ยุทธวิธีไต่เต้าสู่ความโปรดปรานของนางสนม

    บทที่ 46 อันตราย

    เมื่อเทียบกับความวุ่นวายในเมืองหลวงสภาพของอิ้นถังและคนอื่นๆที่อยู่ห่างออกไปทางเจียงหนานกลับย่ำแย่และน่าสังเวชยิ่งกว่า

            ยามนั้น องค์ชายสี่และองค์ชายเก้าพาคนเพียงไม่กี่คนฝ่าวงล้อมเข้าไปในป่าแม้ว่าพวกเขาจะหนีพ้นอันตรายไปได้ แต่ต่างคนต่างก็ได้รับบาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้างหากจะบอกว่าปลอดภัยไร้กังวลแล้วมิสู้บอกว่าใครเล่าจะรับประกันได้ว่าพวกเขาจะสามารถออกไปจากป่าแห่งนี้ได้อย่างราบรื่น

            พวกเขาเดินทางผ่านป่าอย่างทุลักทุเล ตลอดทางถูกศัตรูไล่ล่าอย่างกระชั้นชิดสถานการณ์คับขันเข้ามาทุกขณะ แต่ยังโชคดีที่พวกเขาพากันหลบผู้ไล่ล่าได้ทันเวลา จึงไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเพิ่มแต่เพราะเหตุนี้เองพวกเขาจึงตระหนักได้ว่าไม่สามารถเดินทางกลับได้ทำได้เพียงเดินไปข้างหน้า หรือรอให้ความช่วยเหลือมาถึงเท่านั้น

            “องค์ชายให้กระหม่อมช่วยพันแผลเหล่านี้ก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หลินชูจิ่วมองบาดแผลบนแขนขององค์ชายเก้าที่พันเอาไว้อย่างลวกๆทั้งยังมีเลือดไหลซึมออกมา

            ในเวลานี้เขาไม่รู้จะขอบคุณหว่านซีอย่างไรได้ที่นางส่งยามาให้ยิ่งรู้สึกโชคดีมากขึ้นไปอีกที่เขาแบกถุงยาใบนี้ติดตัวมาด้วย ไม่ฉะนั้นคนครึ่งหนึ่งคงตายไปเสียก่อนที่ความช่วยเหลือจะมาถึงเป็นแน่

            "ไม่เป็นไร พวกนี้เป็นเพียงบาดแผลเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องใช้ยา เก็บไว้ให้พี่น้องที่บาดเจ็บหนักดีกว่า!"แม้ว่าอิ้นถังจะเป็นองค์ชายแต่เพราะเขาทำการค้าไปด้วย จึงทำให้ผ่อนคลายไม่ถือตัวดังเช่นองค์ชายองค์อื่นทั้งยังโปรดการพบปะผู้คน และด้วยนิสัยที่ให้ความสำคัญกับน้ำใจไมตรีจึงทำให้เขามีนิสัยดูแลคนของตนเองเป็นอย่างดี

            "แต่..." หลินชูจิ่วอยากจะแย้งแต่เมื่อเห็นสายตาตักเตือนของผู้เป็นนายและเห็นสายตาซาบซึ้งของเหล่าองครักษ์ที่ได้รับบาดเจ็บที่มองอิ้นถังแล้วเขาก็ได้แต่กลืนคำพูดนั้นลงไปเสีย “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            อิ้นเจินนั่งอยู่ด้านข้างยามนี้องค์ชายสี่ไร้ท่วงท่าสง่างามหรือสูงส่งเย็นชาดั่งที่เคยอาภรณ์ที่สวมใส่ขาดวิ่น ร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำน้อยใหญ่สภาพโดยรวมยังย่ำแย่กว่าอิ้นถังเสียอีก

            อิ้นถังที่ได้อีกฝ่ายคุ้มกันมาตลอดทางไม่ได้พูดถึงสภาพน่าสังเวชของเขาแต่ในใจนั้นซาบซึ้งกับสิ่งที่พี่ชายทำให้อย่างแท้จริง “พี่สี่พักกันที่นี่เสียก่อนเถิด คนที่ต้องรักษาก็จะได้รักษาคนที่เหลือก็จะได้พักผ่อนบ้าง”

            องค์ชายสี่เหลียวมองรอบกาย เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าของคนอื่นๆมอบตอบกลับมาจึงพยักหน้า “จัดเวรยามสองคนเฝ้าระวัง คนอื่นพักได้”

            "รับทราบ" นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่องครักษ์ทั้งหลายต้องพบกับเหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งเจ้านายเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา คอยดูแลเอาใจใส่บาดแผลของพวกเขาด้วยยิ่งทำให้บรรดาองครักษ์ต่างพร้อมใจอุทิศตนมากขึ้นถึงขีดสุด

            อิ้นถังมองขวดยาต่างๆ ในกระเป๋าของหลินชูจิ่ว และอดไม่ได้ที่จะคิดถึงหว่านซีที่อยู่ห่างไกลในเมืองหลวงเขาขอให้นางเขียนจดหมายตอบกลับทุกวัน นางไม่เพียงเขียนจดหมายมาหาเขาแต่ทุกครั้งยังแนบสิ่งของต่างๆ มาพร้อมกันด้วย ข้าวของและยาเหล่านี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเขาได้รับก่อนออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป

            ในตอนแรกเขายังขบขันที่นางทำเรื่องไม่จำเป็นพวกนี้มาอยู่เรื่อยๆ แต่ตอนนี้สิ่งที่ไม่จำเป็นเหล่านี้กลับกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายคอยยื้อชีวิตพวกเขาเอาไว้

            "น้องเก้าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานเราจะได้กลับไปอย่างแน่นอน"เห็นอิ้นถังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างนั้นอิ้นเจินก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปตบไหล่อีกฝ่ายเพื่อปลอบโยน

            "ท่านวางใจเถอะ!ข้าไม่เป็นไร" อิ้นถังไม่อาจพูดได้ว่าเขากำลังคิดถึงหว่านซีและบุตรชายที่อยู่ห่างไกลในเมืองหลวงจึงได้แต่ยิ้มบางๆ และไม่พูดสิ่งใดต่อ

            "อืม" อิ้นเจินเองก็ไม่ได้คาดคั้นต่อ ยามนี้สถานการณ์ตึงเครียดทุกคนล้วนแต่กังวลกับการเอาชีวิตรอด เพียงแค่รอดไปได้ก็ถือว่าโชคดีแล้วใครจะยังมีเวลาสนใจเรื่องอื่นอีก

            อิ้นถังเอนกายพิงลำต้นของต้นไม้นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าองครักษ์หลวงจะมาตามหาพวกเขาเจอได้เมื่อไหร่เมื่อเขาและพี่สี่ถูกลอบสังหาร ไม่ว่าอย่างไรฮ่องเต้ก็จะต้องส่งคนมาช่วยอย่างแน่นอนปัญหาคือจะส่งมาถึงเมื่อใด หรือคนที่ส่งคนมาลอบสังหารเขาจะยอมปล่อยคนเหล่านั้นมาช่วยได้จริงๆหรือ

            คนที่กล้าส่งนักรบเดนตายมาลอบสังหารพวกเขา คิดดูแล้วก็มีไม่กี่คนเท่านั้นและคนเหล่านี้ถ้าลงมือแล้วแน่นอนว่าย่อมไม่อยากให้พวกเขามีชีวิตรอดกลับมาดังนั้นหากจะฝากความหวังให้ฮ่องเต้ส่งคนมาช่วย ไม่สู้คาดหวังให้เจียวเจียวของเขาสื่อใจถึงเขาในยามนี้เสียยังดีกว่า

            “องค์ชายสี่องค์ชายเก้า มีคนกำลังมา รีบหลบก่อนพ่ะย่ะค่ะ!”

            เวรยามระวังภัยรีบส่งสัญญาณเตือนมา ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นรีบลุกขึ้นทันทีอิ้นเจินกวาดสายตามองปราดเดียวทุกคนต่างเก็บกวาดพื้นที่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วก่อนรีบเข้ากำบังตนตามจุดต่างๆโดยพรางตัวให้แนบเนียนที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาอีก

            ผ่านไปเพียงอึดใจเดียวหลังจากที่ซ่อนตัวเสร็จเรียบร้อยชายชุดดำกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นในป่าลักษณะการแต่งกายของพวกเขาคือกลุ่มเดียวกับที่ตามไล่ล่ากลุ่มของอิ้นถังมาตลอดทางผู้คนกลุ่มนั้นมีอยู่ประมาณสามสิบคน ท่าทางปราดเปรียวเก่งกาจหากต้องเผชิญหน้ากันจริงๆ กลุ่มขององค์ชายก็คงไม่อาจต้านทานได้

            ทันทีที่เห็นคนกลุ่มนั้นหยุดฝีเท้าองครักษ์และองค์ชายทั้งสองที่ซ่อนตัวอยู่ก็พลันกลั้นลมหายใจยืนนิ่งไม่ไหวติง

            “เจ้าสาม เจ้าว่าพื้นที่ก็มีอยู่เพียงเท่านี้แล้วเหตุใดจึงมีแต่กลุ่มคนวิ่งพล่านไปมาสี่ห้ากลุ่มกันนะ หากเจอกันเข้าใครจะเป็นฝ่ายโชคร้ายกันแน่!” ชายชุดดำร่างใหญ่ผู้หนึ่งเอ่ย น้ำเสียงกังวลใจ

            “ถึงอย่างนั้นก็เถอะพี่รองก็รู้ว่าเราทำอะไรไม่ได้แล้ว องค์ชายบอกว่าหากเรื่องนี้สำเร็จพวกเรารอดล้มเหลวพวกเราก็ตาย” คนที่ถูกเรียกว่าเจ้าสามถอนหายใจเฮือกใหญ่

            “อย่างที่เจ้าว่านั่นล่ะ พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว”คนที่เป็นพี่รองเองก็ถอนหายใจยาวสีหน้าหมดหนทางเช่นเดียวกัน

            ชายที่ถูกเรียกว่าเจ้าสามนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนมองไปโดยรอบแล้วก้มลงพินิจดูรอยเท้าบนพื้น เอ่ยว่า “พี่รอง รอยเท้าบนพื้นนี้ยังใหม่อยู่ดูเหมือนจะมีคนอยู่ที่นี่เมื่อไม่นานมานี้ พวกเรารีบตามไปเถอะ”

            กลุ่มคนที่เดินวนเวียนสำรวจโดยรอบเมื่อได้ยินเสียงเจ้าสามพูดดังนั้นก็พากันเดินตามรอยเท้าที่ถูกสร้างขึ้นไปอีกทางหนึ่งทันที

            เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้จากไปอย่างรวดเร็วประดุจขามาองค์ชายสี่และองค์ชายเก้าก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง รออีกสักพักก็เห็นพวกเขากลับมาองค์ชายทั้งคู่พลันเผยรอยยิ้มเย็นยะเยือกขึ้นมาทันควัน

            “เจ้าสามไม่เห็นมีคนเลย!” พี่รองพูดด้วยความผิดหวัง

            “ดูเหมือนว่าเขาจะหนีไปแล้วเรารีบไล่ตามไปเถอะ”

            ครั้งนี้กลุ่มคนพวกนั้นไม่ได้กลับมาอีก องค์ชายสี่และองค์ชายเก้าต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะรีบเปลี่ยนทิศทางหนีอย่างรวดเร็วครั้งนี้พวกเขาต่างระมัดระวังตัวไม่ให้ทิ้งร่องรอยเอาไว้เหมือนก่อนหน้านี้อย่างเด็ดขาด

     

    หลายวันผ่านไป ไม่รู้ว่าในจวนองค์ชายสี่มีการเคลื่อนไหวอย่างไรบ้างแต่ในจวนองค์ชายเก้า หว่านซีส่งคนออกไปตามหาสามีนางถึงสองกลุ่มด้วยกันกลุ่มแรกไม่รู้ว่ามีผู้ใดเป็นคนนำ แต่กลุ่มหลังนั้นหวังอันเป็นผู้สั่งการด้วยตนเองด้วยความสามารถของเขารวมกับวิธีการของหว่านซี ทำให้หวังอันพบกับผู้เป็นนายในที่สุด

            หวังอันเห็นอิ้นถังก็ตื่นเต้นดีใจมาก “กระหม่อมหวังอันถวายบังคมองค์ชายสี่และองค์ชายเก้าพ่ะย่ะค่ะ”

            “ลุกขึ้นเถอะ!”อิ้นถังเห็นคนคุ้นเคยก็ดีใจขึ้นมาเช่นกัน

            หลายวันมานี้ เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ พวกเขาทั้งหมดเกือบไม่กินไม่ดื่มกระทั่งไม่อาจนอนตาหลับได้อย่างสงบเลยสักคืน ดังนั้นทุกคนจึงอ่อนแรงเหลือกำลังหากหวังอันมาถึงช้ากว่านี้ ก็คงมีคนที่ไม่อาจทนรอไหวแล้วก็ได้

            ดวงตาของอิ้นเจินทอแววมืดหม่นแม้ว่าระหว่างเรือนหลังกับเรือนหน้าจะขีดเส้นแบ่งกันอย่างชัดเจน แต่พระชายาของเขากลับไม่ยอมข้ามเส้นนั้นแม้กระทั่งในเวลาที่เขากำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างมากเรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกหมดเยื่อใยกับนางลงไม่น้อย

            หากจะบอกว่าพระชายาในองค์ชายสี่นั้นให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตนมากกว่าสวามีก็ไม่ผิดไม่เช่นนั้นแล้วในบรรดาพระชายาขององค์ชายทั้งหลาย นอกจากพระชายาในองค์รัชทายาทนางจะโดดเด่นเหนือชายาคนอื่นได้อย่างไร

            ครั้งนี้ที่อิ้นเจินและอิ้นถังประสบอันตรายนางชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียทั้งหมดแล้วสุดท้ายก็ทำเพียงปลอบโยนเหล่าสนมชายาในเรือนหลังและฝากความหวังเอาไว้กับบรรดาทหารที่ฮ่องเต้ส่งออกมาตามหาองค์ชายทั้งคู่แทนจึงไม่น่าแปลกใจที่อิ้นเจินนั้นให้นางได้เพียงเกียรติ แต่ไม่อาจมอบความรักไปด้วยได้

            “พี่สี่ พวกเราไม่ควรอยู่ที่นี่นาน ถึงหวังอันจะพาคนมาด้วยก็จริงแต่หากเราไปเจอกับมือสังหารเหล่านั้นก็คงไม่ใช่เรื่องดี”อิ้นถังเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เมื่อผ่านกับอุปสรรคมากมายมาแล้วจิตใจของชายหนุ่มก็สุขุมเยือกเย็นขึ้นไม่น้อย

            “ได้” อิ้นเจินพยักหน้ารับ

            ทั้งกลุ่มพักผ่อนต่ออีกครู่หนึ่งก่อนจะรีบถอยกลับไปตามเส้นทางที่หวังอันสำรวจเอาไว้แล้วอาจเป็นเพราะว่าก่อนที่เขาจะเข้ามาในป่าก็ได้ปะทะกับเหล่านักรบเดนตายพวกนั้นไปบ้างดังนั้นตอนกลับจึงเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่เจอมือสังหารอีกแม้แต่คนเดียว

            หลังออกจากป่า อิ้นเจินและคนอื่นก็รีบไปยังที่ว่าการอย่างเร่งด่วนทันทีที่นายอำเภอทราบว่าผู้มาเยือนตรงหน้าคือคนกลุ่มใด เขาก็รีบให้การต้อนรับเป็นอย่างดีพร้อมกับส่งข่าวไปยังเมืองหลวงอย่างรวดเร็วด้วยความหวังว่าแม้ตนเองจะไม่ได้ช่วยองค์ชายออกจากป่าแต่อย่างน้อยก็ช่วยให้องค์ชายได้รับความสะดวกสบายไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังสามารถมีหน้ามีตาได้อยู่ดี

            แม้จะมีความขัดแย้งในกลุ่มขุนนางทว่าเรื่องการลอบสังหารองค์ชายก็ยังเป็นการกระทำที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินเป็นอย่างมากไม่ว่าจะลับหลังหรือเปิดเผยก็ล้วนแล้วแต่ต้องโทษฐานกบฏด้วยกันทั้งสิ้นเห็นองค์ชายประทับอยู่ที่ว่าการเมืองของตนเอง บรรดาขุนนางทั้งหมดต่างก็ต้องร่วมมือกันถวายความปลอดภัยของทั้งสองพระองค์ด้วยชีวิต

            ในเมืองหลวง ฮ่องเต้ทรงได้ทราบข่าวว่าอิ้นเจินและคนอื่นๆต่างปลอดภัยกันถ้วนหน้า พระองค์ก็อดไม่ได้ที่จะถอนพระทัยด้วยความโล่งอก

            เดิมทีฮ่องเต้เพียงต้องการใช้โอกาสนี้ในการปรามบรรดาโอรสและขุนนางที่เริ่มทำตัวกระด้างกระเดื่องเหล่านั้นทั้งยังจะแสดงอำนาจของโอรสสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่เหนือใต้หล้าให้คนเหล่านั้นได้เห็นแต่ก็ยังมีคนขวัญกล้าบังอาจลงมือลอบสังหารอิ้นเจินกับคนอื่นๆ นี่เป็นการกระตุ้นเพลิงพิโรธของฮ่องเต้ให้ลุกโหมแต่ที่มากกว่านั้นคือความผิดหวัง

            ในฐานะฮ่องเต้ คังซีย่อมมีไพ่ตายอยู่ในมือและไพ่เหล่านี้เองที่ทำให้ทรงทราบดีว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด

            พวกเขาทั้งหมดเป็นบุตรชายของพระองค์ พี่น้องแท้ๆที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน แต่กลับลอบแทงข้างหลังเพียงเพื่ออำนาจ ในฐานะบิดาทรงเจ็บปวดยากเกินเอื้อนเอ่ย แต่ในฐานะฮ่องเต้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทรงจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย

            หลี่เต๋อเฉวียนยืนอยู่ด้านข้างอย่างสำรวมไม่ได้เอ่ยปากแม้แต่คำเดียวไม่เพียงแต่เรื่องที่เกี่ยวพันถึงเหล่าองค์ชายอย่างเรื่องนี้เท่านั้นแม้แต่เรื่องปกติทั่วไปเขาก็เอ่ยปากเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

            บ่าวรับใช้ที่ยุ่มย่ามชี้นิ้วเข้าไปในกิจของเจ้านายก็เหมือนกับคนแก่ที่ผูกคอตายเพราะกลัวจะได้มีชีวิตยืนยาวนั่นล่ะ

            “หลี่เต๋อเฉวียนถ่ายทอดราชโองการสั่งให้คนพวกนั้นพาองค์ชายสี่และองค์ชายเก้ากลับเมืองหลวงมาอย่างปลอดภัย”

            “พ่ะย่ะค่ะ"

            อี้เฟยที่อยู่ในตำหนักอี้คุนได้ทราบข่าวจากข้าราชบริพารของฮ่องเต้ถึงกับร่ำไห้ออกมาอย่างยินดีในที่สุดบุตรชายของนางก็ปลอดภัยแล้ว

            ฉีหมัวมัวมองผู้เป็นนายที่ร้องไห้ไม่หยุดจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาให้นางพร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“พระสนม ทรงทำบุญสร้างกุศลมากมายเพียงนี้ พระพุทธองค์ย่อมไม่ทอดทิ้งพระองค์อย่างแน่นอนเพคะ!”

            "ใช่ๆ ข้าต้องจุดธูปให้พระพุทธองค์อีกครั้ง"อี้เฟยบิดผ้าเช็ดหน้าของนางทำท่าเหมือนจะกลับเข้าไปในห้องแต่กลับนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงหันไปหาฉีหมัวมัว “จริงสิเจ้าอย่าลืมส่งข่าวไปให้หว่านซีด้วย นางจะได้สบายใจเสียที”

            "เพคะ" ฉีหมัวมัวมองเงาหลังของนายหญิง พลางครุ่นคิด

    หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้พระชายาขององค์ชายเก้าทำให้พระนางทรงผิดหวังตอนนี้นางได้ถูกอี้เฟยผลักให้อยู่ในรายชื่อที่ไม่โปรดปรานอย่างสมบูรณ์แล้วและหากใครได้อยู่ในรายชื่อนั้นแล้วก็ยากที่จะกลับมาเอาชนะพระทัยของอี้เฟยได้อีกคิดมาถึงตอนนี้ ฉีหมัวมัวพลันรู้สึกยินดีที่นางตัดสินใจถูกต้องแล้วในการเลือกหว่านซี

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิธีไต่เต้าสู่ความโปรดปรานของนางสนม ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808