“พี่ใหญ่” หวังลู่เสียนเรียกเสียงเบาและเริ่มน้ำตาคลอ
“ลู่เสียนนายใจเย็นๆ ก่อน” จ้าวหวังหย่งหายจากอาการตกตะลึงก็เดินเข้าไปตบไหล่เพื่อนเบาๆ
“เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ” หวังอี้ฉือพูดพร้อมกับเดินนำคนทั้งหมดเข้าไปในบ้าน เขาให้คนทั้งหมดนั่งรออยู่ที่โต๊ะรับแขก ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปหยิบของในห้องออกมาวางไว้ตรงหน้าหวังลู่เสียน
หลินถิงถิงยกน้ำออกมาให้ทุกคนดื่มอย่างตื่นเต้น เธอมองหน้าหวังลู่เสียนอีกครั้งและมั่นใจว่าสามีของเธอและผู้ชายคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเธอนี้ต้องเป็นพี่น้องกันอย่างแน่นอน
“นี่...นี่...” หวังลู่เสียนตกใจจนพูดไม่ออก ได้แต่มองของที่วางอยู่ตรงหน้า และมองไปที่หวังอี้ฉือสลับกันไปมา
“ลู่เสียน นายเป็นอะไร” จ้าวหวังหย่งหยิบรูปถ่ายขึ้นมาดูและเห็นข้อความที่อยู่ด้านหลัง ซึ่งเขียนวันเกิดและชื่อที่คุณปู่หวังตั้งให้กับหลานชายคนแรก ก็ทำให้เขาอึ้งจนพูดไม่ออกไปอีกคน
“นี่เป็นของที่ติดตัวผมมาเมื่อตอนยังเด็ก” หวังอี้ฉือพูดขึ้น
“นี่เป็นรูปถ่ายของพ่อกับแม่ครับ ส่วนแหวนวงนี้เป็นแหวนที่คุณยายสั่งทำให้แม่ บนแหวนสลักชื่อย่อของแม่เอาไว้ด้วยครับ” หวังลู่เสียนตอบ
“นายหมายความว่าพี่อี้ฉือเป็นพี่ชายของนายจริงๆ ใช่ไหมลู่เสียน” จ้าวหวังหย่งถามอย่างดีใจแทนเพื่อน
“พ่อเล่าให้ฟังว่าปีนั้นเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในบ้าน และคนสนิทของแม่ได้อุ้มพี่ใหญ่และหยิบรูปถ่ายกับแหวนของแม่หลบหนีออกมา พวกท่านตามหาพี่อย่างเต็มที่นะครับ แต่ก็หาพี่ไม่เจอ” หวังลู่เสียนรีบอธิบาย เพราะไม่อยากให้พี่ชายเข้าใจผิด คิดว่าพ่อกับแม่ไม่ต้องการเขา
“คนสนิทที่ว่าเป็นชายหญิงวัยกลางคนใช่ไหม” หวังอี้ฉือถาม
“ใช่ครับ ว่าแต่พี่รู้ได้ยังไง” หวังลู่เสียนถามกลับ
“ครอบครัวที่เลี้ยงผมมาเล่าให้ผมฟังน่ะ พวกเขาบอกว่าชายหญิงคู่นั้นนอนเสียชีวิตอยู่นอกเมือง แต่เด็กทารกยังมีชีวิตอยู่ และในผ้าห่อตัวของทารกมีรูปถ่ายกับแหวนวงนี้อยู่ในนั้น พวกเขาก็เลยตั้งชื่อให้ผมตามชื่อที่เขียนอยู่ด้านหลังของรูปถ่าย”
“ต้องขอบคุณครอบครัวนี้นะครับที่รับพี่มาดูแล และยังใช้ชื่อนี้ตั้งให้พี่อีก ถ้าพ่อกับแม่รู้ว่าพี่ใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านคงดีใจมาก เสียดายอย่างเดียวที่คุณปู่ไม่มีโอกาสนั้นแล้ว คุณปู่ท่านเสียใจมาก แม้แต่ความหวังสุดท้ายในชีวิตท่านก็อยากจะเห็นหน้าพี่สักครั้ง” หวังลู่เสียนนั่งก้มหน้าลงเพื่อสะกดความเศร้าในใจ
หวังอี้ฉือไม่คิดที่จะพูดถึงเรื่องของครอบครัวหวังให้น้องชายฟัง เขาคิดว่าอดีตมันผ่านไปแล้ว แต่ละคนต้องเดินไปข้างหน้าตามเส้นทางของตัวเอง เขาถือว่าเวลานี้ตัวเขากับคนบ้านนั้นได้ตัดขาดกันไปแล้ว และต่อไปก็จะไม่มีเรื่องอะไรให้มาข้องเกี่ยวกันอีก เขามองหน้าน้องชายของเขาอย่างพิจารณาอีกครั้ง เขาพบว่าหวังลู่เสียนถือเป็นคนหนุ่มที่มีความจริงใจคนหนึ่ง ถึงแม้ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาทั้งคู่จะไม่ได้มีโอกาสเติบโตมาด้วยกัน แต่น้องชายของเขาคนนี้ก็พยายามที่จะตามหาเขา และแสดงความรักความเคารพให้เขาอย่างเต็มที่ ตัวเขาเองก็มีความรู้สึกรักและผูกพันกับน้องชายคนนี้อย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ หรือนี่คือความผูกพันทางสายเลือดที่คนเขามักจะพูดกัน หวังอี้ฉือลุกขึ้นแล้วเดินไปหยุดอยู่ด้านหลังหวังลู่เสียนก่อนที่จะใช้มือตบไหล่เขาเบาๆ
“น้องชาย อย่าเสียใจไปเลย เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้น”
เมื่อได้ยินหวังอี้ฉือเรียกตัวเองว่า ‘น้องชาย’ หวังลู่เสียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่จะลุกขึ้นและหันหลังกลับไปมองหน้าพี่ชายของตัวเองชัดๆ และพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พี่ใหญ่ ผมคิดมาตลอดว่าพี่ยังมีชีวิตอยู่ ผมเชื่ออยู่เสมอว่าจะมีวันนี้ วันที่ครอบครัวของเราได้อยู่กันพร้อมหน้า”
หลินถิงถิงเห็นภาพตรงหน้าแล้วก็ห้ามน้ำตาตัวเองไว้ไม่อยู่ เธอยิ้มทั้งที่น้ำตายังไหลไม่หยุด ภาพตรงหน้าช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจ เธอเห็นว่าหวังลู่เสียนมีความจริงใจให้กับสามีของเธอจากใจจริง เธอจึงภาวนาในใจ ขอให้พ่อกับแม่ที่แท้จริงของสามีจะเป็นคนดีและจริงใจอย่างที่น้องสามีเป็น
“ลู่เสียน ฉันดีใจกับนายจริงๆ นะ ในที่สุดนายก็ได้พบกับพี่ชายของนายแล้ว” จ้าวหวังหย่งเป็นคนพูดขึ้น
“พี่อี้ฉือ ฉันจะไปพาลูกๆ มาหาคุณอาของพวกเขานะคะ” หลินถิงถิงพูดเสร็จก็รีบเดินไปที่ห้องของลูกทั้งสองคน ไม่นานหลินถิงถิงก็จูงมือเด็กทั้งสองคนออกมา
“น้องชาย มาเถอะ ฉันจะแนะนำครอบครัวของฉันให้นายรู้จัก” หวังอี้ฉือพูดกับน้องชายอย่างใจดี
“นี่คือพี่สะใภ้ของนาย”
“สวัสดีครับพี่สะใภ้” หวังลู่เสียนทักทายอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะน้องรอง”
“เรียกผมว่าลู่เสียนก็ได้นะครับ เรียกเหมือนที่พี่สะใภ้เรียกหวังหย่ง ผมว่ามันดูเป็นกันเองดี
“เรียกน้องรองก็ฟังดูสนิทสนมดีเหมือนกันนะคะ” หลินถิงถิงตอบพร้อมกับส่งยิ้มให้น้องสามีอย่างจริงใจ
“อี้เฉิน อิงอิง สวัสดีคุณอาลู่เสียนสิลูก คุณอาลู่เสียนคือน้องชายของพ่อ”
“สวัสดีครับ / สวัสดีค่ะ คุณอา”
“สวัสดีครับเด็กๆ คุณอาเพิ่งจะมาพบพวกหนูเป็นครั้งแรก ยังไม่มีของขวัญมามอบให้ คราวหน้าคุณอาจะเอาของขวัญจากปักกิ่งมาให้ทีหลังนะครับ” หวังลู่เสียนย่อเข่าลงทักทายกับเด็กทั้งสองคน
“คุณอาไม่ต้องเอามาหรอกครับ คุณน้าซื้อขนมจากปักกิ่งมาฝากพวกเราเยอะมากๆ พวกเรายังกินไม่หมดเลยครับ” หวังอี้เฉินพูดอย่างเกรงใจ
“ใช่แล้ว ยังไงคุณน้าก็ดีที่สุดใช่ไหมเด็กๆ” จ้าวหวังหย่งเดินเข้าไปหาเด็กๆ พร้อมกับหันมายักคิ้วให้เพื่อนของตัวเองอย่างเป็นต่อ
“ไม่ต้องเกรงใจอาหรอกครับ” หวังลู่เสียนยิ้มเจื่อน เพราะเขาเพิ่งพบกับเด็กๆ เป็นครั้งแรก ทำให้เขาได้แต่มองจ้าวหวังหย่งทำตัวสนิทสนมกับเด็กๆ ด้วยความอิจฉา
“คุณอาอย่าเสียใจไปเลยนะคะ ถ้าขนมของพวกเราหมดแล้ว หนูจะบอกคุณอาแน่นอนค่ะ” หวังอิงอิงเดินเข้าไปจับมือและปลอบอาของตัวเองหลังจากที่เห็นชายหนุ่มทำหน้าตาไม่มีความสุข
“ขอบคุณนะครับอิงอิง พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ หลานๆ น่ารักมากเลยครับ พ่อกับแม่จะต้องดีใจเป็นสองเท่าแน่ๆ” หวังลู่เสียนพูดอย่างมีความสุข พร้อมกับมองหน้าหลานชายและหลานสาวสลับกันไปมาอย่างไม่วางตา