เมืองกังซาง
ในตอนเช้าหลังจากที่ทุกคนพักผ่อนกันแล้วจางเฉินจึงออกจากห้องมานั่งทานอาหารจางเฉินนั้นกำลังนั่งคิดถึงสิ่งที่ต้องทำตอนนี้เวลาหนึ่งเดือนนี้น่าจะเพียงพอให้เขาฝึกเข้าสู่ระดับนักรบปราณแล้วค่อยเดินทางต่อแต่มันน่าจะมีวิธีอื่นที่จะช่วยเขาหาวิธีแก้พิษ
“เจ้าไม่เรียกข้า”ต้วนเฉินตบไหล่จางเฉินแล้วเดินไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ
“อ่าข้ากำลังคิดอะไรเพลินๆ ต้องขอโทษด้วย อืม...ตั้งสำนัก” จางเฉินมองหน้าต้วนเฉินแล้วคิดว่าจะเจียดเวลาบางส่วนสร้างสำนักเพื่อเป็นพื้นฐานเมื่อสำนักมีคนมากพอก็จะได้กระจายตัวออกหาข่าวให้กับเขาเขายังมีองค์ชายสิบอาณาจักรจิ้นฟู่จินหยางเป่าและองค์ชายสามอาณาจักรเจี่ยชุนถังเมิ้งที่น่าจะช่วยเหลือได้
“เจ้าเม่อลอยอีกแล้วแต่เหมือนหน้าตายิ้มแย้มในครั้งนี้ มีอะไรบอกข้าด่วน”
“ข้าจะช่วยเจ้าตั้งสำนักแต่สำนักมันธรรมดาไป แต่ละอาณาจักรก็มีสำนักของตนเอง เราตั้งนิกายกันเถอะ”
“นิกาย? นิกายคือมีเรื่องของหลักธรรมคำสอนเป็นเรื่องเดียวกันอย่างพวกนิกายที่งมงายเรื่องผี หรือให้เคารพบูชาบางสิ่งถ้าเท่าที่เห็นล่าสุดก็นิกายเสพสุขที่มีแนวคิดเรื่องการฝึกหยินหยางซึ่งไปทางชั่วร้าย เราทำได้เหรอ”
“อืมแล้วนิกายเราจะนับถืออะไรดี”
“นับถือข้าสิ เทพโสมแดง”โสมแดงนั้นไม่รู้ว่าได้ยินได้อย่างไรมีเสียงส่งผ่านมาทางจิตของจางเฉิน
จางเฉินนั้นกำลังจิบชาอยู่พ่นชาออกมา แล้วหัวเราะอย่างช่วยไม่ได้
“เจ้าเป็นอะไรหรือ?”ต้วนเฉินมองจางเฉินอย่างงงงวย
“ข้าไม่เป็นอะไร”
ต้าไห่ กับฟู่เฉิงนั้นลงมาจากห้องแล้วมารวมตัวกับพวกจางเฉินหลังจากที่ฟังเรื่องราวคร่าวๆ ก็รู้สึกสนใจอยู่บ้างหนึ่งเดือนนี้ถือว่าได้ช่วยต้วนเฉินปูทางสำหรับอนาคตด้วย
“ ถ้าตั้งเป็นพรรคก็เป็นรูปแบบของการร่วมตัวทางการเมืองคือมีหลายสำนักรวมกันตั้งเป็นสำนักย่อยต่างๆเรียกว่าเป็นสาขาพรรค ถ้าจะเป็นสำนักก็จะมีเรื่องศิษย์นอกศิษย์ในและกฏเกณฑ์ต่างๆ ของสำนัก อย่างของอาณาจักรต่างๆเป้าหมายก็เพื่อความรุ่งเรื่องของอาณาจักรถ้าเป็นสมาคมก็คือกลุ่มคนที่มีเป้าหมายเดียวกันอย่างสมาคมการค้า สมาคมปรุงยาสมาคมหลอมกลั่น เจ้าคิดว่าจะตั้งนิกาย? จะนับถืออะไร ใช้แนวปฏิบัติอะไร”ฟู่เฉิงกล่าวอย่างสงสัย
“เรื่องชื่อนี่เป็นเรื่องยากจริงๆเอาเป็นนิกายต้วนเฉินไหม ให้คนเคารพบูชาเจ้าเหมือนเทพเจ้า”ต้าไห่เสนอด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เจ้าบ้า” ต้วนเฉินตบหัวต้าไห่เสียงดังป๊าบบ
“แนวคิด หลักธรรม วิธีปฏิบัติเจ้าเอาอะไรสักอย่างออกมาสิ อย่างเช่นองค์ประกอบว่านิกายจะมีอะไรบ้าง”
“ข้าคิดว่าคนในนิกายคือจะได้โอกาสตื่นวิญญาณต่อสู้สำหรับการปลุกสายเลือดนั้นยุ่งยากเกินไปนอกจากข้าคงไม่มีใครทำได้แต่ถ้าเป็นเรื่องตื่นวิญญาณต่อสู้นั้นไม่ยากมากเพียงแค่ต้องมีพลังวิญญาณเพื่อเขียนอักษระและวางอาเรย์เวทมนตร์” จางเฉินคิดใคร่ครวนสิ่งที่คนในนิกายจะได้รับคร่าวๆ หลักๆคือปลุกวิญญาณต่อสู้
“นิกายปลุกวิญญาณ?”ต้าไห่เสนอชื่ออีกครั้ง
“เจ้าอ้วน ข้าว่าเจ้าไม่มีอารมณ์สุนทรีกับเรื่องพวกนี้เลยรู้จักแต่ค้าขาย แต่ไม่รู้จักรสร้างชื่อให้มันสร้างสรรค์”ต้วนเฉินตบหัวต้าไห่อีกครั้ง
“มีฝึกยุทธมีปลุกวิญญาณต่อสู้ซึ่งเป็นเวทมนตร์ ข้าว่ามันเป็นอะไรที่แบบระดับเซียนเขาทำกันเหนือกว่าเซียนก็เป็นจักรพรรดิ แต่ชื่อจักรพรรดิมันไม่ค่อยโอเคข้าว่าเรียกว่าเทพดีกว่า นิกายเทพยุทธ์!”
“นิกายเทพยุทธ์! ดีมาก ดีมากดีมาก”ต้วนเฉินเมื่อได้ยินชื่อแล้วก็พูดคำว่าดีมากถึงสามครั้งและรู้สึกยินดีกับชื่อเป็นอย่างมาก
“ว่าแต่พวกเราไม่กลับไปที่สำนักเหรอเพิ่งเรียนกันไม่ถึงปีเลย” ต้าไห่พูดไปพร้อมเกาหัวแบบรู้สึกสับสนเล็กน้อย
“เดี่ยวต่างคนต่างก็ต้องเดินทางกันแล้วแล้วที่สำนักก็ไม่มีอะไรสอนเราเท่าไหร่อยู่แล้ว หลักๆนั้นเป็นพวกสอนเกี่ยวกับการเมือง การปกครองต่างๆ และความรู้ทั่วไปการฝึกมีน้อยมากในสำนักของอาณาจักร” ฟู่เฉิงกล่าว
“เอาละเริ่มจากหลักการง่ายๆ อะไร ใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร”
“หลักการอะไรของเจ้าจางเฉิน”
“หลักการตลาดนะก่อนที่เราจะเริ่มทำอะไรเราต้องตั้งคำถามและหาคำตอบก่อนเพื่อให้เกิดกระบวนการปฏิบัติอย่างเป็นระบบในช่วงเริ่มต้น อะไรคือเราจะทำอะไร ใครคือเราจะขายให้ใคร ที่นี้สำหรับนิกายคือกลุ่มที่จะเข้ามาเรียนกับเราข้าเห็นด้วยกับต้วนเฉินที่จะรับเด็กกำพร้าและขอทานซึ่งด้อยโอกาสเหล่านี้มาพัฒนาแต่มันไม่เพียงพอ ข้าพอจะมีหินวิญญาณระดับต่ำอยู่ค่อนข้างมาก ให้ซื้อทาสต่างๆมาด้วย ในช่วงเริ่มต้นเราจะใช้คนกลุ่มนี้ หลังจากนั้นก็แล้วแต่ต้วนเฉินเพราะพวกเราจะไม่ได้อยู่ด้วย”
“อ่าที่ไหนคือที่ตั้งนิกาย เมื่อไหร่เป็นเรื่องของเวลา และอย่างไรนี่น่าสิ่งสำคัญสุดและอยู่อันดับสุดท้าย”
“ฟู่เฉิง เจ้านับได้ว่าฉลาดที่สุดในหมู่พวกเราข้ายังต้องเรียนและท่องจำตั้งนานกว่าจะเข้าใจ และเอาไปสอบได้”
“สอบ? สอบอะไร” ต้าไห่ถามด้วยความมึนงงไม่เข้าใจสิ่งที่จางเฉินพูดมากนักมาแต่แรก แน่นอนว่าเป็นการสอบในโลกก่อนหน้าของจางเฉิน
“ช่างเถอะ เราจะทำอะไรคือเราจะตั้งนิกายสำหรับใครคือตามต้วนเฉินต้องการ ที่ไหนข้าคิดไว้แล้วเดี๋ยวข้าจะให้ดูเมื่อไหร่ง่ายๆ เลยวันนี้ และอยากไรเดี๋ยวข้าเขียนจดหมายให้พวกเจ้า แล้วไปเมื่องหลวงสามอาณาจักรเพื่อให้คนช่วยเหลือแต่ข้าไม่รับรองว่าพวกเขาจะช่วยเหลือหรือเปล่านะขึ้นอยู่กับพวกเจ้าเองด้วย”
จางเฉินนำแผนที่เทือกเขาหัวซานออกมาแล้วชี้จุดที่เขาสนใจมากที่สุด มีหน้าผา ภูเขาสองสามยอดแม่น้ำแล้วก็เทือกเขาซึ่งเหมาะแก่การปลูกพืช อยู่ในพื้นที่ส่วนกลางของเทือกเขา
“แล้วสัตว์อสูรละถ้ามันบุกโจมตี”
“เจ้าสบายใจได้ต้วนเฉินข้าจะสร้างอาเรย์เวทย์มนตร์ และสร้างค่ายกลต่างๆ ไว้โดยรอบ”
จางเฉินเขียนจดหมายสามฉบับหนึ่งไปที่อาณาจักรเจี่ยชุนมอบให้ฟู่เฉิงไปหาองค์ชายถังเมิ้ง อีกสองฉบับไปที่อาณาจักรจินฟูสมาคมปรุงยาและองค์ชายจินหยางเป่า ส่วนตัวเองนั้นจะเดินไปที่ตระกุลหนิงถ้าได้คนช่วยสักสองที่ก็ถือว่าภารกิจนั้นสำเร็จด้วยดี
“ข้าไม่คิดว่าจะสำเร็จหรอกนะเพราะเราต่างก็แค่นักรบปราณโดยเฉพาะเจ้าเป็นแค่หลอมรวมลมปราณ แล้วจะก่อตั้งสำนักใครจะบ้าติดตามเรากัน” ต้วนเฉินกล่าวอย่างน้อยใจ
“เจ้าต้องเชื่อในตัวเองข้ายังเชื่อในเจ้าเลย แต่ถามว่าข้าเชื่อตัวข้าเองไหมก็ไม่ ฮา ฮา ข้าแค่อยากลองดูเรามีเวลาอยู่ด้วยกันหนึ่งเดือน ถือซะว่าได้ทำอะไรร่วมกันเป็นความทรงจำดีๆสำเร็จหรือไม่ก็ไม่ต้องคิดมาก” จางเฉินเกาะไหล่ของต้วนเฉินและกล่าวปลอบใจแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปเพราะต่างก็มีอินทรีย์เหล็กดำกันหมดทุกคน
จางเฉินเดินไปที่ตึกตระกูลโม่ซึ่งก่อนหน้านี้จางเฉินได้ช่วยเหลือเหลือโมหยุนเฟยและบิดานางโมเฉิง แล้วไปปล้นตระกูลหลี่ ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นทรัพยากรหลักๆที่จะใช้สำหรับตั้งนิกายเลยทีเดียว หลังจากพูดคุยแล้วบอกสถานที่จางเฉินก็ออกจากเมืองแล้วเรียกหงเอ๋อเพื่อเดินทางสู่สถานที่ตั้งที่เลือกไว้
พอถึงที่หมายจางเฉินให้ดราโกใช้เวทย์กำแพงหินและหนามหินทำเป็นกำแพงสี่ทิศทางล้อมรอบภูเขาสามลูกและเทือกเขาให้ราฟาเอลใช้เวทย์น้ำสร้างลำธารสามสายแยกพื้นที่ออกจากกันเป็นสามฝั่ง เหล่าโสมออกมาทำหน้าที่ลงอักขระ และสร้างการเชื่อมต่ออักขระเป็นอาเรย์ลวงตาและอาเรย์รวมวิญญาณเพื่อเพิ่มความหนาแน่นในพื้นที่สำหรับการฝึก แล้วก็ใช้หนามหินสร้างค่ายกลเป็นค่ายกลเขาวงกต เมื่อเข้ามาแล้วจะหลงทางในค่ายกล ส่วนลีโอนั้นให้ออกไปล่าสัตว์อสูรเพื่อนำเลือดและแกนวิญญาณมาส่งให้กับเหล่าโสม
จากการโจมตีเมืองของสัตว์อสูรก่อนหน้าที่จางเฉินขโมยเส้นเลือดปฐพี ทำให้มีสัตว์อสูรเหลืออยู่ไม่มากนักทุกอย่างจึงเป็นไปอย่างง่ายดายจางเฉินนั้นเข้าสู่มิติเพื่อฝึกฝนเขาคิดไว้แล้วว่าการทำนิกายครั้งนี้เขาไม่ต้องทำอะไรเลย สิ่งสำคัญของเขาคือการฝึกเท่านั้น
จางเฉินทบทวนเพลงดาบเก้ามังกรก่อนตอนนี้เขาพร้อมฝึกทุกกระบวนท่าแล้ว ดาบเก้ามังกรคะนองศึกดาบเก้ามังกรท่องนภา ดาบเก้ามังกรทลายภูผา ดาบเก้ามังกรทยานฟ้า ดาบเก้ามังกรสยบแปดทิศดาบเก้ามังกรถล่มพสุธา ดาบเก้ามังกรสะบัดหาง ดาบเก้ามังกรกวาดหมื่นทัพดาบเก้ามังกรทำลายล้างโลกา -เมื่อฝึกเสร็จก็นั่งสมาธิฝึกลมปราณเพื่อดูดซับพลังจากวิญญาณระดับกลาง