บทที่ 36 แบบนี้ก็ดีแล้ว (รีไรต์)
เรือนด้านหลังของจวนตระกูลอู๋ในเช้านี้วุ่นวายยิ่งนัก อู๋ฮูหยินและธิดาแท้ ๆ ทั้งสอง เริ่มแต่งตัวกันอย่างพิถีพิถันตั้งแต่เช้าตรู่ อู๋จิ้งชูลองชุดในตู้เสื้อผ้าเกือบทั้งหมด บนโต๊ะเครื่องแป้งก็เต็มไปด้วยปิ่นปักผมและเครื่องประดับ
อู๋ฮูหยินเก็บของเสร็จแล้ว จึงเข้าไปในเรือนของธิดา เมื่อเห็นว่านางแต่งตัวงดงามและยั่วยวน ก็ขมวดคิ้วแน่นเป็นปม “จวนโหวยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์อยู่ พวกเราไปเยี่ยมเยียนจะแต่งตัวหรูหรากันจนเกินงามไม่ได้”
อู๋จิ้งชูได้ยินดังนั้นก็ใจหายวาบ “แต่ชุดสีอ่อน ๆ พวกนั้นไม่สวยเลย หากคุณชายเซียวเห็นแล้วไม่ชอบจะทำเช่นไรเล่า?”
อู๋ฮูหยินคุ้ยหาในกองชุดของนาง ก่อนจะหยิบชุดสีกลีบบัวที่ดูเรียบง่ายออกมา “วันนี้จะได้พบคุณชายเซียวหรือไม่ก็ไม่ยังไม่แน่เลย สำคัญคือต้องให้โหวฮูหยินชอบใจ เข้าใจหรือไม่?”
อู๋จิ้งชูพยักหน้า “ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ของที่เตรียมให้โหวฮูหยินพร้อมแล้วหรือยัง”
“พร้อมแล้วเจ้าค่ะ” อู๋จิ้งชูกล่าวตอบ พร้อมหยิบถุงมือกันหนาวที่ทำขึ้นอย่างปราณีตออกมา “ท่านแม่ดูสิเจ้าคะ”
อู๋ฮูหยินรับมาแล้วก้มลงดู เห็นถุงมือกันหนาวเย็บด้วยฝีเข็มละเอียด ลวดลายสีสันกลมกลืนกัน โดยเฉพาะขอบปากถุงประดับด้วยไข่มุกวงหนึ่ง ทำให้ถุงมือกันหนาวทั้งดูเรียบง่ายและหรูหราไปในคราเดียวกัน
“อืม ดีนัก” อู๋ฮูหยินจับมืออู๋จิ้งชูด้วยรอยยิ้ม “วันนี้เจ้าต้องทำตัวให้ดี เจ้าย่อมวางใจได้ว่าข้าจะทำให้เจ้าได้ในสิ่งที่เจ้าต้องการอย่างแน่นอน”
อู๋จิ้งชูได้ยินคำของมารดา ในหัวก็ผุดภาพใบหน้างามดุจหยกของเซียวอวี้เฉินขึ้นมาโดยพลัน ทำให้ใบหน้าของนางแดงก่ำในทันที อู๋ฮูหยินเห็นท่าทีเช่นนั้นของนางก็หัวเราะตาม
ธิดาของนาง ย่อมได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
ฝ่ายอู๋จิ้งอวิ๋นนั้นค่อนข้างสงบเงียบ ทานอาหารเช้าเสร็จก็แต่งตัวเรียบง่าย ก่อนจะพาซิ่งเอ๋อร์ไปยังเรือนของอู๋ฮูหยิน
ซิ่งเอ๋อร์เห็นนางแต่งกายเรียบง่าย ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าว “คุณหนู แม้จวนโหวจะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แต่คุณหนูก็ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเรียบง่ายเช่นนี้นะเจ้าคะ”ซึ่งบนศีรษะของนางมีเพียงปิ่นปักผมชิ้นเดียว
อู๋จิ้งอวิ๋นได้ยินคำพูดของนางก็ไม่ได้หยุดฝีเท้า “ที่ข้าไม่แต่งตัวไม่ใช่เพราะจวนโหวไว้ทุกข์หรอก”
“ต่อให้คุณหนูจะอยากถอนหมั้นกับคุณชายเซียว แต่ก็ไม่ควรไม่ใส่ใจรูปลักษณ์ของตัวเองแบบนี้นะเจ้าคะ!” ซิ่งเอ๋อร์ไม่เข้าใจความคิดของนางแม้แต่น้อย คุณชายเซียวรูปงามถึงเพียงนั้น ฐานะของครอบครัวก็ดี เหตุใดคุณหนูของนางถึงอยากจะถอนหมั้นกับคุณชายเซียวนักหนา?
อู๋จิ้งอวิ๋นไม่สนใจคำพูดของซิ่งเอ๋อร์ นางเดินตรงไปยังเรือนของอู๋ฮูหยิน ไม่มีผู้ใดในจวนโหวที่คู่ควรให้นางแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน
เมื่อมาถึงเรือนของอู๋ฮูหยิน ทันทีที่อู๋ฮูหยินเห็นการแต่งกายของนางก็คลายความกังวลลง แม้นางจะเป็นมารดาแท้ ๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธว่ารูปโฉมของอู๋จิ้งอวิ๋นนั้นงดงามกว่าธิดาทั้งสองของนาง แต่เดิมนางยังเกรงว่าการแต่งกายของอู๋จิ้งอวิ๋นในวันนี้จะเหนือกว่าธิดาของนาง ทว่านางเองก็ไม่คาดคิดว่าอู๋จิ้งอวิ๋นจะแต่งตัวเรียบง่ายถึงเพียงนี้
อู๋ฮูหยินหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ อู๋จิ้งอวิ๋นคงแต่งตัวแบบนี้เพราะจวนโหวกำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องทุกข์ร้อนใด ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวราวกับเพิ่งมีคนตายไปหยก ๆ
ทว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว
“ในเมื่อพร้อมกันแล้ว เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
อู๋ฮูหยินเดินนำออกไปด้านนอก อู๋จิ้งชูและอู๋จิ้งหย่าเดินตามติดไปด้านหลัง ส่วนอู๋จิ้งอวิ๋นเดินตามหลังสุด
อู๋จิ้งอวิ๋นย่อมรู้ดีถึงความปรารถนาในการไปจวนโหวของอู๋ฮูหยินในวันนี้ นางเพียงต้องการให้โหวฮูหยินได้ยลโฉมอู๋จิ้งชู เพื่อให้เป็นที่โปรดปราน และเป็นการปูทางให้ธิดาของนาง ทว่าอู๋จิ้งอวิ๋นเองก็ยินดีที่จะช่วยเหลือพวกเขา
จากจวนตระกูลอู๋ถึงจวนโหวไม่ห่างไกลกันมากนัก รถม้าวิ่งราวหนึ่งเค่อกว่า ๆ ก็ถึงแล้ว เมื่อรถจอดลงที่หน้าประตูจวนโหว อู๋จิ้งชูเปิดม่านหน้าต่างรถมองออกไปก่อน พอดีกับที่เซียวอวี้เฉินเดินออกมาจากด้านใน
ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยก ทีท่าสดใสดั่งสายลมและจันทราทอแสง ทั้งตัวร่างสาดแสงส่องเข้าสู่หัวใจของอู๋จิ้งชู นางพลันหลงลืมทุกสิ่งไปชั่วขณะ และเพ่งมองเขาด้วยความหลงใหล
เซียวอวี้เฉินรู้สึกถึงสายตาอันร้อนแรงของนาง เขาขมวดคิ้วแล้วมองกลับมา ท่าที่เช่นนี้ทำให้หัวใจของอู๋จิ้งชูแทบจะหลุดจากอก ทว่าเขาเหลือบมองนางเพียงแวบเดียว ก่อนจะยกชายเสื้อแล้วขึ้นรถม้าไป อู๋จิ้งชูรู้สึกทั้งผิดหวังและดีใจ หัวใจของนางไม่นิ่งสงบเลย
อู๋จิ้งอวิ๋นก็เห็นเซียวอวี้เฉินเช่นกัน แม้ในใจจะยังมีความเจ็บอยู่บ้าง ทว่ามันก็ชาชินกว่าเดิมไปมากแล้ว นางเชื่อว่าอีกไม่นาน เมื่อนางได้พบเจอคนผู้นี้อีกครั้ง ถึงยามนั้นก็คงเป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
เมื่อชุ่ยจู้เห็นรถม้าของจวนตระกูลอู๋มาถึง นางก็เดินไปยังเบื้องหน้าของรถม้าคันแรกด้วยรอยยิ้ม อู๋ฮูหยินเองก็เปิดม่านรถม้าด้วยรอยยิ้ม ชุ่ยจู้เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวพร้อมคำนับ “ขอต้อนรับอู๋ฮูหยิน ฮูหยินของข้ารอท่านอยู่ตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ”
อู๋ฮูหยินรู้ว่านางคือสาวรับใช้ใหญ่ข้างกายถังซูอี๋ จึงยิ้มตอบ “ฮูหยินของเจ้าสบายดีหรือไม่?”
“สบายดีเจ้าค่ะ วานนี้ได้รับหนังสือขอเข้าพบจากท่าน เป็นเรื่องน่ายินดีมากเลยเจ้าค่ะ”
อู๋ฮูหยินได้เยินเช่นนั้นใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แล้วตามหลังชุ่ยจู้เข้าประตูใหญ่ของจวน ก่อนจะขึ้นเกี้ยวที่เตรียมรับรองไว้ล่วงหน้า อู๋จิ้งอวิ๋นและน้องสาวทั้งสองก็ขึ้นเกี้ยวตามไปด้วย
โหวหย่งหนิงเป็นตำแหน่งขุนนางขั้นสูงสุด เช่นนั้นจวนของเขาย่อมใหญ่โตโอฬารตามธรรมเนียม จากประตูใหญ่ด้านหน้าจวนถึงเรือนซื่ออานอันเงียบสงบของถังซูอี๋ ใช้เวลาเดินเท้าเกือบหนึ่งเค่อ ระหว่างทางเต็มไปด้วยศาลา หอคอย สระน้ำ ศาลาริมน้ำ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความโอ่อ่าและปราณีต
แม้แต่อู๋ฮูหยินผู้มีความรู้ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความงามของจวนแห่งนี้ แน่นอนว่าสิ่งนี้ยังแสดงถึงความมั่งคั่งของจวนด้วย หากไม่มีเงินแล้วจะบันดาลสิ่งเหล่านี้ได้เช่นไร?
ส่วนสองพี่น้องอู๋จิ้งชูและอู๋จิ้งหย่าต่างก็อิจฉายิ่งนัก โดยเฉพาะอู๋จิ้งชู เมื่อนึกถึงว่าในภายภาคหน้านางจะได้เป็นฮูหยินของจวนแห่งนี้ หัวใจของนางแทบจะลอยขึ้นไปบนฟ้า
อู๋จิ้งอวิ๋นมองบรรยากาศรอบ ๆ จวน ราวกับว่าทุกอย่างยังคงเป็นดั่งชาติก่อน ครั้งหนึ่งนางเคยเป็นเจ้าของที่นี่ ทว่ายามนี้นางไม่รู้สึกว่ามันดีเลยสักนิด กลับรู้สึกอึดอัดและเหนื่อยใจอยู่ทุกวัน
ชาตินี้นางไม่อยากใช้ชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว เมื่อนึกถึงวันเก่า ๆ นางยังรู้สึกอึดอัดอยู่ในอก
ในไม่ช้า เกี้ยวก็หยุดลงที่หน้าประตูเรือนซื่ออาน คนในตระกูลอู๋ลงจากเกี้ยว แล้วเดินตามหลังชุ่ยจู้เข้าไป เพียงก้าวเข้ามาก็เห็นโหวฮูหยินอยู่ใต้ชายเรือนอย่างอย่างสง่างาม ยิ้มให้พวกนาง
ผิวขาวไร้รอยตำหนิ คิ้วโค้งดั่งเทือกเขา ดวงตาเรียวเล็กคล้ายผลท้อ รอยยิ้มหวานซึ้ง จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงระเรื่อโค้งขึ้นเล็กน้อย วันนี้นางสวมชุดกระโปรงแขนกว้างสีม่วงเข้ม สวมมวยผมรูปดอกโบตันประดับด้วยปิ่นผมทองคำและหยก ช่างเป็นสตรีที่สง่างามยิ่งนัก
อู๋ฮูหยินอดไม่ได้ที่ชื่นชมอยู่ในใจ คุณชายเซียวจะมีรูปโฉมงดงามถึงเพียงนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ดูจากรูปโฉมและท่วงท่าของโหวฮูหยินก็เป็นที่ประจักษ์ได้แล้ว
“คาราวะโหวฮูหยิน” อู๋ฮูหยินพาธิดาทั้งสามคนคำนับถังซูอี๋ นางเป็นฮูหยินขั้นสี่ ส่วนถังซูอี๋เป็นฮูหยินขั้นหนึ่ง จึงเป็นธรรมดาที่นางต้องคำนับก่อน
ถังซูอี๋ไม่ได้ต้องการให้นางคำนับจริง ๆ อู๋ฮูหยินพียงแค่โค้งตัวเล็กน้อย ถังซูอี๋ก็เดินเข้าไปประคองตัวนางขึ้น จากนั้นก็เอ่ยปากชมธิดาทั้งสามของตระกูลอู๋ไม่ขาดสาย
เมื่อเข้ามาในห้องโถงและนั่งลงตามลำดับแล้ว ถังซูอี๋ก็เรียกอู๋จิ้ง
อวิ๋นมานั่งข้าง ๆ เพื่อไถ่ถามถึงอาการป่วยของนาง อู๋จิ้งอวิ๋นตอบด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณที่เป็นห่วง ข้าหายดีแล้ว”
แต่ตอนนั้นอู๋ฮูหยินกลับกล่าวแทรกขึ้น “จิ้งอวิ๋นของข้าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก หลังจากตกน้ำครั้งก่อน ก็ยิ่งป่วยโน่นเจ็บนี่อยู่บ่อยครั้ง ทำเอาข้าเป็นห่วงจริง ๆ”
ถังซูอี๋ได้ยินคำพูดของนาง สายตาก็ลดลงเล็กน้อย จากนั้นก็จับมือของอู๋จิ้งอวิ๋นเอาไว้ “สตรีเยี่ยงเรามักจะมีร่างกายอ่อนแอ จำต้องบำรุงให้มากเสียหน่อย แล้วก็ต้องรักษาอารมณ์ให้ดีด้วย
ตัวข้าเองก็เคยคิดถึงเรื่องเก่า ๆ อยู่บ่อยครั้ง ยิ่งคิดอารมณ์ก็ยิ่งแย่ ร่างกายก็ไม่ค่อยสบาย เมื่อคิดได้ในภายหลัง เรื่องที่ผ่านมาไม่ว่าดีหรือร้ายก็ให้มันผ่านไป หากข้าคิดถึงมันทุกวัน เช่นนั้นก็จะทำให้ตัวเองแย่ลงเรื่อย ๆ เลยเลิกคิดเสีย ยามนี้ต้องมองไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว เพียงเท่านี้ร่างกายก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว”