หลังจากเหตุการณ์กำราบนักเลง กลายเป็นว่าชาวเมืองท่าเกือบทุกคนรู้จักกลุ่มพวกผม เวลาเดินไปทางไหนก็มีผู้คนทักทาย เหมือนพวกผมเป็นผู้มีพระคุณ แน่นอนว่าพวกเรากำลังเดินทางไปร้านเหล้าฮาเวสของเมืองท่าแห่งนี้ พอทันทีที่พวกผมเดินเข้าไป หลายคนที่พวกเราเคยพูดคุยด้วยก็ทักทายพวกเราอย่างกันเอง แต่ก็ไม่พ้นเรื่องที่พี่อ๊อสจัดการนักเลงจนพวกมันยกพวกหนีออกจากเมือง ผมก็ไม่รู้ว่าไอ้พวกนั้นทำอะไรไว้กับเมืองนี้ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะเรื่องหลักของเราก็คือการถามหาพ่อแม่พี่อ๊อสและโอ๊ส แต่เหมือนวันนี้พวกผมจะได้ข้อมูลเพิ่มเติม จากชายคนหนึ่งที่พวกเราเพิ่งพบในวันนี้ เขาบอกกับพวกเราว่า 10 ปีก่อนมีชาวประมงคนหนึ่งชื่อ ฟานซิส ที่อยู่ ๆ ก็โชคดีกลายเป็นคนรวยขึ้นมา พอถูกคนถามว่าไปทำอะไรมาเขาก็ไม่ตอบ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฟานซิสเมามากและหลุดบอกต่อคนอื่น ว่าเขาได้ช่วยผัวเมียคู่หนึ่งไว้และอีกฝ่ายก็มอบเงินจำนวนมากเป็นการตอบแทน
จากเรื่องนี้ทำให้พวกผมได้ที่อยู่ของอดีตชาวประมงผู้นี้มา แต่พวกเราไม่ได้ไปกันทั้ง 4 คน มีเพียงพี่อ๊อสคนเดียวเท่านั้น เพราะมันคงไม่เหมาะที่จะยกพวกไปหาคนที่ไม่รู้จักที่บ้านของเขาจำนวนมากขนาดนี้ แต่ระหว่างที่เดินกลับบ้านพักตากอากาศ พี่เอิร์ธจึงพูดกับผมและโอ๊สว่า
“พวกนายควรฝึกการใช้เวทมนต์แบบจริงจังได้แล้วนะ โดยเฉพาะออโต้ ถึงตอนนี้มานาในร่างกายจะเพิ่มขึ้นมาบ้างแล้ว แต่มันยังไม่พอที่จะก่อรูปแก่นมานาในร่างกาย”
“ผมก็ฝึกทุกวันแล้วนะพี่ ทำนองแห่งคีตาผมก็จำได้หลายทำนองแล้ว” ผมที่รู้สึกเหมือนโดนพ่อแม่สั่งให้ทำการบ้าน มันก็อดไม่ดีที่จะต้องบ่นออกมา ผมเบื่อกับการถูกบังคับ ตั้งแต่เด็กจนโต(จนเรียนจบ ม.6) ผมก็อยู่แต่ในกฏในระเบียบมาตลอด พอเจอพี่เอิร์ธพูดแบบนี้ผมก็อดไม่ได้ที่จะยกโล่ที่เรียกว่าข้ออ้างขึ้นมาใช้ แต่เหมือนพี่เอิร์ธจะรู้ใจผมดีเลยพูดอีกว่า
“มันไม่ใช่คำสั่งนะออโต้ แต่มันคือคำแนะนำ นายไม่ฝึกตอนนี้ต่อไปนายอาจจะต้องพบเจอเหตุการณ์อะไรที่ยากลำบากในโลกนี้ เหมือนวันนั้นถ้าไม่มีอ๊อส นายคิดว่านายจะจัดการพวกโจรที่ปล้นพวกราเซตยังไง” ผมรู้ว่าพี่เอิร์ธหวังดีกับผม แต่ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะยกข้ออ้างพูดออกมาอย่างเอาแต่ใจ
“ผมมีขลุ่ยพลอย 7 เม็ดเลยนะ และไหนจะมีพี่เอิร์ธผู้เก่งสุดยอดอีก ผมไม่กลัวใครทั้งนั้นละ”
“ออโต้ นายหวังพึ่งพี่มากไปแล้ว วันนั้นพี่ไม่คิดจะช่วยพวกราเซตด้วยซ้ำ หากออโต้ไม่บอกให้หยุด พี่ก็จะบินเลยผ่านไป หรือถ้าอ๊อสไม่จัดการพี่ก็แค่จะดูพวกนายจัดการ และจะช่วยพวกนายแค่เท่านั้นคนอื่นจะตายพี่ก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะหน้าที่พี่คือเป็นพี่เลี้ยงนายเท่านั้นและสอนการเอาตัวรอดในโลกนี้ แล้วเครื่องดนตรีพลอย 7 เม็ดนั่นนะ มันไม่ต่างอะไรกับพวกพลอย 1 เม็ด ถ้าคนใช้พวกมันไม่มีความสามารถ มันก็เหมือนที่นายมีปืนแต่ใช้ไม่เป็น ถ้าต้องไปสู้กับคนใช้หนังสติ๊กที่ยิงแม่นยำ มันก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้เช่นกัน ”
พอผมได้ยินก็อดตกใจไม่ได้ เพราะจริงอย่างพี่เอิร์ธว่ามาผมหวังพึ่งพี่เขาพึ่งพี่อ๊อสจริง ๆ แล้วเดิมทีก่อนผมจะมาโลกใบนี้พี่ซันก็บอกชัดเจนว่าพี่เอิร์ธจะมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงช่วยสอนให้ผมเอาตัวรอดได้ แต่ผมกับลืมพวกมันไปหมดเพราะได้รับความรักความเอาใจใส่จากพี่ชายทั้ง 2 คน จนหลงลืมไปแล้วว่าผมมาเพื่ออะไร
“เข้าใจแล้วพี่เอิร์ธผมขอโทษครับ…” ผมพูดขอโทษอย่างรู้สึกผิด พร้อมกันนั้นโอ๊สก็เดินเข้ามากอดคอผมเหมือนให้กำลังใจแล้วพูดขึ้นมา
“พี่เอิร์ธเขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ เขาหวังดีกับพวกเรานั้นคือเรื่องจริง จะว่าไปถ้าจะฝึกการใช้เวทมนต์ให้ชำนาญไวก็คงต้องต่อสู้จริงเท่านั้นละ”
“ก็อย่างที่โอ๊สว่านั้นละ ต่อสู้จริงจะช่วยพวกนายพัฒนาได้ไวกว่าฝึกด้วยตัวเอง” พี่เอิร์ธเสริม
“แล้วพวกผมต้องฝึกยังไงละพี่เอิร์ธ” ผมถามไปตามตรง
“หลังบ้านพักพวกเราจริง ๆ มันเป็นป่าสัตว์อสูรระดับต่ำจำนวนมาก กลางวันอาจจะไม่พบเจอพวกมันเท่าไหร่ แต่เวลากลางคืนพวกมันจะปรากฏออกมาจำนวนมาก พี่ใช้อาณาเขตป้องกันไว้รอบตัวบ้านพวกมันเลยเข้ามาไม่ถึงที่พักพวกเรา แต่ถ้าพวกเราเดินออกไปจากบ้านสัก 500 เมตร พวกมันก็จะโผล่ออกมาให้เป็นเป้าซ้อมได้”
พี่เอิร์ธบอกถึงความจริงที่ผมลืมไปเสียสนิท จะว่าไปผมแทบจะไม่พบเจอสัตว์อสูรหรือมอนสเตอร์นานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เจอก็ตอนหลงป่าวันแรกที่เจอโครงกระดูกเดินได้ จากวันนั้นพอเข้ามาในเขตเมือง ตามถนนหนทาง ก็ไม่เคยพบเจออะไรพวกนั้นอีกเลย ได้แต่รับรู้ว่ามีพวกมันจากหนังสือเรียนของคีตาหรือคำบอกเล่าของคนรู้จัก ที่ผมไม่พบเจอพวกมันเพราะ ตามเมืองและเส้นทางสัญจรจะมีการวางอาณาเขตขับไล่พวกมันไว้ เหมือนกับทุ่นลอยน้ำที่พี่เอิร์ธวางไว้ที่ชายหาดหน้าบ้านพักพวกเรา
แต่ก่อนที่พวกเราจะไปฝึกซ้อมจริงจังพวกผมก็ต้องมาทบทวนการใช้เวทมนต์เสียก่อน เครื่องดนตรีเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยขยายมานาในตัวให้ออกมาเป็นเวทมนต์ตามท่วงทำนองแห่งคีตา แต่ในความจริงแล้วถึงไม่มีเครื่องดนตรีทุกคนก็สามารถใช้เวทมนต์ได้ แต่มันจะยากกว่าผู้ถือเครื่องดนตรีไว้ในมือ ส่วนท่วงทำนองแห่งคีตาเป็นชุดคำสั่งที่มีรูปแบบตายตัวและมันทรงพลังกว่าการใช้เวทมนต์โดยตรง แต่ถึงแบบนั้นผู้ใช้เวทมนต์ในโลกนี้ก็มีระดับของตัวเองเช่นกัน การที่จะสามารถใช้เวทมนต์ต่าง ๆ นอกเหนือจากท่วงทำนองได้นั้น คนเหล่านั้นต้องอยู่ที่ระดับ 5 ขึ้นไปของคลาสอาชีพ โดยปกติจะจำแนกพวกเขาได้จากอัญมณี 5 เม็ดหรือมากกว่านั้น แต่พวกผมที่มี 7 เม็ดนั้นมันไม่ได้บอกถึงระดับที่แท้จริง มันเพียงช่วยเพิ่มอำนาจของมานาเท่านั้น
โดยปกติแล้วคนทั่วไปจะอยู่ที่ระดับ 1 คือสามารถสำผัสกับกระแสมานาในอากาศและสภาพแวดล้อมได้ ใช้เวทมนต์ได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วแต่ความสามารถของคนนั้น ซึ่งคนที่มีความสามารถในส่วนนี้จึงเลือกที่จะไปสมัครเป็นนักดนตรีเพื่อขยายขอบเขตความสามารถของตน ดังนั้นระดับ 1 จึงมีแค่บางส่วนได้เป็นนักดนตรี ส่วนระดับ 2 นั้นคือจำนวนที่มากที่สุดที่พบได้ในศาสนจักรแห่งคีตา พอถึงระดับ 3 นั้นจำนวนก็จะลดลงจนถึงน้อยมากในการจะพบเจอในผู้ทดสอบรุ่นใหม่แบบพวกผมหรือโอ๊ส มันจึงเป็นที่น่าประหลาดใจเมื่อการทดสอบนักดนตรีของผมแสดงถึงอัญมณี 3 เม็ดในครั้งแรกที่ทดสอบ และการจะพบเจอระดับ 4 ในครั้งแรกเลยนั้นไม่เคยพบเจอมาก่อน มีแต่ว่าพวกเขาจะพัฒนาฝีมือแล้วไปเล่นดนตรีให้เหล่าเทพทั้ง 7 ฟัง เมื่อพวกเขาผ่านถึงจะได้รับอัญมีเม็ดที่ 4 มา และแน่นอนว่า เม็ดที่เหลือก็เช่นเดียวกัน หากแต่เมื่อถึงระดับ 5 ไปแล้วพวกเขาจะสามารถใช้เวทมนต์โดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีก็ได้ หรือสามารถใช้เวทมนต์พื้นฐานหรือเวทมนต์อื่น ๆ นอกเหนือจากท่วงทำนองได้นั่นเอง ซึ่งเวทมนต์เหล่านั้นถูกเรียกว่า “สเปลล์(Spell)” ซึ่งจะคล้ายกับที่พี่เอิร์ธใช้
ไม่นานพี่อ๊อสก็กลับมา ผมยังไม่กล้าที่จะถามว่ามีอะไรคืบหน้าหรือไม่ แต่พี่อ๊อสก็เดินเข้ามากอดผมก่อนจะหันไปกอดโอ๊สอีกคน และทำท่าเหมือนจะเข้าไปกอดพี่เอิร์ธด้วย แต่อีกฝ่ายกลับมองแรงใส่ จนพี่อ๊อสทิ้งตัวนั่งลง พร้อมกับดื่มน้ำส้มคั้นที่พี่เอิร์ธเสกออกมาให้อย่างสบายใจ
“พ่อกับแม่มาที่นี่จริง” พี่อ๊อสพูดทันทีหลังจากวางแก้วน้ำส้มที่ถูกดื่มจนหมด พร้อมกับเริ่มเล่าต่อ “คนที่ชื่อฟานซิสเคยเป็นชาวประมงจริง แต่หลังจากช่วยพ่อแม่พวกเราแล้วเขาก็ได้เหรียญทองคีตจำนวนหนึ่งมาตั้งตัว ฟานซิสไปส่งพ่อกับแม่ที่เกาะหนึ่งไม่ไกลจากที่นี่ มันชื่อเกาะรังมังกร”
“รังมังกร” ผมทวนคำทันทีด้วยแววตาตื่นเต้น
“ใช่มันเป็นเกาะที่มีมังกรอาศัยอยู่” พี่อ๊อสตอบไปตามตรง
“แล้วพ่อกับแม่ของพวกเราไปทำอะไรที่แห่งนั้นละ ไม่ใช่ว่ามังกรเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากและอันตรายมากหรือ” โอ๊สถามอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ
“จากที่ฟานซิสเล่ามา เขาบอกว่าพ่อแม่แค่เอาบางอย่างไปซ่อน และเหมือนจะกลับมาแล้วเดินทางไปฟีเบียร์”
“สงสัยพวกเราคงได้เดินทางไปฟีเบียร์ ฮ่า ๆ แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว” ผมอดไม่ได้ที่จะดีใจกับการที่จะต้องเดินทางไปอีกทวีป ทั้ง ๆ ที่มายด์เองผมก็ยังไปไม่ครบทุกพื้นที่เลย
“ยังเรายังไม่ไปฟีเบียร์เร็ว ๆ นี้หรอกออโต้ เพราะดูเหมือนพวกดยุกอัลเกอร์จะเคลื่อนไหวแล้ว และพวกมันกำลังเดินทางไปเมืองหลวง และพี่ต้องกลับไปทำหน้าที่อัศวินในสงครามครั้งนี้”
“แล้วพ่อแม่ซ่อนอะไรที่รังมังกรละพี่” โอ๊สถามด้วยความสงสัย
“ไม่รู้สิ แต่ว่าพวกเรามีแต่ต้องไปดูด้วยตาเท่านั้น” พี่อ๊อสพูดออกมาลอย ๆ
“อ๊อสอย่าเอา 2 คนนี้ไปเลย เราไปกัน 2 คนดีกว่า” พี่เอิร์ธพูดหน้าตาย
“ก็จริง มังกรมันแข็งแกร่งเกินไป” อ๊อสตอบอย่างเห็นด้วย
“อ่าว แล้วกันทำไมถึงจะไปกันแค่ 2 คน” ผมอดไม่ได้ที่จะถาม
“ก็ของมันแน่อยู่แล้วเพราะพี่ชายสุดหล่อคนนี้เป็นอัศวินคลาส 5 ยังไงล่ะ” พี่อ๊อสพูดออกมาจนพวกผมงงงวย เพราะไม่รู้มาก่อนว่าพี่อ๊อสเป็นคลาส 5 เพราะตอนที่อยู่เมืองหลวงตอน ตอนนั้นยังได้รับการแต่งตั้งยังเป็นคลาส 3 อยู่เลย แล้วไปเลื่อนขั้นตอนไหน แล้วทำไมไม่เคยบอกผมหรือโอ๊สเลย
“ทำไมผมไม่เห็นรู้เลยละพี่” โอ๊สก็อดไม่ได้จะสงสายตาไม่พอใจที่เขาเองก็เพิ่งรู้เรื่องนี้
“ก็มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่ต้องอวดนิ จริง ๆ พี่เลื่อนคลาสตั้งแต่ตอนไปเข้าค่ายแล้ว หลังผสานรวมกับเครื่องดนตรีตอนนั้น แถมพอกลับมาก็เจอคนนอนคิดถึงพี่ชายอยู่ในห้องนอนคนอื่น ก็เลยมัวแต่แกล้งคนนอนหลงห้อง พร้อมกับเจอซันอีก ยังไม่ทันได้อวดพลอยเม็ดที่ 4 กับ ที่ 5 ก็ถูกเพิ่มเป็น 7 เม็ดไปแล้ว มันก็เลยลืมไปเลย ฮ่า ๆ ๆ”
พอถึงจุดนี้ผมก็นึกภาพออกในความทรงจำว่ามันเป็นแบบนั้นจริง ๆ แถมพอนึกถึงวันนั้นหน้าผมก็แดงขึ้นมาจะไม่ให้หน้าแดงได้ไงอยู่ ๆ ก็โดนผู้ชายจูบปาก นี่ก็พยายามคิดให้ไปทางบวกแล้ว แต่มันก็อดคิดถึงช่วงเคลิ้มไปตามอารมณ์ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าผมเปลี่ยนไปชอบผู้ชายหรอก แต่ตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ตื่นเต้นจริง ๆ โดนแกล้งจนน้องชายแข็งตัวแล้วอยู่ ๆ ก็โดนจูบปาก มันก็เลยหลงประเด็นกันไปบ้าง
“ฮ่า ๆ โอ๊สดูออโต้สิอยู่ ๆ หน้าแดง สงสัยกำลังนึกถึงตอนโดนพี่จูบปากทำสัญญาอยู่แน่เลย” อยู่ ๆ ไอ้พี่อ๊อสก็เหมือนอ่านใจได้ขึ้นมา แถมเอามาพูดต่อหน้าคนอื่นสะงั้น อุส่าเงียบแค่พี่ซันรู้คนหนึ่งก็อายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนต่อไหนแล้ว
“สัญญา จูบปาก อะไรทำไมไม่เห็นมีคนบอกผมเลย” โอ๊สที่ได้ยินก็ตกใจพร้อมหันมามองพี่ชายกับผมสลับไปมา
“คำสัญญาของอัศวินนะ” พี่อ๊อสตอบน้องชายไปตามตรง
“ไม่ใช่ว่านิยมจูบที่มือหรอกเหรอ” โอ๊สที่สงสัยขึ้นมาเพราะปกติเขาจูบที่มือกัน
“ฮ่า ๆ ไม่หน้าพูดเลยไอ้โอ๊ส พี่อุส่าจะปล่อยให้ออโต้เข้าใจผิดไปแบบนี้แล้วแท้ ๆ พอดีตอนนั้นจังหวะมันได้นะ ฮ่า ๆ บวกกับอยากแกล้งคนนิดหน่อย”
ผมที่ไม่รู้ว่าจะโกรธหรืออายดีก็ทำได้แต่หันหน้าหนีไปทางอื่น แต่ก็ได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงพี่ชายอีกคนพูดขึ้นมาว่า
“โอ๊สพี่มีคลิปตอนทั้ง 2 คนทำสัญญากันด้วยอย่างฮา” แล้วก็ไม่พูดเปล่าเปิดภาพเคลื่อนไหวที่ไม่รู้ว่าพี่เอิร์ธเอามาจากไหน ให้โอ๊สกับอ๊อสดู ก็ภาพมันเรท NC18+ เพราะมันเป็นภาพผู้ชายแก้ผ้าจูบกันบนเตียง ผมนี่ต้องยกเอาหมอนที่อยู่บนโซฟาขึ้นมาปิดหน้าด้วยความอาย พร้อมกับเสียงหัวเราะขำกันอยู่ 3 คน สักพักก็เหมือนมีคนมานั่งข้าง ๆ พอเงยหน้ามาดูมันคือพี่อ๊อสนั้นเอง
“เอาน่าพี่ไม่ได้อยากล้อเรานะ แค่เอ็นดู แล้วก็อยากให้รู้ว่าวันนั้น มันเป็นการแสดงความรักจากใจจริง ๆ เทพทั้ง 7 ทั้งซัน ทั้งพี่เอิร์ธเขาก็รู้กันหมดอยู่แล้ว แค่เพิ่มโอ๊สไปอีกคนจะเป็นไรไป ยังไงก็พี่น้องกัน” พอพี่อ๊อสพูดมาแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าผมทำใจได้หรือหน้าด้านขึ้นมา ก็ถอนใจไปทีหนึ่งแล้วยิ้มให้ทุกคน แต่ก็โดนหัวเราะใส่อยู่ดี จนผมต้องยกนิ้วกลางให้ทั้ง 3 คน คืนนั้นก็ฉลองย้อมใจผมนิดหน่อยด้วยแอลกอฮอล ก่อนจะพากันสลบหลับไป
เช้าวันถัดมาผมกับโอ๊สพวกเราต้องออกไปฝึกกับสัตว์อสูรระดับต่ำที่อยู่ในป่าหลังบ้านพัก ส่วนพี่ชายทั้ง 2 คน จะบินไปเกาะรังมังกรเพื่อสืบว่าพ่อแม่ของพวกเขาว่าเอาอะไรไปซ่อนไว้ พอผมกับโอ๊สเดินออกมาพ้นเขตบ้านก็มองเห็นสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายเห็ดกระโดดไปมา ตัวมันมีสีขาวดูน่ากิน แต่หัวเห็ดของมันมีสีแดงสด ที่บอกก็รู้ว่าพวกมันมีพิษ ถึงพวกเราทั้ง 2 คนจะอยู่คลาส 3 แต่เครื่องดนตรีพวกเรานั้นคลาส 7 มันจึงสามารถจัดการพวกสัตว์อสูรระดับต่ำถึงสูงได้สบาย แต่ปัญหาของพวกเรา คือทำนองเพลงแห่งคีตา พอเอาเข้าจริงความตื่นเต้นที่จะต่อสู้มันก็ทำให้พวกผมนึกทำนองที่ใช้ต้อสู้ไม่ออกสะงั้น