ปีศาจโลหิตเบเฮมอทซึ่งมีร่างกายสูงใหญ่ล้ำโลก กล้ามเนื้อของมันสั่นระริกเป็คลื่นเมื่อพลังที่เหนือคำบรรยายได้แผ่กระจายออกจากศูนย์กลางแห่งความปั่นป่วน ดวงตาโลหิตแสดงออกถึงความพรั่นพรึงจนขนปีกด้านหลังทั้งหกข้างของมันเริ่มหุบแนบหลังโดยไม่รู้ตัว
แม้กระทั่งเทพาโซดิแอ็กซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็หนึ่งในสิบยอดขุนศึกสูงสุดและไม่เคยรู้จักคำว่าหวาดหวั่น ยังต้องถอยหลังหลายร้อยเมตรพร้อมตั้งท่าตั้งรับโดยอัตโนมัติ เหงื่อเย็นไหลรินจากไรผมของเขาอย่างเงียบเชียบ
เพราะสิ่งที่ตนเองกำลังเผชิญนั้นไม่ใช่แค่ศัตรูธรรมดา
แต่เป็พลังระดับเทพเ้าที่เกินกว่าเหตุผลและตรรกะของสิ่งมีชีวิตใดๆบนแผ่นดินโลกแห่งทรินิตี้เซเว่น
ัดำเนบราไซออส ผู้เคยกลืนกินแสงดาวและผนึกเทพนับพันไว้ในห้วงความมืดของตน มันเบิกตากว้างและแผ่ปีกอันกว้างใหญ่ของตนออกอย่างระวัง มวลพลังสีดำสนิทไหลเวียนภายในเกล็ดของมันอย่างไม่หยุดหย่อน
ทุกอณูของการขยับปีกมีแต่ความเงียบงันและความกลัวที่แผ่ซึมซับลงไปในจิติญญาของผู้ที่ัั
มันรู้ดีว่าต่อให้ตนเองจะเป็ตัวตนระดับสูงสุด ก็ยังไม่กล้าท้าทายสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ขณะที่เทพอสูรัพลิกฟ้า เฟิงซิ่ว ต้องแค่นเสียงในลำคอขณะเฝ้ามองคลื่นพลังนั้นแผ่กระจาย
เฟิงซิ่วมิได้เอ่ยคำใดออกมา ทว่าแววตาของเขากลับนิ่งสงบเช่นทะเลที่รอวันคลุ้มคลั่ง แม้เทพอสูรัพลิกฟ้าทั้งสองตนที่เป็องค์รักษ์เคียงข้างเขาจะส่งเสียงเตือนด้วยความร้อนรนและใบหน้าที่ซีดเผือด แต่เฟิงซิ่วกลับเพียงเผยรอยยิ้มเย็นแล้วยกแขนขึ้นช้าๆ
จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือคว้าเข้าไปในอากาศที่ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดอยู่ ดึงเอาดาบสีดำทมิฬเล่มหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า
ดาบเล่มนั้นมันมีลวดลายอักขระโบราณของเวทมนตร์ลอยวนอยู่รอบตัวราวกับเปลวไฟสีดำ ทุกเสี้ยววินาทีที่ดาบัักับโลกความเป็จริง ความว่างเปล่าก็ร้องโหยหวนและเปลี่ยนรูปร่าง
เฟิงซิ่วเอียงคอเล็กน้อยก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ก็แค่เศษเสี้ยวพลังของเทพเ้า.. มันไม่ได้เป็พลังอำนาจที่แท้จริงของเทพเ้าเลยด้วยซ้ำ!”
“ทำไมน่ะเหรอ? เพราะเวทมนตร์ัโบราณจะสำแดงอานุภาพสูงส่งได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของเทพเ้าแห่งตำนาน”
“แต่สำหรับเ้านั้น.. มันอ่อนแอมากเกินไป!!”
คำพูดเพียงไม่กี่คำดังกล่าวกลับสร้างแรงสั่นะเืไปทั่วห้วงอากาศ ความหยิ่งผยองในน้ำเสียงนั้นมิใช่สิ่งที่เสแสร้ง แต่มันคือความจริงที่สะท้อนออกมาจากสายเืแห่งการสัจธรรม
เฟิงซิ่วที่ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าได้ขยับร่างในชั่วพริบตาเดียวดั่งเวลาถูกตรึง
“พรึ่บบบบบบ!”
เขาได้เหวี่ยงดาบของตนเองออกไปเบื้องหน้าโดยที่ไม่มีใครมองเห็นความเคลื่อนไหว กระแสคลื่นคมดาบที่แผ่ออกนั้นราวกับดวงตะวันที่ลุกโชนในชั่วขณะเดียว มันไม่เพียงฟันผ่านผืนดิน ท้องฟ้า หรือห้วงอากาศ หากได้ตัดทุกมิติของความจริงให้แตกออกเป็สองส่วน
ท้องฟ้าฉีกขาดออกจนเผยให้เห็นความว่างเปล่าระดับสูง ผืนดินถูกแยกเป็สองฟากฝั่งโดยไม่มีร่องรอยการต้านทานใดๆ ห้วงอากาศทั้งหมดกลายเป็ช่องว่างแห่งความสูญสิ้น ไม่มีคำใดอธิบายภาพนั้นได้นอกจากการล่มสลายของโลกา
“จะ.. จะ.. เ้า..!!”
กระทั่งโอดินเองที่คิดว่าจะสังหารเฟิงซิ่วได้ กลับต้องหยุดชะงักและร่างถูกผ่าแยกออก
โลหิตของเขาสาดกระเซ็นเป็สายตกลงไปยังพื้นเบื้องล่างจนเกิดเป็ทะเลแห่งประกายเทพ
ทัศนวิสัยของเขาที่เคยมองเห็นโลกอย่างกระจ่างชัด บัดนี้ถูกแบ่งออกเป็สองมุมอย่างแปลกประหลาด เสี้ยวหนึ่งเห็นฟ้าสว่าง อีกเสี้ยวหนึ่งเห็นโลกมืด และใน่เวลาสุดท้ายนั้นเอง เสียงที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์เย้ยหยันก็ได้ก้องเข้ามาในโสตประสาทของเขา
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าหลังจากที่ตายแล้ว ชีวิตที่ตนเองมีอยู่จะไปไหน.. เพราะข้าไม่เคยตายนี่เนอะ?”
“แต่ก็เอาเถอะ ลาก่อนนะ ฮาฟเอลฟ์ผู้มีพร์ โอดิน..”
คำกล่าวของเฟิงซิ่วนั้นราวกับคำพิพากษาที่ไร้ซึ่งความโหดร้ายหรือความเมตตา มันคือความเย็นเยียบของผู้ที่ก้าวข้ามคำจำกัดความของชีวิตและความตายไปแล้วอย่างแท้จริง
เสี้ยววินาทีหลังจากสิ้นเสียง ทุกอย่างก็เงียบสงัด ร่างที่แยกออกของโอดินกลายเป็ผุยผงก่อนจะสลายหายไปในสายลมที่เงียบสงัด
ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือยืนยันการมีอยู่ของเขาบนผืนพิภพอีกต่อไปนับจากวินาทีนั้นเป็ต้นมา
ขณะที่ตัวของโอดินตกตายลง เสี้ยวขณะเดียวกับที่ร่างของเขาถูกผ่าแยกออกเป็สองส่วนโดยดาบของเฟิงซิ่วนั้น
ภายในจิตสำนึกอันเลือนรางกลับััได้ถึงความอ่อนแอของตนเองอย่างถึงที่สุด
ความเชื่อมั่นที่เขาสั่งสมมาทั้งชีวิต การยึดมั่นในพลังเวทัโบราณอันเลื่องลือ
การฝึกฝนอย่างมุ่งมั่นตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ล้วนไม่มีความหมายใดเลยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังที่แท้จริงของเทพอสูรัพลิกฟ้า
ชายหนุ่มรู้ดีว่าตนเองมิใช่คู่ต่อกรที่แท้จริง ร่างกายที่เคยหยิ่งผยองไม่หวั่นเกรงต่อฟ้าดินบัดนี้กลับไร้ซึ่งพลังจะต่อต้าน
สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในขณะนั้นคือความรู้สึกสิ้นหวังและความเ็ปจากรอยแผลที่ตัดผ่านจนทะลุจิติญญา
ทว่าก่อนที่ทุกอย่างจะจางหาย ราวกับว่าความตายที่กำลังจะมาเยือนกลับถูกหยุดยั้งไว้
ภาพวิสัยทัศน์ที่มืดหม่นซึ่งคล้ายหลุมอเวจีแห่งการดับสูญพลันแปรเปลี่ยนกลายเป็แสงสว่างอันเจิดจ้า เส้นแสงนับพันพาดผ่านฟากฟ้าอันไร้ขอบเขต สาดส่องลงมายังชายหนุ่มผู้สิ้นชีพเบื้องล่างโดยไม่ทราบสาเหตุ
บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ไม่มีอีกแล้วเสียงสะท้อนแห่งการฟาดฟัน ไม่มีอีกแล้วกลิ่นโลหิตที่ชุ่มโชกและพลังของการศึกที่ไร้ความปรานี
บัดนี้รอบกายของโอดินกลับเต็มไปด้วยหมู่เมฆสีขาวบริสุทธิ์ที่ล่องลอยเนิบนาบราวกับท่วงทำนองแห่ง์
สถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งความต้านทาน ไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วง และไร้ซึ่งกฎแห่งกาลเวลา
ตัวของโอดินที่เพิ่งหลุดพ้นจากวาระแห่งความตายอย่างไม่คาดฝันนั้นพลันได้สติขึ้นมาด้วยความตกตะลึงสุดขีด
เขาเบิกตากว้างพร้อมขยับร่างของตนไปมาอย่างสับสน พร้อมกับเสียงพึมพำที่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอย่างไร้การควบคุม
“กะ.. เกิดอะไรขึ้น?! ข้าจำได้ว่าถูกไอ้เ้าเฟิงซิ่วตัดร่างออกเป็สองส่วนแล้วนี่น่า?”
ชายหนุ่มพยายามประมวลผลความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่เป็ระเบียบ
ภาพสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบไปคือใบหน้าที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของเฟิงซิ่ว และเสียงดาบที่ตัดผ่านทุกสรรพสิ่ง รวมถึงเสียงคำพูดสุดท้ายที่กล่าวอำลาตนเอง
แต่ในตอนนี้เมื่อก้มมองร่างกายของตน กลับไม่พบร่องรอยของแผล หรือคราบเืจากการถูกฟันออกเป็สองซีก
ร่างกายของเขายังคงอยู่ครบถ้วน ไม่แตกต่างอะไรจากก่อนจะเริ่มการต่อสู้ด้วยซ้ำ
เขาขยับมือ ััหน้าอก เอี้ยวตัวไปมองแผ่นหลัง ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่มีที่ติ
แต่ความเ็ปจากวินาทีที่กำลังจะตายลง มันยังคงหลงเหลืออยู่ในจิตสำนึกชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ความรู้สึกที่กระแสชีวิตถูกบั่นทอน ความรู้สึกที่มวลโลหิตเย็นเฉียบ ความสั่นไหวของจิติญญาที่ใกล้จะหลุดออกจากร่าง มันไม่ใช่ความฝัน มันคือความจริงที่มิอาจหลีกเลี่ยง
ก่อนที่โอดินจะทันได้ขบคิดให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น
【โอดิน ฮาฟฟิเลีย..】
อยู่ดีๆเสียงของบางสิ่งที่แปลกประหลาดก็ได้ดังก้องขึ้นจากทั่วทุกทิศทางของห้วงมิตินั้น มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงของเทพ ไม่ใช่แม้แต่เสียงของัโบราณ แต่เป็เสียงที่เปล่งออกมาจากสิ่งที่อยู่เหนือระดับทั้งหมด ราวกับคำกล่าวของการดำรงอยู่ที่ไม่มีวันดับสูญ
【ข้ารอเ้ามานานแล้ว!】