ทลายสวรรค์ กลืนพิภพ

    ตอนที่ 159 เก่งขึ้นเยอะ

    หลังจากการประกาศยืนยันว่า”พายุโลหิต”เป็นผู้ชนะการแข่งขันในรอบนี้เสียงเชียร์และปรบมือของผู้ชมยังคงกึกก้องอยู่ทั่วสนาม

    แต่บรรยากาศรอบตัวนักแข่งทั้งสี่กลับเริ่มเงียบลงรถแข่งสีแดงของนาฟนำหน้ารถแข่งอีกสามคันที่ตามมาข้างหลังทั้งหมดกำลังขับเข้าห้องพักนักแข่ง

    เมื่อพวกเขาเข้าสู่ทางเดินที่ทอดยาวไปยังห้องพักเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มก้องในอากาศ

    ท่ามกลางไฟที่ส่องสว่างบรรยากาศเงียบงันรถแข่งสีดำที่อยู่ลำดับสองค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้นมาใกล้นาฟ

    ขณะที่ขับเคลื่อนเข้ามาใกล้ สายตาภายใต้หมวกโลหะนั้นส่องประกายอาฆาตราวกับจะสื่อให้รู้ว่าการแข่งขันครั้งนี้ยังไม่จบ

    นาฟเองก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่เป็นมิตรแต่ก็ไม่สนใจยังคงตั้งใจขับรถต่อไป โดยไม่หันไปมอง เมื่อใกล้ถึงห้องพักของแต่ละคนทั้งสองสบตากัน เพียงชั่วขณะหนึ่งที่มีความเงียบงันครอบคลุมไปทั่วอากาศ

    มฤตยูดำยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยส่งสายตาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและอาฆาต ราวกับจะบอกว่า"การต่อสู้ครั้งนี้ยังไม่จบ พวกเราจะพบกันอีกแน่"

    นาฟไม่พูดอะไร เพียงยิ้มเบาๆแล้วขับเข้าห้องพักทันที นาฟรู้ดีว่าความท้าทายนี้ยังไม่สิ้นสุดและการเผชิญหน้าครั้งต่อไปจะต้องยิ่งใหญ่และดุเดือดกว่านี้แน่นอน

     

    บรรยากาศในห้องพักนักแข่งของนาฟเต็มไปด้วยความยินดีคากิและรุ่นน้องอีกสองคน ถึงกับเตรียมเครื่องดื่มเพื่อเฉลิมฉลองเล็กๆภายในห้องพักกัน

     

     "เยี่ยมมากนาฟ!" นายทำได้!" คากิที่ตื่นเต้นดีใจอยู่ตลอดถึงกับยกเครื่องดื่มซดจนหมดแก้วในทีเดียว

    นาฟก็รับเครื่องดื่มมาแล้วยกหมดแก้วในทีเดียวเช่นกัน

    “ถ้าไม่ได้พวกนายกับรถของนายฉันก็คงทำไม่ได้ขนาดนี้”

    คากิหัวเราะแล้วเอื้อมมือมาลูบรถแข่งคันแดง

    “ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล รถเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบนายอย่าถ่อมตนไปเลยนาฟ”

    คากิเข้ามาตบหลังนาฟอย่างเบาๆ ด้วยรอยยิ้มกว้าง"ขอบใจที่เชื่อในทีมงานของพวกเรา ฉันรู้ว่านายทำได้!"

    นาฟยิ้มตอบรับและกวาดสายตามองทีมงานทุกคน "ขอบคุณทุกคนนะ”

    คากิหันไปพูดกับทีมงาน  “เดี๋ยวพวกนายรีบเอารถกลับเข้าฟื้นฟูโดยด่วนเวลามีน้อยเต็มที เราต้องทำให้มันกลับมาในสภาพสมบูรณ์ที่สุดโดยเร็วที่สุด”

    “ครับรุ่นพี่!”

    นาฟหันไปมองคากิแล้วเอ่ย  “นาฟช่วยเอาบันทึกการแข่งขันมาให้ฉันดูหน่อยนะ โดยเฉพาะเจ้ารถแข่งคันสีดำนั้น!”

    “ได้สิ แล้วฉันจะจัดเตรียมไว้ให้แต่ฉันดูแล้วเหมือนมันอยากจะวัดความเร็วกับนายเป็นการส่วนตัวและการขับขี่ของมันเหมือนจะรออะไรบางสิ่ง”

    นาฟพยักหน้าเอ่ยต่อ  “ฉันก็ว่ามันดูแปลกๆและเทคโนโลยียานยนต์ของมันก็ล้ำหน้าไม่เบาเลยทีเดียว”

    “ฉันก็คิดเหมือนกัน เครื่องยนต์แรงดันสูงขนาดนั้นคงมาจากแผนกวิวัฒน์ของพวกใต้ดิน ในรอบชิงนายคงต้องระวังมันให้มาก”

    นาฟพยักหน้า แล้วหันมองไปทางห้องพักที่อยู่ข้างๆ

     

    ทันทีที่การแข่งขันจบลง สนามแข่งที่เต็มไปด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องสว่างไปทั่วทุกมุมทุกคนต่างมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

    ผู้คนต่างจับกลุ่มพูดคุยถึงการแข่งขันที่ผ่านมากันอย่างคึกคักเหตุการณ์และภาพช่วงเวลาสำคัญ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณานิคม

    เด็กหนุ่มที่สร้างสถิติใหม่ เป็นนักแข่งที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถชนะในสนามสุดหฤโหดได้

    เด็กหนุ่มที่มีทักษะการขับขี่ที่ไม่เหมือนใครสามารถเอาชนะอุปสรรคอย่างไม่เกรงกลัว

    ผู้คนต่างก็อยากจะได้ใกล้ชิดกับนักแข่งหนุ่มผู้สร้างปาฏิหาริย์ผู้นี้

     

    จนถึงยามค่ำคืน หลังจากที่เสียงเชียร์และการแสดงความยินดีจางหายไป แสงไฟสนามเริ่มดับลง ผู้คนต่างแยกย้ายกันกลับหลงเหลือเพียงความทรงจำที่เป็นภาพประทับใจของการแข่งขันสุดมันส์ในวันนี้ซึ่งจะตราตรึงในห่วงความทรงจำของทุกๆ คนไปตลอด

     

    ณ มุมหนึ่งของสนามแข่งขัน แสงไฟที่เริ่มสลัวลงทุกที

    มีเงาร่างของชายหญิงคู่หนึ่ง ทั้งสองคนต่างจ้องมองกันและกันไม่มีคำพูดใดๆ เอื้อนเอ่ยออกมา

    ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งไปในขณะนั้นดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความคิดถึง ความรู้สึกที่สะสมมานานนับปีถูกส่งผ่านสายตาที่ไม่อาจหลบเลี่ยง

    หญิงสาวถึงขนาดกัดริมฝีปากเบาๆ ขณะที่มองส่วนชายหนุ่ม เขายิ้มบางๆ แต่ก็ยังคงจ้องมองด้วยสายตาที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เสียงหัวใจของทั้งคู่เต้นรัวเหมือนกับวินาทีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต

    ในที่สุด ชายหนุ่มก็เอ่ยปากก่อนเสียงของเขาแหบแห้งเล็กน้อย แต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความหมาย

    “เจ้าเป็นยังไงบ้าง!” นาฟกล่าวเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก

    เมญ่ามองนาฟ สายตาของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อยเธอพยักหน้าเบาๆ ก่อนที่จะตอบด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อย

    “ข้า.....คิดถึงเจ้า” เมญ่าตอบเรียบง่ายแต่คำพูดนั้นกลับหนักแน่นและเต็มไปด้วยความหมาย

    นาฟก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด ดวงตาส่องประกาย

    “ข้าดีใจที่เจ้ากลับมา” นาฟพูดด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข

    แสงไฟเริ่มมืดลง ทั้งสองคนยืนมองกันอีกครั้งและในวินาทีนั้น พวกเขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความผูกพันที่ไม่เคยจางหายแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความรู้สึกที่มีต่อกันยังคงเหมือนเดิม

    ขณะที่นาฟเริ่มขยับเข้ามาใกล้เมญ่ายิ้มที่มุมปากแล้วหยิบสุราขวดเล็กยื่นให้ชายหนุ่ม

     “ได้ข่าวว่าเจ้าดื่มเก่งขึ้นเยอะ”

    คล้ายกับเรื่องทลายสวรรค์ กลืนพิภพ ที่คุณอ่าน