จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 83 ความเปลี่ยนแปลงของวัตถุวิญญาณทั้งสอง

                แถบอักษร’อัพเกรดสำเร็จ’ฉายวาบผ่านความคิดติดต่อกันสามคราสร้างความตะลึงงันแก่ไป๋หยุนเฟยไปชั่วขณะผ่านไปชั่วอึดใจมันค่อยรู้สึกตัวยันกายลุกขึ้น

                ไป๋หยุนเฟยวางทวนเปลวอัคคีไว้ตรงหน้าก่อนจะเพ่งความคิดเพื่อตรวจสอบ

              “ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับกลาง”

              “ระดับการอัพเกรด: +11”

              “พลังโจมตี: 859”

              “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 563”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อแทงถูกเป้าหมายมีโอกาส 15%ที่จะระเบิดเปลวเพลิงออก”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด:แต้มวิญญาณ 90 แต้ม”

                ไป๋หยุนเฟยจ้องมองทวนเปลวอัคคีในมือในใจมันก็พลุ่งพล่านแทบปะทุ “สมบัติตกทอดระดับกลาง! ระดับชั้นถึงกับเพิ่มขึ้น!ผลเพิ่มเติมและคุณสมบัติก็เปลี่ยนแปลงไป...มิหนำซ้ำระดับการอัพเกรดก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน!”

                “เอ๊ะ? ช้าก่อน...”ไป๋หยุนเฟยที่ตื่นตะลึงถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ “+11? เพียงอัพเกรดขึ้นระดับเดียว?แต่ข้าได้ยินอย่างชัดเจนว่า’อัพเกรดสำเร็จ’ถึงสามครั้งหมายความว่า...”

                มันเหลือบตามองปลอกแขนสีแดงฉานก่อนจะวางมือซ้ายประทับลงแล้วเพ่งความคิด

              “ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”

              “ระดับการอัพเกรด: +12”

              “พลังป้องกัน: 613”

              “พลังป้องกันเพิ่มเติม: 605”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อรับการโจมตี มีโอกาส 9%ที่จะดูดซับพลังโจมตีบางส่วนและเปลี่ยนเป็นพลังโจมตีให้แก่ผู้สวมใส่ในการโจมตีครั้งต่อไปสามารถรักษาพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นไว้ได้สามวินาทีเมื่อเปลี่ยนเป็นพลังโจมตีจะไม่เกินพลังป้องกันของอุปกรณ์ชิ้นนี้”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12: สามารถใช้แต้มวิญญาณเพื่ออัญเชิญมีดปีกเพลิงออกมาได้ขณะใช้งานต้องจะสูญเสียแต้มวิญญาณ พลังโจมตีของมีดปีกเพลิงขึ้นอยู่กับแต้มวิญญาณที่จ่ายให้”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด:แต้มวิญญาณ 86 แต้ม”

                ไป๋หยุนเฟยเพ่งมองวัตถุวิญญาณทั้งสองชิ้นด้วยสายตาว่างเปล่าอยู่เนิ่นนานก่อนจะลุกขึ้นนั่งแล้วหลับตาสูดลมหายใจลึกๆสองสามคราในที่สุดจึงค่อยสงบจิตใจที่เต้นระรัวด้วยความพลุ่งพล่านลงได้

                “ไม่เพียงแต่ระดับชั้นจะเพิ่มขึ้นแต่ระดับการอัพเกรดก็ยังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งและสองระดับ... พวกมันอัพเกรดได้สำเร็จ!”ไป๋หยุนเฟยลูบคลำวัตถุวิญญาณทั้งสองอย่างแผ่วเบาแต่ภายในใจกลับเปี่ยมด้วยความพลุ่งพล่านสับสน “แต่ทว่า...ข้าไม่ได้ออกคำสั่งอัพเกรดอย่างแน่นอน หรือว่า...เป็นเพราะข้าถ่ายทอดพลังธาตุไฟส่วนเกินลงไป?”

                ไป๋หยุนเฟยลูบคลำทรวงอกของตนอย่างลืมตัวภายในทรวงอกของมันนี้กลับมีแก่นพลังแห่งธาตุไฟทำหน้าที่ราวกับเป็นหัวใจคอยควบคุมพลังธาตุไฟไหลเวียนเป็นจังหวะอย่างแช่มช้า

                “ช่างเป็นความรู้สึกอันพิสดารนักข้ารู้สึกราวกับทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังธาตุไฟมิหนำซ้ำยังสัมผัสถึงพลังธาตุไฟรอบกายได้อีกด้วย...”ไป๋หยุนเฟยยกมือซ้ายขึ้นกวัดแกว่งผ่านอากาศราวกับผลักดันบางอย่างออกไปก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับปรับพลังให้กลมกลืนกับรอบกาย

                “ข้าสัมผัสถึงพลังธาตุไฟรอบกายได้อย่างแจ่มชัด...ทั้งยังรู้สึกว่าพวกมันช่างเป็นมิตร... เอ๊ะ?นั่นเป็น... สิ่งมีชีวิต?” ขณะปรับพลังอยู่นั้นไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกราวกับ‘มองเห็น’ภายนอกห้องได้ด้านนอกเป็นนกตัวเล็กที่เกาะอยู่บนยอดไม้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กทั้งหลายอาศัยอยู่ใต้พงหญ้า หรือบางทีหากจะกล่าวให้ชัดเจนก็คือไป๋หยุนเฟยสามารถสัมผัสถึงวิญญาณของพวกมันได้นี่เป็นเคล็ดวิชาการสืบค้นซึ่งมีเพียงผู้บรรลุด่านภูตวิญญาณเท่านั้นจึงจะใช้ออกได้เรียกว่า สัมผัสวิญญาณ

                “เอ๊ะ? ด้านนอกมีคน?ความรู้สึกช่างคุ้นเคยนัก... เป็นพี่ใหญ่หงยินและคนอื่นๆ! พวกมัน...จริงสิ! ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมาค้นคว้าแล้ว...”ไป๋หยุนเฟยพลันตระหนักได้ถึงสิ่งสำคัญที่สุดยามนี้ มันรีบเงยหน้าขึ้นมองไปที่นอกหน้าต่างยามนี้ผ่านเวลาเที่ยงไปแล้วตามที่ตกลงกันไว้คนจากสำนักธารน้ำแข็งสมควรมาถึงแล้ว...

                ทันทีที่ไป๋หยุนเฟยผลักประตูเปิดออกก็มองเห็นว่าด้านนอกเรือนรับรองมีผู้คนสามคนยืนอยู่นั่นเป็นฉู่อวี้เหอและชิวลู่หลิวที่ใบหน้ากลัดกลุ้มห่วงใย ส่วนอีกคนย่อมเป็นหงยินที่ยืนยิ้มแย้มคอยปลอบโยนหญิงสาวทั้งสองด้วยเสียงแผ่วเบา

                “อืม? หยุนเฟยมาแล้วพวกเจ้าเห็นหรือยัง? ข้าบอกแล้วว่ามันไม่เป็นไร...”ยามเห็นไป๋หยุนเฟยเดินออกมา หงยินจึงกล่าววาจาต่อหญิงสาวทั้งสองก่อนจะหันไปพยักหน้าแก่ไป๋หยุนเฟย “หยุนเฟย เมื่อครู่...เจ้าสร้างความแตกตื่นแก่ข้านัก ยังดีที่ภายหลังเจ้าควบคุมทุกอย่างได้ข้าเกือบจะพังประตูเข้าไปช่วยเจ้าแล้ว”

                ไป๋หยุนเฟยหัวเราะเบาๆแก่อีกฝ่าย“เพียงแค่อุปสรรคเล็กน้อยระหว่างการฝึกปรือเท่านั้น แต่ข้าไม่เป็นไรแล้วพวกท่านอย่าได้กังวล ยามนี้ข้าสมบูรณ์พร้อมอย่างยิ่ง”

                หงยินมองไป๋หยุนเฟยอย่างพิจารณา“หยุนเฟย เจ้าถึงกับ... บรรลุถึงด่านภูตวิญญาณแล้ว? เจ้าฝึกปรือเคล็ดวิญญาณเช่นใดกันแน่...เจ้าคงสภาพนี้ไว้ได้นานเท่าใด? จริงสิ...พวกเราไม่อาจเสียเวลาอีกต่อไปแล้ว รีบไปกันเถอะ คนของสำนักธารน้ำแข็งมาถึงแล้ว!”

                หงยินยังคงฝังใจต่อเคล็ดวิญญาณที่ไป๋หยุนเฟยใช้เพื่อฝืนเพิ่มพูนพลังวิญญาณในช่วงเวลาสั้นๆไป๋หยุนเฟยเองก็ไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรดีกระทั่งได้ยินประโยคหลังของหงยินไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกับดวงตาทอประกายแวววับ มันจึงไม่อธิบายอันใดต่อหงยินเพียงกระชับมือที่กุมทวนเปลวอัคคีขึ้น“พวกมันมาถึงแล้ว? ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไม่อาจปล่อยให้‘แขกเหรื่อ’ต้องคอยนานไป ไปกันเถอะหลังจากข้าชนะแล้วพวกเราค่อยสนทนากัน!”

                หลังจากข้าชนะแล้วพวกเราค่อยสนทนากัน!

                คำพูดที่เปี่ยมความมั่นใจนี้มีที่มาจากพลังวิญญาณกล้าแข็งที่พลุ่งพล่านในร่าง มาจากวัตถุวิญญาณอันทรงพลังในมือของมัน!ไป๋หยุนเฟยยามนี้เปี่ยมล้นด้วยจิตต่อสู้ที่จริงแล้วมันแทบจะอดรนทนไม่ไหวมุ่งหวังจะทดสอบพลังของตนรวมทั้งพลังของวัตถุวิญญาณที่แปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงทั้งสองในบัดดล

                คำพูดเรียบง่ายเพียงประโยคเดียวแต่สร้างความแตกตื่นให้แก่หงยินและหญิงสาวทั้งสองอย่างยิ่งทั้งสามมองตามไป๋หยุนเฟยที่ก้าวเดินไปเบื้องหน้าอย่างองอาจ ดวงตาหงยินฉายแววพิสดารก่อนจะเรียกหาหญิงสาวทั้งคู่ให้รีบติดตามไป

                เวลาผ่านไปอย่างแช่มช้าในที่สุดก็ถึงยามบ่าย

                เบื้องหน้าสำนักหลิวขจียามนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับเมื่อเจ็ดวันก่อน ผู้คนสองกลุ่มกำลังยืนเผชิญหน้ากันกระนั้นกลับมีบางสิ่งแตกต่างไปจากเดิม นั่นคือไม่มีผู้ใดชักอาวุธออกมาคนทั้งสองฝ่ายล้วนเผชิญหน้ากันอย่างสงบ

                จางเจิ้นซานนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวด้วยสีหน้าเย็นชามันจะกวาดตามองไปทางเรือนรับรองบ่อยครั้งด้วยสายตาดุร้ายเกรี้ยวกราดราวกับสัตว์ร้ายซุ่มรอเหยื่อ

                ข้างกายมันเป็นอวี้เฟยและหลิวเฉิงพวกมันมีท่าทีเช่นเดียวกับศิษย์ในสำนักที่เพ่งตามองศิษย์สำนักหลิวขจีด้วยสายตาเคร่งเครียดราวกับอดรนทนไม่ไหวบุรุษในชุดคลุมดำนามว่าเหยียนซื่อก็ยืนกอดอกหลับตาที่ด้านข้างอย่างสงบ

                “เจ้าสำนักมู่ตอนนี้เป็นยามบ่ายแล้ว ไฉนไป๋หยุนเฟยยังไม่ปรากฏตัว นี่เป็นเรื่องราวใด? หรือมันไม่กล้าออกมา?”อวี้เฟยขมวดคิ้วมองดูประตูใหญ่สำนักหลิวขจีก่อนจะเอ่ยปากกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

                “ข้อตกลงเป็นวันนี้แต่ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าต้องเป็นยามเที่ยง ว่ากันตามตรงเป็นสำนักที่น่าเคารพของท่านที่ไม่อาจระงับความร้อนใจจึงมาถึงเร็วไปไป๋หยุนเฟยกำลังเตรียมตัวและจะมาถึงในบัดดล ข้าจำต้องขอให้พวกท่านรออีกสักครู่”มู่หว่านชิงกวาดตามองอวี้เฟยก่อนจะตอบคำถามมันอย่างนิ่งเฉย

                “เฮอะ!ข้าทราบดีว่าเด็กน้อยนั้นกำลังฝึกปรือเคล็ดวิญญาณบางอย่าง แต่มันกลับไม่ออกมาเช่นนี้...หรือเป็นเพราะมันไม่อาจทนรับผลข้างเคียงจากการฝึกปรือและสิ้นชีพไปแล้ว...”อวี้เฟยแค่นเสียงเย็นชา ขณะเตรียมจะกล่าวถากถางต่อสีหน้ามันก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงยามที่มองไปทางเรือนรับรอง

                ชั่วขณะที่อวี้เฟยเงียบงันไปเหยียนซื่อก็พลันอุทานเบาๆ มันเงยหน้าขึ้นมองไปที่ด้านหลังกลุ่มศิษย์สำนักหลิวขจีหยิวชิงเฟิง มู่หว่านชิงหลิวเฉิงและจางเจิ้นซานก็เผยสีหน้าประหลาดใจยามมองไปยังทิศทางของเรือนรับรองปีกตะวันตกที่ไป๋หยุนเฟยอาศัยอยู่

                “ชิงเฟิงนี่...” สีหน้ามู่หว่านชิงแปรเปลี่ยนเป็นสับสนไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยปากถามหยิวชิงเฟิงที่ด้านข้างด้วยท่าทีไม่แน่ใจ

                หยิวชิงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยมันพยักหน้ากล่าวว่า “มิผิด... คลื่นพลังจากการก้าวเข้าสู่ด่านภูตวิญญาณเพียงแต่... มีบางอย่างแปลกไป”

                “หรือจะเป็นหยุนเฟย? หรือมีบางอย่างผิดพลาดขณะใช้เคล็ดวิญญาณ?พวกเรา...” มู่หว่านชิงสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยครานี้สร้างความกังวลแก่นางไม่น้อย

                “ไม่จำเป็นหรือเจ้าลืมแล้วว่าหงยินก็อยู่ที่นั่น?และโดยทั่วไปแล้ว เรื่องนี้ไม่อาจให้ผู้อื่นสอดมือเข้าไปได้อยู่แล้วคาดว่าอีกไม่นานคงจะทราบผลลัพธ์...” หยิวชิงเฟิงสั่นศีรษะเล็กน้อยขณะกระซิบตอบเสียงแผ่วเบา

                อวี้เฟยและคนอื่นๆที่ยืนอยู่รอบด้านล้วนเงียบงันไปพวกมันเพ่งความสนใจสัมผัสคลื่นพลังจากพลังธรรมชาติที่เหนือธรรมดานี้จนลืมตัว

                เนิ่นนานผ่านไปทุกคนก็สัมผัสได้ว่าคลื่นพลังที่ปั่นป่วนจากพลังธรรมชาติจางหายไปเหลือไว้เพียงพลังธาตุไฟ เวลาต่อมาพลังธาตุไฟก็สาบสูญไปแล้วทุกอย่างก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ

                “มันบรรลุแล้ว? เป็นไปได้อย่างไร...เคล็ดวิญญาณเช่นไรจึงทรงประสิทธิภาพเช่นนี้...”ดวงตาเหยียนซื่อที่ซุกซ่อนใต้ผ้าคลุมฉายแววประหลาดใจยามที่มันพึมพำกับตนเองเสียงค่อย

                อวี้เฟยนิ่งงันไปเนิ่นนานก่อนจะแค่นเสียงอย่างเย็นชา มันกล่าวกับจากเจิ้นซานที่ข้างกายว่า“ต่อให้มันฝืนเพิ่มพลังถึงด่านภูตวิญญาณได้ชั่วคราวก็ตาม แล้วอย่างไร? ผู้อาวุโสจางเจ้าบรรลุด่านภูตวิญญาณมาหลายปีเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่ใกล้บรรลุด่านภูตวิญญาณขั้นกลางหรือยังจะพ่ายแพ้ให้แก่ภูตวิญญาณที่ฝืนยกระดับพลังขึ้นมาได้? แต่ถึงอย่างนั้น... หากการต่อสู้นี้ไม่อาจเอาชนะได้โดยง่ายจงทำตามที่ผู้อาวุโสเหยียนซื่อชี้แนะ ลากถ่วงไว้!ผลข้างเคียงจากการใช้เคล็ดวิญญาณฝืนเพิ่มพลังนับว่าร้ายแรงนักหากกำเริบขึ้นมันต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!”

                กล่าวจบมันก็ลดเสียงลงกล่าวคำพูดอีกครา “แต่ทว่า... ห้ามเจ้าสังหารมันโดยเด็ดขาดเจ้าต้องไว้ชีวิตมัน หลังจากพวกเราได้รับสิ่งที่ต้องการจากมันแล้วเจ้าจึงจะฆ่ามันได้!”

                จางเจิ้นซานสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังแต่ในดวงตามันกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความเคียดแค้น ถึงกับเคียดแค้นยิ่งกว่าที่ผ่านมามันพยักหน้าเล็กน้อยแต่ยังคงเพ่งมองประตูสำนักหลิวขจีตาไม่กระพริบมันกำลังรอคอยผู้ที่สังหารบุตรชายมันปรากฏตัวขึ้น

                ทั่วทั้งลานกว้างกลับกลายเป็นเงียบสงัดไปชั่วขณะทุกสายตาล้วนเพ่งความสนใจไปยังประตูสำนักหลิวขจีโดยพร้อมเพียงกัน

                ครู่ต่อมา...เสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่องตามมาด้วยร่างคนผู้หนึ่งที่เดินออกมาอย่างรวดเร็ว

                คนผู้นี้สวมชุดยาวสีเทาแขนขวาที่สวมปลอกแขนสีแดงฉานกุมกระชับทวนสีแดงเพลิงไว้ในมือขณะก้าวเดินก็ปรากฏคลื่นความร้อนแผ่กระจายจากทวนยาวออกมาแต่กระนั้นภาพที่ปรากฏกลับขัดตาอยู่บ้าง นอกเหนือจากแหวนช่องมิติสีดำทั้งสองวงแล้วมันกลับสวมแหวนประดับนิ้วอีกสองวงบนข้อมือมันก็สวมกำไลอีกเช่นกัน มองดูแล้วกลับให้ความรู้สึกอันขัดเขินนัก

                ไป๋หยุนเฟยก้มศีรษะคารวะแก่หยิวชิงเฟิงและมู่หว่านชิงจากนั้นก็ไม่ลังเลหรือรีรอแม้แต่น้อยมันเดินตรงไปยังที่ว่างระหว่างกลุ่มคนทั้งสองฝ่ายก่อนจะชี้ทวนเปลวอัคคีไปยังจางเจิ้นซาน

                “จางเจิ้นซานเจ้าต้องการล้างแค้นให้บุตรชายเจ้ากระมัง?ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามาสู้กัน!”

                “เด็กน้อยข้ารอเวลานี้มาเนิ่นนานแล้ว ข้าไม่นำพาว่าเจ้าเตรียมการอะไรไว้ วันนี้เจ้าจะต้องตายอย่างน่าอนาถ!” จางเจิ้นซานเขม้นมองไป๋หยุนเฟยขณะเดียวกันก็ร่ำร้องอย่างเกรี้ยวกราดมันคำรามอย่างเดือดดาลก่อนจะทะยานร่างพุ่งตรงเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยทันที

                “เฮอะรอให้ประมือกันก่อนเถอะ ค่อยดูว่าใครจะชนะใครจะพ่ายแพ้!”ไป๋หยุนเฟยแค่นเสียงเย็นชา มันไม่กล่าวอันใดอีก เพียงเร่งฝีเท้าทะยานเข้าไปทักทายศัตรูสุดกำลัง

                ทวนเปลวอัคคีสั่นระริกยามถ่ายทอดพลังวิญญาณลงไปแสงสีแดงกระพริบวาบบังเกิดเป็นลูกไฟปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าทวนเปลวอัคคียามเปลวเพลิงหมุนวนรอบทวนไป๋หยุนเฟยก็พุ่งทวนทะลวงตรงเข้าใส่จางเจิ้นซานอย่างดุดัน!