึ…ข้ามีหู ออกมาเองได้!”
นางฉินรู้ว่านางหลิ่วจะต้องมาหาเรื่อง นางจึงเตรียมใจเอาไว้แล้ว และนางก็ไม่ได้ตั้งใจจะไกล่เกลี่ยเพื่อความสงบสุข
เมื่อเห็นท่าทีของคนทั้งสอง นางเหลียงได้แต่ยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว นางดึงแขนถังเฉวียนและบอกให้เขาพานางกลับเข้าไปในบ้าน
นางไม่ต้องการให้สามีเข้าไปมีส่วนร่วมมากกว่านี้ เมื่อวาน คนของนางหวังยังมีเมตตา มิเช่นนั้น วันนี้เขาคงนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่บนเตียงเช่นเดียวกับถังเหวิน
“พวกคนหน้าซื่อใจคด ข้าให้ลูกสาวแต่งเข้าตระกูลของพวกเจ้า แต่พวกเจ้ากลับทรมานนาง ด้วยเหตุนี้นางถึงหลงผิด”
ปากของนางหลิ่วกลับดำให้เป็นขาว และกลับขาวให้เป็นดำ!
“หืม…ทุกคนในหมู่บ้านรู้ดีว่าข้าปฏิบัติต่อเสี่ยวฉินไม่ต่างจากลูกสาวของตัวเอง ข้าไม่เคยทำให้นางรู้สึกขุ่นข้องหมองใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วดูที่นางทำสิ นางกลับทรยศหักหลังลูกชายข้า? ดูท่าลูกไม้จะหล่นไม่ไกลต้น แม่เป็นอย่างไร ลูกก็เป็นอย่างนั้น!”
เดิมที นางฉินไม่พอใจลูกสะใภ้คนนี้ แต่เป็นเพราะนางเห็นแก่หน้าพี่ชาย จึงยอมให้บุตรชายแต่งงานกับนางเสี่ยวฉิน
เวลานี้ นางหลิ่วมาที่นี่โดยไม่แยกแยะถูกผิด พร้อมที่จะโยนความผิดทุกอย่างมาที่นาง คิดหรือว่านางฉินจะยอม?
“หน็อย…ทำมาพูดเรื่องลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น รอดูตอนที่ข้าฉีกปากเจ้าก่อนเถอะ! โธ่…ลูกสาวที่น่าสงสารของข้า ข้าไม่น่าตาบอดปล่อยให้นางแต่งเข้าตระกูลต่ำช้าเช่นนี้เลย หลายปีมานี้ นางคงไม่เคยมีความสุขเลย และวันนี้ยังถูกแม่สามีผลักไสอีก”
นางหลิ่วเอ่ยน้ำตานองหน้า
ด้านนอก ชาวบ้านพากันมามุงดูด้วยความตื่นเต้น
พวกเขาไม่คาดคิดว่าเมื่อวานจะได้เห็นนางจางและบุตรชายทุบตีถังเหวินและถังต้าสี่ มาวันนี้ยังจะได้เห็นนางฉินเผชิญหน้ากับนางหลิ่ว
เรื่องนี้น่าตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าละครเร่ที่พวกเขาเคยดูเสียอีก
หมู่บ้านของพวกเขาไม่ได้ต่างไปจากเมืองใหญ่ หากว่าวันนี้ไก่ของใครออกไข่เพิ่ม เรื่องก็สามารถแพร่กระจายจากหัวหมู่บ้านไปยังท้ายหมู่บ้านได้!
ดังนั้น เมื่อชาวบ้านเห็นฉากที่มีชีวิตชีวาเช่นนี้ พวกเขาจึงเรียกเพื่อนบ้านออกมาทีละคน!
ไม่นาน ชาวบ้านจำนวนมากก็มารวมตัวกันชมความครึกครื้น
หลังจากถังฉีกินข้าวเช้าเสร็จ นางก็เห็นนางอู๋มุ่งหน้าไปยังบ้านเก่า จึงเอ่ยถาม
“นี่…ฉีเอ๋อร์ คนตระกูลฉินไม่ใช่คนดี เจ้าอย่าออกไปจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจจะทำร้ายเจ้าและคิดว่าเจ้ากำลังชื่นชมกับความโชคร้ายของพวกเขา”
นางอู๋กำชับ
“เกิดอะไรขึ้นบ้าง ข้ากลับมาจะเล่าให้ฟัง”
เมื่อพูดจบ นางอู๋ก็รีบวิ่งออกไปพร้อมกับหญิงชาวบ้านอีกหลายคน
ถังฉีเฝ้ามองภาพเบื้องหน้า ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
แต่ไม่ว่าคนในบ้านเก่าจะเสียงดังแค่ไหนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนาง
ต่อให้เกิดเสียงอึกทึกครึกโครม ชาวบ้านก็ยังสร้างบ้านให้ถังฉีตามปกติ
ทว่าระหว่างพักเหนื่อย พวกเขาก็พูดคุยกันถึงเรื่องนี้
“ซานเอ๋อร์ ปู่ย่าปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้ เจ้าเกลียดพวกเขาหรือไม่?”
ขณะที่ถังซานกำลังดื่มน้ำ ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยถามเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ข้าไม่เกลียดพวกเขาหรอกขอรับ พี่ใหญ่บอกว่า สวรรค์มอบมือเท้าให้พวกเราเพื่อให้เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือและพึ่งพาตัวเอง”
***************************