
...ป่ารกร้าง ต้นไม้สูงใหญ่กิ่งก้านบิดเบี้ยวประหนึ่งเล็บมือปีศาจ ใบไม้แห้งร่วงพรูอยู่ใต้เท้า ก่อเกิดเสียงกรอบแกรบเมื่อถูกเหยียบ กลิ่นชื้นอับคละคลุ้ง ยิ่งเมื่อก้าวเข้าใกล้ศาลบูชาจิ้งจอกเก้าหางยิ่งเย็นยะเยือก เสียงลมครวญครางราวกับเสียงร้องไห้ของสตรี
ศาลเก่าแก่ตั้งตระหง่านกลางลานโล่ง มอสเขียวและเถาวัลย์ขึ้นคลุมจนแทบไม่เห็นเนื้อไม้เดิม เสาไม้ที่แตกผุยังคงมีร่องรอยเล็บยาวขูดขีดเป็นทางลึก ที่พื้นหินหน้าศาลมีกองเถ้าธูปเก่า ทับถมจนกลายเป็นชั้น ๆ ระหว่างนั้นแซมด้วยเศษกระดูกสัตว์เล็กใหญ่ปะปนกัน บางท่อนยังมีรอยเขี้ยวกัดแหว่งอยู่
เหนือแท่นบูชามี รูปสลักจิ้งจอกเก้าหางหินดำ ดวงตาสะท้อนแสงราวกับยังมีชีวิต เก้าหางยาวทอดออกมา บรรยากาศรอบ ๆ รูปสลักเต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่กดทับสวรรค์เบื้องบน นกกาไม่กล้าโผบินเข้าใกล้ กระทั่งลมหายใจก็หนักอึ้ง
หลินเซียนยืนอยู่หน้าศาลปีศาจจิ้งจอกฯ เขาไม่โค้งคำนับ เขามองไปบนแท่นบูชาหินเย็นเยียบ ซึ่งมีผอบถ้วยหยกสีดำขุ่น ฝังลายอักขระโบราณที่เลือนหายครึ่งหนึ่ง ด้านในนั้นมีหยดเลือดสีชาด ที่ลอยเคว้งกลางอากาศ โดยมิได้แตะต้องก้นถ้วยแม้แต่น้อย
หยดเลือดนั้นมันข้นหนืดประหนึ่งครั่งหลอม ละอองหมอกสีแดงคลุ้งฟุ้งออกมาเป็นม่านบาง ๆ ส่องประกายวาววับดั่งเปลวเพลิงในรัตติกาล หากเพ่งมองใกล้ ๆ จะเห็นเสี้ยวเงา หางจิ้งจอก โบกสะบัดอยู่ภายในราวกับมีชีวิต หางนั้นบิดวนอยู่ตลอดเวลา คล้ายกำลังรอวันจะฟื้นคืนเป็นเนื้อแท้
ทันทีที่หลินเซียนก้าวเข้ามาในเขตผอบถ้วยนั้น บรรยากาศพลันบิดเบี้ยวไป ราวกับมิติซ้อนเลื่อนเข้ามาเกาะกุม
ควันโลหิตจากหยดเลือดเก้าหางเริ่มไหลเอื่อยออกมาจากผอบ ละลายกลายเป็นเงาเลือนที่แฝงด้วยรูปร่างนางสตรี ผิวขาวซีดราวหยกดิบ เส้นผมดำขลับยาวพลิ้วถึงพื้น ดวงตาคู่งามกลับเปล่งประกายสีชาดราวอำพันต้องเพลิง ภายในแฝงด้วยเปลวไฟแห่งราคะและความหิวกระหาย
เสียงกระซิบแผ่วดังข้างหูของหลินเซียน ทว่ามิใช่เสียงเดียว หากแต่เป็นเสียงนับร้อยนับพันทับซ้อน
“เจ้าเป็นบุรุษ…ที่งามยิ่งนัก… งามยิ่งกว่าดวงจันทร์คืนเพ็ญ…”
"ใบหน้าคมเข้มดุจหยกแกะสลัก ริมฝีปากแดงระเรื่อดั่งชาด ดวงตาสวยราวภาพเขียน"
“ผมของเจ้า…ดำสนิทงามประหนึ่งหมึกสวรรค์ ข้าอยากพันนิ้วมือสัมผัส…อยากปล่อยให้กลิ่นหอมของเจ้าติดอยู่ปลายนิ้วตลอดกาล”
“ข้ามองเจ้า… เหมือนบุรุษในฝันที่รอคอย…”
ภาพหลอนพลันเผยให้เขาเห็นตนเองในเงาน้ำตาโลหิต เป็นตัวเองยืนสูงใน มีเซียนมากมายเคารพ แม้องค์จักรพรรดิ์ก็ยังคำนับ
“หากเจ้ามอบหัวใจและวิญญาณแก่ข้า… ข้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นราชาเหนือสวรรค์และปฐพี เจ้ามิจำเป็นต้องเวียนว่ายฝึกฝนอีกต่อไป เจ้าและข้าตลอดไป...”
หางจิ้งจอกโปร่งใสเก้าสายพลันกางออกจากเงาหมอกนั้น พันรอบกายหลินเซียนเหมือนอ้อมแขนแห่งราคะและพันธนาการ ทุกสายหางแผ่วเบาเย็นยะเยือก แต่กลับแฝงไออุ่นชวนให้หลงลืมตน จิตใจเขาสั่นสะท้านเหมือนกำลังจมลงในความฝันอันหอมหวาน
"ท่านผู้อาวุโส แม้ท่านจะสวยงาม...และพร้อมด้วยอำนาจและบารมี"
"แต่....ข้าไม่ชอบสาวแก่!"
คำหลังนี่เจ็บจิ๊ดเข้าไปในทรวง “เจ้าหนุ่ม…” เสียงนางต่ำลง คล้ายขบเขี้ยวกรอด
“กล้าดีอย่างไร…เอ่ยคำว่า สาวแก่ ต่อหน้าข้า!”
เงาหางเก้าสายพลันสะบัดวูบ เสียงกรีดอากาศดังก้องไปทั่วศาล ราวกับฟ้าผ่าฉีกฟากฟ้า แต่ในวินาทีถัดมา นางกลับหัวเราะเบา ๆ ดุจเสียงระฆังในวัดต้องลม
“หึ…เจ้าคิดว่าคำของเจ้าจะทำให้ข้าโกรธง่ายดายนักหรือ? ข้าอยู่มาหลายพันปี…แค่นี้ข้าสะทกสะท้านเพียงเท่านั้นหรอก”
หลินเซียนยิ้มมุมปาก มันเป็นแผนของเขาอยู่แล้ว แทนที่จะโดนนางล่อลวงจนข้าบ้า สู้เล่นกับอารมณ์นางก่อนย่อมได้เปรียบ
นางจิ้งจอกโน้มกายเข้ามาใกล้ ดวงตาสีชาดทอประกายเย้ายวนขึ้นอีกครั้ง
“สาวแก่?… ฮึ! เจ้าคงไม่รู้สิ ว่าอายุสำหรับพวกเราเป็นเพียงตัวเลขไร้ค่า ข้าอาจอายุมากกว่าพันปี แต่ร่างกายนี้…ยังเยาว์สดเหมือนหญิงวัยสาวสิบหก”
ริมฝีปากนางยกยิ้มเย็นชาและอ่อนหวานในคราวเดียว
“หรือเจ้าอยากลอง…พิสูจน์ด้วยตาตนเอง ว่าคำ สาวแก่ ของเจ้ามันผิดเพียงใด?”
หลินเซียนคิดในใจว่าได้ผลจริง ๆ ด้วย ไม่งั้นนางไม่ย้ำพูดถึง 2 ครั้งแบบนี้หรอก ข้าต้องเป็คนคุมเกมล่อลวงอารมณ์นี้ ไม่ใช่นาง!นางปีศาจ ก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นหอมเย้ายวนปะปนกลิ่นโลหิตกระทบจมูก เสียงนางพร่าหวานแต่แฝงเขี้ยวเล็บ“เจ้าช่างงามนัก เด็กน้อย… หากอยู่เคียงข้า เจ้าจะได้ดื่มกินอำนาจและราคะที่เหล่าเซียนทั้งฟ้าไม่เคยลิ้มรส ข้าจะสอนให้เจ้ารู้ว่า สวรรค์ แท้จริงมันอยู่ในอ้อมแขนข้า มิใช่ในยอดเขาที่เจ้าปีนป่าย”"ข้าชื่อหลินเซียน แค่ชื่อข้า ท่านยังไม่คิดจะถาม นี่หรือความจริงใจของท่าน ข้าไม่กล้าเป็นสามีผู้หญิงใจง่ายแบบนี้หรอก!"หลินเซียน หัวเราะเบา ๆ สายตาคมกริบราวกระบี่แทงทะลุนางจิ้งจอกชะงักไปเพียงชั่วลมหายใจก่อนแค่นหัวเราะ เสียงเย็นดุจระฆังสั่น“หึ…เจ้าคงไม่รู้สิว่าทุกบุรุษที่เอ่ยคำเช่นนั้น ร่างพวกเขาสุดท้ายก็นอนแนบอกข้า ร้องเรียกชื่อข้าเหมือนทาสไร้วิญญาณ”หลินเซียน ยกคิ้วเล็กน้อย แววตายียวนดั่งแสงดาวต้องคลื่น“ทาส? ข้าอยากหัวเราะ… ข้าถูกลิขิตมาเพื่อเป็นเจ้านายแห่งชะตา ไม่ใช่ตุ๊กตาในอ้อมแขนปีศาจอย่างท่าน""ข้าหน้าตาหล่อขนาดนี้ ที่ผ่านมามีสตรีมากมายเสนอตัวให้ข้า สวยกว่าเจ้าด้วย! ข้ายังเมิน""เจ้าต่างหากที่กำลังสั่นไหว…กลัวว่าจะปรารถนาข้าเกินควบคุม”หางทั้งเก้าสะบัดวูบ ลมแรงเย็นยะเยือกพัดทั่วศาล นางกัดริมฝีปากแน่น ก่อนเชิดหน้าส่งเสียงหัวเราะก้อง“ฮ่า ๆ เจ้าบังอาจนัก! เจ้ารู้หรือไม่ว่าคำของเจ้าไม่ต่างจากประกายไฟเล็ก ๆ …ที่จะเผาลนหัวใจข้าให้ร้อนรุ่มกว่าเปลวเพลิงนรก!”นางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ริมฝีปากแทบเฉียดแก้มหลินเซียน เสียงพร่าท้าทายแฝงอารมณ์ดิบ“ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่า แม้เจ้าจะปากแข็งเพียงใด ในที่สุดเจ้าก็ต้องร้องวอนให้ข้า พรากจิตวิญญาณ ของเจ้าไป!”หลินเซียน ยกยิ้มมุมปาก ดวงตาแวววาวดุจดาบที่ซ่อนคม แต่ภายในใจหวั่นเกรงต่อพลังของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่ยิ่งใหญ่ มันคือปีศาจระดับ 10 เทียบเท่าเซียนหยวนอิงขั้นกลางเลยทีเดียว ถ้านางเอาจริง ข้าคงตายในลมหายใจเดียวเท่านั้น!“ถ้าวิญญาณข้าจะถูกใครพราก…ก็มิใช่ปีศาจเช่นท่าน แต่เป็นสตรีที่ทำให้ข้ายอมคุกเข่าโดยไม่ต้องออกแรง และนั่น…ไม่ใช่ท่าน”.....ผ่านไปถึง7 วัน 7 คืน กับเกมวัดใจกับระหว่างหลินเซียน vs ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง ต่างใช้ชั้นเชิงคำพูดล่อลวงใจกันไปมา วัดใจกันว่าใครจะใจแข็งกว่ากันด้วยความเพลียกายและใจ นางจิ้งจอกลดโทสะลง เจ้าเด็กหน้าหล่อนี่ ข้าไม่เคยเจอใครกล้าตอบโต้กับข้าเช่นนี้ ที่ผ่านมามีแต่คนอื่นให้ข้าล่อลวงจิตใจ แต่เจ้าเด็กนี่....ทุกวาจาของมันเสียดแทงจิตใจข้ายิ่งนัก แต่ก็เพราะแบบนี้ เขายิ่งดูหล่อทรมานใจข้ายิ่งนัก ข้าต้องครอบครองหัวใจเขาให้ได้ ข้าหลงเสน่ห์เขาเข้าแล้วหลินเซียนถอนหายใจ เขาเอื้อมมือไปหยิกแก้มนางจิ้งจอกเบา ๆ "ท่านเหงาใช่ไหมล่ะ?""ท่านที่โดดเดี่ยวมาหลายพันปี ...""ไม่ว่าจะเป็นจิ้งจอก มนุษย์ หรือเซียน....ชายใดที่ผ่านมาในชีวิตท่าน พวกเขาไม่เคยทำให้ความเหงาในใจท่านหายไปเลย"คำพูดนั้นเหมือนมีคมเย็นกรีดกลางใจนาง เสียงสะอึกของนางหลุดออกมาราวกับลมถูกเจาะรู ใบหน้าเกลี้ยงเกล้าที่มักไม่แสดงความอ่อนแอพร่าเลือนลงก่อนกลับเรียบเฉียบอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ความเปราะบางยังคงแฝงอยู่ในดวงตาสีชาดนางปีศาจชะงัก หางทั้งเก้าพลันชะลอการโบกสะบัดเหมือนไม่มีแรง พอได้สติกลับคืนมา เสียงนางออกมานุ่มและแผ่วลงผิดกับปกติ แต่ทุ้มลึกจนก้องไปถึงกระดูก“หลายพันปีที่ล่องลอย ไม่มีใครเข้าใจว่าการมีอายุยืนหมายถึงการสูญเสียอะไรบ้าง… ชื่อที่ถูกเรียก ซากความทรงจำที่ถูกขูดเกลากลายเป็นเถ้า ทุกคนที่มาหาข้าหวังแค่เพียงอำนาจจากข้า แต่ความว่างเปล่ามันกัดกินภายในจนเจ็บกว่าแผลใด” นางพึมพำ คำพูดเหมือนคำแก้ตัวแต่กลับเผยความจริงนางเงยหน้ามองหลินเซียน ดวงตาแดงก่ำประกายในเงาจันทร์ เสียงนางแผ่วแต่คมเหมือนใบมีดซ่อนหลินเซียนสวมกอดนางและบรรจงจูบหน้าผาก"ท่านน่าสงสาร....""ข้ารู้ดีที่สุดว่าการต้องโดดเดี่ยวมันเป็นเช่นไร..." หลินเซียนแสดงความจริงใจให้นาง จิตใจบริสุทธิ์ของเขา สิ่งที่เขาพูดเขาไม่ได้โกหกเลย นางจิ้งจอกรับรู้ได้นางปีศาจหัวเราะแหบ แต่เสียงนั้นขมขื่น"ร้องไห้ออกมาเถอะ ที่นี่มีแค่ท่านและข้า ไม่มีใครรู้หรอก" หลินเซียนยังคงกอดนางจิ้งจอกไว้เสียงสะอื้นเบา ๆ สั่นไหวลอดออกมาจากลำคอของปีศาจจิ้งจอกพันปีน้ำตาใสพร่างพรูร่วงลงมาเปื้อนอกเสื้อของหลินเซียนทีละหยด ราวกับน้ำค้างร่วงหล่นจากกลีบดอกไม้ยามเช้าร่างอันงดงามเย้ายวนและน่าเกรงขามของนาง ผู้ครอบครองพลังและเล่ห์กลเกินใครกลับสั่นสะท้านราวกับเด็กน้อยที่หลงทางในความมืด ยามนี้โอบกอดอกของบุรุษเพียงผู้เดียวที่กล้าพูดแทงใจดำของนาง“เจ้า…เจ้าคนเลว…” หางทั้งเก้านางบิดไปมาเสียงของนางแหบพร่าเต็มไปด้วยความสับสนและเจ็บปวดมือเรียวยาวของนางกำเสื้อของหลินเซียนแน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยออก เขาจะหายไปจากชีวิตนางเช่นเดียวกับสิ่งอื่น ๆ ที่เคยสูญสลายไปตลอดพันปีหลินเซียนมองลงมา แววตาคมกล้าฉายประกายอ่อนโยนปนหยอกล้อเล็กน้อย“ไม่เห็นเป็นไรเลย…ท่านกล้าหาญมากที่พูดออกมาว่าท่านเหงา”น้ำตาของนางยิ่งไหลพราก จนซุกหน้าลงแนบอกเขาแน่นกว่าเดิม ราวกับเด็กน้อยต้องการอ้อมกอดเพียงเพื่อยืนยันว่าตนยังมีค่าในโลกที่โหดร้าย
.....เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ หลังร้องไห้จนพอแล้ว บัดนี้ปีศาจจิ้งจอกเก้าหางกลับมองหลินเซียนคือเพื่อนของเธอไปแล้ว นางนอนหนุนตักหลินเซียนกับคู่รัก
"เจ้ามาเอาหยดเลือดข้าไปทำไม?"
หลินเซียนจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ทั้งเรื่องสถานการณ์แคว้นจ้าวที่ใกล้จะล่มสลาย และตัวปัญหาที่สุดคือเซียนขั้นหยวนอิงที่มีปราณธาตุไฟของฝั่งศัตรู
"แต่....ตอนนี้ข้าไม่อยากได้หยดเลือดของท่านแล้ว" หลินเซียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม สายตาเขามองนางจิ้งจอกด้วยความอ่อนโยน
"ทำไมล่ะ หยดเลือดนี้สำคัญกับเจ้าไม่ใช่เหรอ?"
"ข้าเองก็มีปราณธาตุน้ำในร่าง ข้ารู้สึกได้ว่าหยดเลือดนี้สำคัญกับท่านมาก..."
"ข้า...ไม่อยากทำร้ายท่าน..." แววตาเขาจริงใจมาก
"งั้นเจ้าก็ไม่ต้องเอาไป..." นางจิ้งจอกหันหลังทำท่างอน ๆ หลินเซียนยิ้มบาง ๆ
ทันใดนั้นเจ้าเสี่ยวหมิงก็ออกมาจากถุงสมบัติ มันยิ้มให้ปีศาจจิ้งจอกแล้วร้องเสียงคล้ายลูกแกะหรือแมว
"นี่เจ้าเลี้ยงอสูรตัวนี้ไว้ด้วยหรือ?" นางจิ้งจอกถาม
หลินเซียนลูบลูกหัวแพนด้า "ใช่ มันชื่อเสียวหมิง"
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าโชคดีมาก มันเป็นสัตว์ที่ย่ำทั้งสวรรค์และแดนปีศาจ สีขาว-ดำบนตัวมันเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมดุลย์แห่งหยินหยาง"
หลินเซียนทำหน้างง นางจิ้งจอกพันปีผู้มากประสบการณ์จึงเริ่มอธิบาย สรุปได้ใจความว่า เสี่ยวหมิง(แพนด้า)เป็นอสูรพิเศษเพียงไม่กี่ชนิดที่สามารถที่ซึมซับได้ทั้งพลังด้านมืดและสว่าง
- ชนเผ่าที่ราบสูงทางตะวันตกเฉียงใต้(เสฉวนในปัจจุบัน) มันเคยชื่อซึมซับโรคระบาดช่วยเหลือมนุษย์ทั้งเมืองพ้นภัย
- เมืองใหญ่ทางที่ราบลุ่มแม่น้ำทางทิศตะวันตกตอนกลาง(แผ่นดินถัง)มองมันเป็นของขวัญเทพ แสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์และสถานะที่สูงส่ง
นางจิ้งจอกสบตาหลินเซียน ดวงตาแดงก่ำพราวประกาย
“เจ้า…เชื่อใจข้าไหม?”
หลินเซียนมองกลับนิ่ง ๆ ใบหน้ายิ้ม แต่เสียงเต็มไปด้วยความจริงใจ
“ใน 3 โลกนี้…ท่านอาจเป็นทุกสิ่งที่ลวงตา ทุกคำพูดของเจ้าคือกับดักและมายา” เขาเอ่ยเนิบ แต่ทุกคำหนักแน่นจับใจ
“แต่……ข้าก็เลือกที่จะเชื่อท่าน...” หลินเซียนยิ้มมองใบหน้านางจิ้งจอก
หัวใจที่แข็งกร้าวของนางจิ้งจอก ...ใจที่เคยผ่านกาลเวลานับพันปี ผ่านการล่อลวงและทรยศ ใจนั้นละลายลงด้วยรอยยิ้มนี้ของหลินเซียน ความอบอุ่นจากคำพูดของชายคนนี้ ...หลินเซียนทำให้นางรู้สึกได้รับการยอมรับและเชื่อใจอย่างแท้จริง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ยาวนาน
นางจิ้งจอกก้าวเข้ามาใกล้ จนหน้าอกชิดหลินเซียน แต่คราวนี้ไม่ใช่ยั่วยวนล่อลวง กลับเป็นความประทับใจและปลดปล่อยความเหงามานับพันปี
“เจ้าทำให้ข้ารู้สึก…เหมือนมีใครเห็นตัวตนของข้า เหมือนข้าไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอีกต่อไป… ข้า…ข้าชอบเจ้าแล้วนะ ...หลินเซียน”
....หลินเซียนรู้ดีว่าเมื่อตัวเขาไม่ได้หยดเลือด นั่นทำให้เขากลับไปต่อสู้ครั้งนี้โอกาสแพ้และเสียชีวิตสูงมาก เขาจึงให้เสี่ยวหมิงอยู่กับนางจิ้งจอกเก้าหางที่ศาล เสี่ยวหมิงแพนด้าน้อยมองหน้านายที่รักอย่างเศร้าสร้อยแต่ก้ปฏิบัติตามที่หลินเซียนบอก สักพักแพนด้าน้อยก็ปล่อยพลังธาตุไม้มากมายจนป่าไม้เริ่มกลับมาเขียวชะอุ่ม
นอกจากนี้เขายังยกหยดน้ำสวรรค์ของตัวเองที่มีเพียงหยดเดียวให้แก่จิ้งจอกเก้าหางด้วย เพราะนางบอกว่าหยดน้ำสวรรค์อาจสามารถรวมกับหยดเลือดปีศาจพันปีของนางดี (โดยให้เสี่ยวหมิงช่วย) ซึ่งก็อาจทำให้นางมีโอกาสมีกายเนื้อได้อีกครั้ง ซึ่งหลินเซียนก็ยกหยดน้ำสวรรค์นั้นให้นางโดยไม่รู้สึกเสียดาย เขาคิดว่าการเสียสละเพื่อทำประโยชน์ให้แก่มิตรยังดีกว่าให้สูญสลายไปพร้อมกับชีวิตเขา
เขามองเห็นหยดเลือดปีศาจพันปีของนางจิ้งจอก พลังธาตุไม้หยินหยางของเสี่ยวหมิง และปราณหยดน้ำสวรรค์ที่หลินเซียนมอบให้โดยไม่คิดเสียดาย กำลังหลอมรวมกันอย่างช้า ๆ
ในศาลเก่าแก่ที่เคยเต็มไปด้วยหมอกและกลิ่นอายปีศาจ เสียงลมพัดผ่านช่องแสงเล็ก ๆ ทำให้เงาสะท้อนบนผนังพลิ้วไหวราวคลื่นน้ำ หยดเลือดปีศาจจิ้งจอกพันปีในผอบสั่นสะท้านช้า ๆ
หยดน้ำสวรรค์ที่มีสายฟ้าสวรรค์พันรอบ และหยดเลือดปีศาจจิ้งจอกพันปี ถูกเจ้าเสี่ยวหมิงเป็นตัวกลางเชื่อมพลังให้ประสานกัน
หยิน-หยางของเสี่ยวหมิง แผ่พลังเป็นเส้นสายแห่งพลังไม้ประสานกับหยดน้ำทั้ง 2 ที่เข้มข้น ปราณหยดน้ำสวรรค์ของหลินเซียน ไหลเข้ามาอย่างอ่อนโยนแต่หนักแน่น ไม่ใช่เพียงแค่เติมเต็ม แต่เป็นแรงขับเคลื่อนชั้นสูงที่ละลายพลังทุกหยดในผอบให้เกิดความสมดุล พลังหยดน้ำสวรรค์เย็นชุ่มฉ่ำ แผ่ซ่านเข้าไปในหยดเลือดและพลังไม้ ทำให้มันไม่เพียงหลอมรวม แต่ เริ่มเติบโตและสั่นสะเทือนด้วยชีวิตใหม่
สายแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงินค่อย ๆ ผสมกลืนเป็นสายหมอกหมุนวนกลางอากาศ ล้อมรอบผอบราวกับจักรวาลขนาดเล็กกำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
พลังหยิน-หยางของเสี่ยวหมิง ช่วยปรับสมดุลของพลังหยดน้ำที่แตกต่างกันสุดขั้วทั้งสองได้อย่างน่ามหัศจรรย์
ทุกเส้นสาย ทุกคลื่นพลัง… กำลังหลอมรวมกันอย่างช้า ๆ จนกลายเป็นพลังปราณใหม่ที่ทั้งอ่อนโยน ลึกลับ และน่าเกรงขาม
กิ่งไม้โน้มเอียงมาจนกลายเป็นรูปหางเก้าสายแผ่กิ่งก้านเหมือนไม้ผลิบานท่ามกลางน้ำใส และแผ่พลังที่ทั้งเย็นฉ่ำและอบอุ่นราวการห่มกอดหัวใจของผู้ที่ยืนอยู่ใกล้
"ขอบคุณมาก....หลินเซียน" นางพูดครั้งสุดท้ายก่อนที่กิ่งไม้มากมายจะห่อหุ้มศาลเจ้าทั้งศาลกลางเป็นรูปทรงไข่
หลินเซียนยิ้มพยักหน้า เขาขึ้นกระบี่เหาะออกไป แต่....เขาไม่ได้กลับไปที่ค่ายทหาร เขากลับไปหาแม่เขาที่บ้านแทนเพื่อไปบอกลาท่านแม่....