เทพสงครามมังกรเทวะ

    ข้าสาบาน

    ตัดภาพมาที่เฟยหรงภาพนี้ดุจดังภาพเก่านำมาเล่าใหม่ เวลานี้บนหัวของเขาปรากฏมงกุฏเปลวเพลิงสีแดงฉานพร้อมนั่งกับร่างของชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนบัลลังกือย่างสง่างามและน่ายำเกรง เฟยหรงเมื่อสยบพลังของบัลลังก์ราชันด้วยหอคอยเทพมังกรเสร็จสิ้นก็ยกยิ้มออกมาก่อนที่จะลุกขึ้นจากบัลลังก์ก่อนที่มันจะหายไปพร้อมกับมงกุฏบนหัวของเขาท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทั้งฮั่วมู่หลานและเหล่ยเฟิง

     

    "ระ เร็วเกินไปแล้ว! มันยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยามด้วยซ้ำ!"เหล่ยเฟิงกล่าวขึ้นด้วยความตกตะลึงในใจ เขาว่าการทดสอบบัลลังก์อัสนีชายหนุ่มใช้เวลาเกือบห้าเดือนเขาก็ถือว่ามันเร็วแล้ว แต่พอมาสืบทอดบัลลังก์เปลวเพลิงเฟยหรงกลับเร็วยิ่งกว่าเดิมเสียอีกแถมเร็วในระดับสัตว์ประหลาดอีกด้วย

     

    "ขะ ข้าว่าผู้ถือครองบัลลังก์ของพวกเราไม่ธรรมดาเสียแล้ว"ฮั่วมู่หลานกล่าวขึ้นอย่างขบขัน แม้นางจะตกตะลึงในใจแต่กลับภาคภูมิใจที่ผู้สืบทอดรุ่นต่อไปจะเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงส่งเช่นนี้

     

    "พวกท่านทั้งสองกล่าวชมเกินไปขอรับหากไม่มีเจ้านี่คอยช่วยไหนเลยข้าจะสยบมันได้ง่ายดายเช่นนี้"เฟยหรงมองที่ไปมือของเขาที่ปรากฏหอคอยสีทองมีมังกรพันรอบตัวอาคารงดงามตระการตาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

     

    "สมบัติระดับพระเจ้า!!"ทั้งสองอุทานพร้อมกันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว พร้อมจ้องมองไปที่หอคอยเทพมังกรเป็นตาเดียว เฟยหรงไม่ได้กล่าวอะไรเขาเพียงพยักหน้ารับอย่างภาคภูมิใจเท่านั้น

     

    "เท่านี้ข้าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าถึงได้สยบบัลลังก์ง่ายดายนัก คิดไม่ถึงว่าจะมีของดีขนาดนี้ติดตัวอยู่ เอาละในเมื่อเจ้าทำสำเร็จแล้วก็ถึงเวลาที่กล่าวลากันเสียที ข้าและมู่หลานอยากจะไปคุยกันเป็นการส่วนตัวแล้ว เจ้าหนูอย่าทำให้ชื่อของเจ้าบัลลังก์ราชันแห่งอัสนีและเปลวเพลิงเสื่อมเสียละ ไม่เช่นนั้นข้าจะมาเป็นผีหรอกเจ้าทุกวันทุกคืน!"เหล่ยเฟิงกล่าว

     

    "หุหุ ลาก่อนเด็กน้อย คราวนี้ได้เวลาลาของจริงแล้วขอบใจนะที่พาเจ้าผู้ชายซื่อบื้อนี่มาส่งให้ข้า นับจากนี้พวกข้าก็จะได้พักผ่อนกันจริงเสียที"ฮั่วมู่หลานกล่าว

     

    "ขอให้โชคดีผู้สืบทอดแห่งเรา"ทั้งสองกล่าวพร้อมกันก่อนที่จะค่อยๆโอบกอดกันเอาไว้และกลายเป็นแสงหายไปต่อหน้าต่อตาของเฟยหรง

     

    "ฟุ๊บ"

     

    เด็กหนุ่มคุกเข่าลงมองไปที่แสงที่กำลังสลายหายไปด้วยแววตาเคารพนับถือจากใจก่อนที่จะกล่าวปฏิญานตนออกมา "ขอให้พวกท่านมีความสุขนะขอรับ ทางนี้ไม่ต้องห่วง ข้าจะทำให้ชื่อเจ้าแห่งบัลลังก์ราชันทั้งสองกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อาจลืมเลือน ข้าขอสัญญาและสาบาน"

     

    เมื่อแสงของทั้งสองสลายหายไปเฟยหรงยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นสามวันสามคืน จนในที่สุดในเช้าของวันที่สี่เด็กหนุ่มก็เดินออกมาจากถ้ำแต่กลับเจอเข้าไปทหารมากมายที่กำลังสำรวจป่าไม้ที่โดนเผาทำลายอยู่ และแน่นอนเมื่อชายหนุ่มออกมาด้วยป่าไม้ที่ถูกเผาทำลายจนหมดสิ้นแล้วไม่มีอะไรที่ไหนที่จะซ่อนตัวของเขาได้อีกแล้ว สายตานับพันของเหล่าทหารจับจ้องมาที่เฟยหรงพร้อมกับค่อยๆเคลื่อนกายเข้ามาใกล้ๆจนทำให้เฟยหรงถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

     

    "เหอะๆทหารนับพันให้ข้าสังหารพวกเขาทั้งหมดคงจะโหดร้ายไปหน่อย ตามน้ำไปก่อนแล้วกันหากพวกมันทำอะไรไม่สบอารมณ์ค่อยสังหารมังก็ยังไม่สาย"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมทั้งยืนประจันหน้ากับเหล่าทหารแห้งอาณาจักรเปลวเพลิงอย่างไม่หวั่นกลัวก่อนที่จะมีหญิงสาวผมสีแดงอาภรณ์แดงลักษณะคล้ายๆฮั่วมู่หลานโผล่ออกมาก่อนที่จะยืนเท้าเอวมองไปที่เฟยหรงด้วยแววตาประหลาดใจ

     

    "เจ้าน่ะมันเกิดอะไรขึ้นกับป่านี้กัน เจ้ารู้หรือไม่!"นางกล่าวถามออกมาเช่นนั้นเฟยหรงที่เห็นก็พลันแสดงละครออกมาในทันที

     

    "เมื่อวันก่อนมีผู้ฝึกตนที่ทรงพลังสี่คนมาที่นี่ขอรับ พวกเขาสู้กันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ผู้ฝึกตนคนหนึ่งจะหนีไปได้ทำให้อีกสามคนรู้สึกโมโหมากจึงเผาป่านี้จนวอดวาย ตอนนั้นข้าเองก็หนีเอาตัวรอดจนถึงถ้ำนี้จึงรอดมาได้ขอรับไม่เช่นนั้นข้าคงตายไปแล้วเป้นแน่"เฟยหรงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว การแสดงของเขานับว่าแนบเนียนจนหญิงสาวเบื้องหน้าไม่อาจที่จะจับได้เลยแม้แต่น้อยว่าเขาโกหก

     

    แถมนางยังเชื่อเฟยหรงอย่างสุดซึ้งอีกต่างหากก่อนที่จะถอนหายใจออกมาและกล่าวอีกครั้ง "เช่นนั้นเจ้ามาทำอะไรในที่แห่งนี้หรือ แถมนี้เป็นป่าหนาทึบไม่น่าจะมีอะไรให้คนเข้ามาด้านในนี่"

     

    "เรียนท่านหญิง ข้าพึ่งมาจากอาณาจักรอัสนีขอรับและการจะเดินทางไปเมืองหลวงให้เร็วที่สุดดังนั้นจึงเลือกมาทางป่ารกทึบแห่งนี้"เฟยหรงกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมกับก้มหัวให้นาง

     

    "งั้นหรือ เช่นนั้นเจ้าก็ไปกับพวกเราเถิดพวกเรากำลังจะกลับเมืองหลวงอยู่พอดี"นางเสนอแนะ มีหรือเฟยหรงจะปฏิเสธให้ถูกสงสัยเขารีบตอบรับในทันทีและเดินตามหญิงสาวและกองทหารไป แม้การเดินทางครั้งนี้จะมีคนคัดค้านไม่ให้เขาไปด้วยก็ตามแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาวพวกเขาก็ไม่อาจที่จะขัดใจนางได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นพวกทหารจึงจำใจให้เฟยหรงติดตามไปด้วยเช่นนั้นต่อไป

     

    เฟยหรง หญิงสาวและเหล่าทหารออกเดินทางกันเป็นระยะเวลานานถึงเจ็ดวัน ในเจ็ดวันนี้เฟยหรงได้รู้อะไรมากมายเกี่ยวกับเมืองนี้และเกี่ยวกับตัวของนาง หญิงสาวคนนี้ชื่อฮั่วหลิงหลิงโดยศักดิ์แล้วนางเป็นเจ้าหญิงของอาณาจักรเปลวเพลิงแห่งนี้แต่กลับชื่นชอบในการท่องเที่ยวเอามากๆและในเวลานี้นางเองก็กำลังอยู่ในระหว่างการท่องเที่ยวอยู่ ส่วนเรื่องของอาณาจักรเปลวเพลิงนั่นมันคืออาณาจักรที่มีเขตติดต่อระหว่างทวีปเทียนเหล่ยและทวีประดับสูงอีกทั้งยังเป็นพันธมิตรทั้งของทวีปนี้อีกด้วยและคนที่ปกครองทวีปนี้อยู่ก็คือราชวงศ์ฮัั่วนั่นเอง

     

    ขบวนของเจ้าหญิงอาณาจักรเปลวเพลิงใช้เวลาเดินทางสิบห้าวันในที่สุดก็มาถึงฮาณาจักรเปลวเพลิงได้ในที่สุด และเมื่อมาถึงแล้วเฟยหรงก็ลงจากรถม้าก่อนที่เขาจะทำความเคารพหญิงสาวอย่างจริงใจ

     

    "ขอบคุณเจ้าหญิงมากขอรับที่ให้ข้าติดรถม้ามาด้วย"

     

    "หุหุ ไม่ต้องขอบคุณให้มากความเมืองแห่งนี้ยินดีต้อนรับผู้มาเยื่อนเสมอ ดังนั้นจากนี้ไปก็ขอยินดีต้อนรับเจ้าเข้าสู่อาณาจักรเปลวลเพลิงอย่างเป็นทางการนะ"หญิงสาวกล่าวขึ้นจากบนรถม้า ก่อนที่รถม้านั่นจะเคลื่อนตัวผ่านเฟยหรงไป

     

    "ช่างเป็นหญิงสาวที่มีจิตใจดีงามจริงๆแต่นางเชื่อคนง่ายไปหน่อย"เมื่อรถม้าออกไปแล้ว เฟยหรงกล่าวออกมาพร้อมถอนหายใจก่อนที่จะเริ่มเดินสำรวจอาณาจักรเปลวเพลิง

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน