“จ่าบูลย์ รายงานเข้าศูนย์บัญชาการ! ขอการสนับสนุนทางอากาศเดี๋ยวนี้!!” มันตราตะโกนสั่งจ่าเอกไพบูลย์ นายทหารสื่อสารของหน่วยซีล
“ครับผม” จ่าบูลย์รับคำสั่งพลางกดปุ่มวิทยุสนามถ่ายทอดคำสั่งออกไปทันที
พันจ่าเอกศรันย์ จากหน่วยซีล และ เรือตรีแพทย์หญิงกัญญารัตน์ พยายามเข้าช่วยผู้บาดเจ็บ แต่แล้วเปลวเพลิงพญาโคมคำอีกลูกก็ซัดเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว… นายทหารเรือทั้งสองจึงถูกเปลวเพลิงลุกไหม้จนท่วมกาย พลีชีพในหน้าที่ทันที
ทุกคนเริ่มถอยร่น หัวใจสั่นระรัวด้วยความตระหนก เสียงเปลวเพลิงคำรามรอบตัวพวกเขา ราวกับกำลังพ่นไฟเผามดปลวกที่มีร่างกายอันเปราะบาง
แต่แล้ว…
เสียง "ตับ...ตับ...ตับ..." ดังสะท้านสะเทือนมาแต่ไกล ก่อนจะใกล้เข้ามาจนทวีความถี่เป็น “ตับตับตับตับตับ!” พื้นดินพลันสั่นสะเทือน ลมแรงมหาศาลหมุนวนพัดพาฝุ่นผงฟุ้งกระจายตลบไปทั่ว กิ่งไม้ ใบไม้โบกสะบัดพัดไหวราวถูกกระชาก ก่อนจะปรากฏวัตถุบินแบบปีกหมุน มันคือเฮลิคอปเตอร์จู่โจม แล่นวาบมาเหนือแนวยอดไม้ ทั้งสามลำบินโฉบไปมาอยู่บนท้องฟ้า
“เฮลิคอปเตอร์จู่โจม รุ่น FA-33B อัศวินสายรุ้ง” พร้อมจรวดนำวิถีแบบ “Vx-13 ม่านอัคคี” และ ปืนกลอากาศ Vortex-90 ที่มีอัตราการยิงสูงถึง 8,000 นัดต่อนาที ตะลุมบอนกับเหล่าสัตว์อสูรบนฟากฟ้าอย่างดุเดือด!
จรวดและกระสุนเจาะร่างของพญาโคมคำร่วงลงมากระแทกพื้น เกิดไฟลุกท่วมกลางราวป่า จนกระทั่งตัวสุดท้ายที่มีองค์ชายสามขี่อยู่ ตัดสินใจหักปีกพุ่งตัวลงรอยแยกอัคคี หายไปพร้อมกับเสียงที่ก้องกังวาน “ถึงวันนี้ข้าจะยังเอาชนะพวกเจ้าไม่ได้ แต่อย่าได้กังวลไปเลยแล้ววันนึงข้าจะกลับมา เพื่อยึดครองสามทวีปนี้ไว้ใต้ฝ่าเท้าข้าให้ได้!”
เปลวไฟค่อยๆสงบลงทิ้งไว้เพียงเถ้าธุลีและควันสีขาว ใบหน้าของพลเรือเอกองค์ชายมันตราอันเปรอะเปื้อนไปด้วยเขม่าและเหงื่อที่ไหลซึมจนเป็นเม็ดเกาะพราวทั่วทั้งใบหน้า แต่สายตาคู่นั้นของเขาก็ยังไม่แปรเปลี่ยน ยังคงแน่วแน่และคมกริบเช่นเคย
เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์สามลำดังแหวกอากาศ ร่อนลงสู่ลานกว้างเบื้องล่าง ก่อนที่ประตูจะเปิดออก ทหารหน่วยรบพิเศษก็พลันทยอยก้าวลงมาอย่างรวดเร็วและมีวินัย
“กระผม เรือโทสมเดช รองหัวหน้าหน่วยรบพิเศษที่ 304 ครับ” นายทหารหนุ่มกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“นำกำลังพล 10 นาย พร้อมอุปกรณ์ช่วยดำน้ำ 15 ชุด มาสมทบแล้วครับผม”
มันตราพยักหน้ารับคำ พลางกล่าวเรียบๆ “เลือกคนที่ผ่านหลักสูตรซีลมาให้ผมสักห้าคนก็พอ ที่เหลือให้กลับฐานได้เลย”
มันตาทอดสายตามองร่างอันไร้วิญญาณของสามนายทหารหน่วยซีลและอีกหนึ่งนายทหารเสนารักษ์ ที่สละชีพไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“นำศพกลับฐานจัดพิธีให้ผู้ล่วงลับอย่างสมเกียรติ ทิ้งคอปเตอร์ไว้ที่นี่ลำเดียวก็พอ ฝากดูแล ท่านจีเส้าเทียน และ จ่าไพบูลย์ ด้วย พวกเขาบาดเจ็บจากสะเก็ดไฟควรนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด”
“ครับผม!” เรือโทสมเดช รับคำสั่ง
มันตราไม่พูดอะไรอีก เขาเดินตรงไปยังกลุ่มทหารที่กำลังจัดเตรียมอุปกรณ์ดำน้ำที่เพิ่งนำลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ลำสุดท้าย
“ทหาร! พร้อมหรือยัง!”
เสียงตะโกนดังกึกก้อง
“พร้อม!” เสียงตอบรับกระชับและหนักแน่น
“อีกครั้ง... พร้อมหรือยัง!”
“พร้อม!!!”
ทันใดนั้นเองเขาก็ถึงกับหยุดชะงัก เมื่อเหลือบไปเห็นใครบางคนในชุดพลาง กำลังก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ลำสุดท้าย
“ปิ่น? มาได้อย่างไร?”
นาวาเอกหญิงปิ่นหทัยแบกเป้สัมภาระเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าเขา ก่อนจะยกมือทำวันทยาหัตถ์ “ดิฉัน นาวาเอกหญิงปิ่น รายงานตัวค่ะ”
“เธอมาได้ยังไงกันเนี่ย” มันตราถามอย่างงงๆ
“ดิฉันได้ยินประกาศรับอาสาสมัครทางวิทยุพอดีค่ะ บังเอิญอยู่ใกล้ฐานเฮลิคอปเตอร์เลยขอโอกาสมากับทีมนี้ค่ะ” เธอตอบชัดเจน แม้แววตาเธอพยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้ แต่ในใจกลับรู้สึกวูบวาบ ใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะสายตาของเขา...ที่จ้องมองมาอย่างห่วงใย
“ภารกิจนี้มันอันตรายมากนะ” น้ำเสียงของมันตราแผ่วลงอย่างเป็นห่วง
ปิ่นหทัยกลืนน้ำลายเบาๆ แล้วตอบกลับพร้อมด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องห่วงค่ะ ท่านนายพลดิฉันผ่านหลักสูตรซีลมาเหมือนกัน รับรองว่า ผบ.เรือหลวงมันสินธรอย่างดิฉันจะไม่ตายแน่นอน”
แต่ภายในใจเธอกลับคิดว่า… แม้จะต้องตาย แต่หากได้อยู่ใกล้เขาในภารกิจนี้…ก็ถือว่าคุ้มค่าที่ได้เกิดมาเป็นชีวิตหนึ่งแล้ว
เมื่อได้ฟังคำมันตราก็พลันนึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ จึงกล่าวกับเธอว่า “ขอผมดูพอร์ตโฟลิโอของคุณสักหน่อยจะได้ไหมครับ”
“ได้ค่ะ” เธอล้วงลงไปในเป้หยิบแท็บเล็ตขึ้นมาแนบกับบัตรประจำตัวทหารที่เพิ่งดึงออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นส่งให้เขาด้วยรอยยิ้มและความประหลาดใจเล็กๆ “ดิฉันไม่ใช่แค่หน้าตาดีอย่างเดียวนะคะ ความสามารถก็ไม่เคยแพ้ใครเลย”
มันตราหยิบเครื่องสแกนมือถือขึ้นมาเชื่อมต่อเข้ากับแท็บเล็ต และเมื่อแสกน QR Code จากบัตรประจำตัวทหาร ข้อมูลก็พลันปรากฏขึ้นบนหน้าจอแท็บเล็ต
ผลการฝึกทุกหลักสูตรของเธออยู่ในระดับยอดเยี่ยม หลักสูตรที่มีการจัดอันดับ เธอก็อยู่ในอันดับหนึ่งทุกๆรายการ มันตราถอนหายใจแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “คุณน่าจะเกิดมาเป็นผู้ชายนะ… เก่งซะขนาดนี้ ผมยอมคุณแล้ว”
ปิ่นหทัยหัวเราะเบาๆ พร้อมมองสบตาเขาหยาดเยิ้ม “ถ้าดิฉันเกิดมาเป็นผู้ชาย… เราคงไม่มีวันได้มายืนเคียงคู่กันแบบนี้หรอกค่ะ” คำพูดนั้นทำเอามันตราชะงักไปเล็กน้อย แต่เขาก็พยักหน้ารับด้วยความเคารพ
“ไปกันเถอะ...” เสียงเขาแผ่วลง
ทหารทุกนายจัดขบวนเตรียมตัวลงสู่รอยแยกอัคคี ขณะสายลมอุ่นภายในปล่องอันมืดมิดเบื้องหน้ากรรโชกผ่านผิวแก้มทั้งสองของปิ่นหทัย มันตรารีบยกมือขึ้นบังไอร้อนเอาไว้
แม้การกระทำนี้มันจะเป็นเพียงการทำตามหน้าที่ของหัวหน้าที่ดูแลลูกน้องก็ตาม แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เธอมีความสุขกับความรู้สึกอบอุ่นภายในใจเช่นนี้
หากต้องตายภายในวันนี้ เธอก็ไม่เสียดายเลย นี่คือความรู้สึกที่ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยออกมาได้ จึงต้องเก็บซ่อนมันเอาไว้ภายในใจและมีความสุขไปกับความทุกข์เช่นนี้ด้วยความเต็มใจ
ณ ขอบปล่องรอยแยกอัคคีในยามใกล้ค่ำ แสงสีส้มแดงแห่งอาทิตย์อัสดงสาดทาบลงบนขอบผาหิน เงามืดของขุนเขาและไอร้อนจากเบื้องล่างทำให้บรรยากาศดูน่ากังวลไม่น้อยเลย
เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์จู่โจมดังทำลายความเงียบแห่งขุนเขา ก่อนเงาร่างของบรรดาทหารกล้าจะทยอยโรยตัวลงไปภายในปล่องรอยแยกอัคคีอย่างคล่องแคล่วทีละคน
พลเรือเอกองค์ชายมันตรา ก้าวลงบนขอบผาชั้นล่างด้วยสีหน้าแน่วแน่ ตามด้วย หน่วยซีล 3 นาย, ทหารเสนารักษ์ 1 นาย, และ นาวาเอกหญิงปิ่นหทัย โรยตัวตามกันลงมาท่ามกลางเงาสลัวของแสงอาทิตย์ยามตกดิน
รอบตัวคือ แสงเรืองสีแดงของหินหลอมละลาย เบื้องล่างเสียงไอน้ำจากโพรงลึกส่งเสียง “ฟู่ ฟู่” ดังสม่ำเสมอราวลมหายใจของสัตว์ยักษ์ที่กำลังหลับใหล
“สแกนพลังงาน!” มันตรากล่าวสั่งการสั้นๆพรางชี้นิ้วไปยัง บึงน้ำร้อนกลางรอยแยกที่เรืองแสงสีนวลจางๆจากใต้ผิวน้ำ
เสียงเครื่องสแกนดัง “ติ๊ด ๆ ๆ” ตามมาด้วยภาพแสดงคลื่นพลังเวทย์จางๆ ราวกับสิ่งมีชีวิตกำลังเคลื่อนไหวอยู่เบื้องล่าง
“ความร้อนสูง… แต่ไม่ถึงขั้นเป็นอันตราย” หน่วยซีลคนหนึ่งรายงาน
“สวมชุดดำน้ำป้องกันความร้อน และเตรียม Scooter ใต้น้ำให้พร้อม!” มันตราสั่งเสียงเข้ม พรางหันไปมองบรรดาทหารที่กำลังทยอยลงน้ำ มันตราชูมือ ส่งสัญญาณสั้นๆ ก่อนพุ่งตัวลงใต้น้ำ เสียงเครื่อง Scooter ใต้น้ำคำรามต่ำในหู ทุกคนดำน้ำตามเกาะติดกันมาโดยรักษาระยะห่างพอสมควร ต่างพากันดำลงลึกจนแสงจากผิวน้ำเริ่มเลือนหาย
ทุกคนดำดิ่งลงไป 20 เมตรใต้ผิวน้ำ จึงได้พบเงาลางๆของถ้ำใต้น้ำที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ช่องเปิดขนาดใหญ่ถูกปกคลุมด้วยพืชใต้น้ำ และสาหร่ายสีเขียวเข้มมากมาย
มันตราส่งสัญญาณมือให้ทุกคนแทรกตัวเข้าไป อย่างเงียบที่สุด ทุกคนจึงเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง น้ำร้อนจัดที่โอบล้อมชุดดำน้ำของพวกเขา ราวกับกำลังเตือนว่าที่นี่ไม่ต้อนรับพวกเขา