กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม
เอาจริง ๆ นะพวกนาย..
ถ้าเคยโดนผ่าตัดเส้นปราณมาก่อนจะเข้าใจเลยว่า 'ความเจ็บ' ในยุทธภพมันไม่ได้โรแมนติกเหมือนอย่างในนิยายเลยสักนิด
ทุกการก้าวขาของผมตอนนี้คือการต่อสู้กับความปวดที่เหมือนเข็มไฟจิ้มเข้ากลางเส้นประสาท
ไม่ใช่แค่ครั้งหรือสองครั้งนะ..!
แต่มันปักซ้ำ ๆ เหมือนแม่ค้าขายปิ้งย่างที่อยากแน่ใจว่าเนื้อสุกทั่วถึง
ขาผมหนักเหมือนมีหินมัดไว้ทั้งสองข้าง ลำตัวเหมือนโดนตีด้วยตะบองที่แช่น้ำเกลือมาสามปี และหัวใจก็เหมือนคนที่โดนเรียกไปเข้าห้องปกครองโดยไม่มีใครบอกว่าทำผิดอะไร
ถ้าใครคิดว่าการที่เกิดมาพร้อมกับพลังสถิตระดับ 'หกดาว' แล้วจะได้พลังเหนือคนมาแบบฟรี ๆ หล่อ ๆ แล้วล่ะก็
ขอบอกเลยว่าคิดผิด..
เพราะผมนี่แหละคือหลักฐานมีชีวิตของคำว่า 'เจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ'
เฮ้อ..
“พลังสถิตระดับหกดาว!?!?!”
ผมเห็นสายตาของหนานหงชุนเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำพูดของซุนโหวหวัง
มันมองมาทางผมที่นั่งพิงประตูอยู่
สายตานั้น..
เอาเถอะ..
เหมือนกับมันไม่อยากเชื่อว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือไอ้หมอนี่ ที่มีพลังสถิตถึงระดับหกดาว
นี่แค่เกิดมามีระดับสี่ดาวครึ่งก็แทบจะได้รูปปั้นทองคำประจำหมู่บ้านอยู่แล้ว ระดับห้าดาวยิ่งเหมือนเทพเจ้าส่วนตัวที่ใคร ๆ ก็กราบไหว้
แล้วนี่ไอ้ผม.. คนที่พลังยังเอาไม่อยู่จนสลบเป็นว่าเล่น กลับถูกระบุว่ามีพลังหกดาวในร่าง
โอเค..
ยิ่งใหญ่จนน่าหวาดหวั่นก็ว่าได้
“ว่าแต่ไอ้พลังสถิตระดับหกดาวอะไรนั่นมันพิเศษตรงไหน ข้าไม่เข้าใจ..”
ผมพึมพำถามออกมาเสียงเบา..
แทบไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคนอื่นจะได้ยินไหม เพราะตอนนั้นร่างกายผมมันเหมือนเศษผ้าชุบน้ำที่โดนบิดแรง ๆ ไปแล้วรอบหนึ่ง
ทั้งเจ็บ ทั้งปวด และเหนื่อยจนแทบไม่เหลือแรงจะคิดอะไรต่อ
“ต้องพิเศษแน่นอนอยู่แล้ว!”
เสียงของหงชุนยังเต็มไปด้วยความตกใจ ราวกับทุกลมหายใจเข้าออกคือการพยายามประมวลว่าไอ้คนที่นั่งซังกะตายอยู่ตรงหน้าคือใครกันแน่
มันมองผมเหมือนกำลังมององค์เทพลงมาจุติ
น้ำเสียงที่มันพูด..
ผมฟังออกเลยว่ามันไม่ใช่แค่ตกใจ..
แต่มันมีทั้งความเคารพและความชื่นชมเจืออยู่ด้วย
“คิดง่าย ๆ นะพี่หม่า..
ทวีปนี้มีสี่อาณาจักรและสองดินแดน..
สำนักกระบี่สี่ขุนเขาถือได้ว่ายิ่งใหญ่ได้ด้วยวิชากระบี่โบยสวรรค์และเป็นแหล่งแร่ปราณสำคัญของทวีป แถมยังมีชื่อเสียงเรื่องคุณธรรมส่งเสริมอีก
อารยธรรมขนนกเองก็ใช่ด้อย..
หากเปรียบสำนักสี่ขุนเขาคือแสงตะวันขัดมาร อารยธรรมขนนกก็คือแสงแห่งจันทราที่ชำระจิตใจที่โง่งม
พวกเราทั้งสี่อาณาจักรจึงเคารพและนับถือสองดินแดนนั้นเรื่องความดีงาม
ทว่าเราสี่อาณาจักรนั้นแตกต่าง..
แม้จะไม่ได้ทำสงครามกันมาหลายพันปีแล้ว แต่ใช่ว่าจะไม่มีความบาดหมางหรือข้อพิพาทใด ๆ เลย
ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ในตอนนี้อาณาจักรปัญจมิตรของท่านและแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ของข้างยังหมางใจกันอยู่..
แม้จะเป็นความบาดหมางเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม
แต่พวกเรายังไม่ทำอะไรกันได้แต่จ้องหน้ากันไปมาก็ด้วยพลังสถิตระดับห้าดาวทั้งสี่”
หงชุนหยุดพูดไปแปบหนึ่ง เหมือนมันกำลังรวบรวมลมหายใจ
ผมเห็นเลยว่ามันไม่ได้พูดเล่นหรือพูดเอาเท่..
มันกำลังจะพูดเรื่องสำคัญ และผมเองก็ได้แต่นั่งนิ่ง รอฟังเหมือนเด็กนักเรียนที่รอครูประจำชั้นเฉลยคะแนนสอบปลายภาค
“ที่สี่อาณาจักรของพวกเรายังยืนหยัดเป็นอาณาจักรทั้งสี่ทิศได้เหนือ อาณาจักร แคว้น หรือเมืองอื่น ๆ ที่ล่มสลายมาได้หลายพันปี
ส่วนหนึ่งก็มาจากพลังสถิตทั้งสี่
อาณาจักรของท่านคือพลังสถิตมังกรฟ้าที่ส่วนใหญ่เลือกเกิดเฉพาะคนในตระกูลตง
แคว้นของข้าคือวิหคเพลิงของราชวงศ์ข้า
นครหิมะฯ คือพยัคฆ์ขาวแห่งราชสกุลซี
จักรวรรดิเต่าดำคือเต่าทมิฬก็ต้องราชวงศ์เป่ย
เพราะมีสี่สัตว์เทวะในระดับห้าดาวเป็นของตนเองจึงทำให้พวกเราทั้งสี่อาณาจักรยังเกรงใจกันอยู่ ไม่กล้าสร้างสงครามระหว่างกันเพราะกลัวคนซ้ำในยามเปลี้ยหรือต่อให้สองอาณาจักรรวมหัวกันรังแกอีกหนึ่งอาณาจักร..
อาณาจักรที่ว่างอยู่จะรีบกระโดดเข้าห้ามศึกเพราะกลัวอำนาจที่คานกันมาเนิ่นนานจะเสียสมดุล
แต่นี่!!
การที่จู่ ๆ ดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งฯ บอกว่ามีพลังสถิตระดับหกดาวถึงสองตนคือพลังสถิตราชันมังกรทองของท่านกับพลังสถิตกิเลนเพิ่มเข้ามา..
มิใช่เท่ากับว่าท่านในภายภาคหน้าจะอยู่เหนือกว่าพวกเราสี่อาณาจักรหรอกหรือ”
ผมฟังอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าความเกรงใจ
อาจเพราะผมเคยตกใจไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่รู้ว่ากลางทะเลแอตแลนติกมีทวีปของจอมยุทธ์แอบซ่อนอยู่
วันนั้นโลกทั้งใบของผมมันเหมือนโดนปอกเปลือกจนไม่เหลืออะไรให้แปลกใจอีกแล้ว
ผมยกมือขวาขึ้นมาดูตราปราณที่ฝังอยู่บนนั้น..
เป็นรูปมังกรตัวเบ้อเร่อที่เหมือนพร้อมจะตวัดฟ้าผ่าทะลุดินได้ทุกเมื่อ
ผมไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงดี..
แปลกใจ? กลัว? ภูมิใจ? หรือว่าล้าเกินกว่าจะรู้สึกอะไรอีกแล้วกันแน่
ความคิดในหัวมันตีกันยุ่งไปหมด เหมือนมีเวทีมวยยกเล็ก ๆ อยู่ในสมอง
“เอ่อ..จริงสิหม่าเจี้ยน.. ข้ามีข้อสงสัย”
พอมีช่องว่างในบทสนทนา เสียงของหนานหงเซียก็ดังแทรกขึ้นมาทันที รวดเร็วราวกับเธอรอจังหวะนี้อยู่ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
ผมรู้สึกเหมือนโดนสายตาของเธอจ้องทะลุถึงเส้นประสาทท้ายทอย..
เป็นสายตาแบบเดียวกับครูประจำชั้นที่จับได้ว่าเราแอบลอกการบ้านเพื่อน
มันคือสายตากึ่งตำหนิ กึ่งสงสัย และเต็มไปด้วยความอยากรู้
“ตอนที่เจ้าสลบอยู่..
เหตุใดดวงจิตของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาถึงเรียกหาเจ้าว่า 'ทารกน้อยตระกูลหลิว' มิใช่ 'ทารกน้อยตระกูลหม่า'
สรุปเจ้าแซ่อะไรกันแน่?”
เอาเข้าจริง..
ผมก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะว่าหนานหงเซียสงสัย แต่ก็คงยังไม่กล้าถามในตอนที่ดวงจิตผู้ก่อตั้งยังพูดไม่หยุดแบบนั้น
แต่พอจังหวะมันเปิดให้..
เธอก็เลยยิงคำถามใส่ผมทันที และคำถามนั้นก็เป็นอะไรที่ผมรู้ว่าจะต้องเจอเข้าสักวัน
“ใช่แล้ว.. ข้าใช่แซ่ปลอมหลอกพวกเจ้า”
ผมเลือกจะพูดความจริงออกไปตรง ๆ เพราะต่อให้จะปิดไว้ตอนนี้ มันก็คงไม่ช่วยอะไรอีกแล้ว
“แซ่จริง ๆ ของข้าคือแซ่หลิว..
บิดาของข้าคือหลิวหลงและมารดาของข้าคือหนานจื่อฮว่า”
“หนานจื่อฮว่า.... หนานจื่อฮว่า... หระ..หรือหนานจื่อฮว่าที่เจ้าว่าคือท่านน้าสามของพวกข้า?”
หงเซียเอ่ยถามออกมา..
สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันทีแบบที่ไม่ต้องบรรยายเพิ่มเลยก็เข้าใจได้ว่าข้างในใจของเธอกำลังปั่นป่วนแค่ไหน
เพราะสิ่งที่เธอเพิ่งรู้..
มันดูจะเหนือกว่าเรื่องพลังหกดาวที่ผมเพิ่งโดนแปะป้ายมาเสียอีก
เข้าใจได้นะ..
เพราะตามเรื่องที่พวกมันรู้ อาม้าของผมน่าจะตายไปพร้อมกับอาป๊าเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว
และไม่ใช่แค่ข่าวลือเล็ก ๆ ซะด้วย..
ดันเป็นคำประกาศทางการจากพรรคมารราตรีค้ำฟ้าด้วยซ้ำ
แบบนั้นใครมันจะไม่เชื่อเล่า?
“ใช่... นั่นแม่ข้า”
ผมพูดพลางแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย..
ไม่ใช่เพราะสะใจหรืออะไรหรอกนะ แต่เพราะมันรู้สึกปน ๆ กันอยู่ในอก ทั้งขำ ทั้งเหนื่อย และทั้งเหน็บลึกอยู่ข้างในแบบที่ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ชัดเจนดีนัก
“ขอบใจนะที่พวกเจ้ายังรู้ว่าแม่ของข้าคือน้าของพวกเจ้า”
“พะ..พี่หม่า........พี่หลิว! เหตุใดท่านถึงปิดบังพวกข้าด้วย?”
เป็นเสียงของหงชุนที่ถามขึ้นมา..
น้ำเสียงของมันไม่ได้ก้าวร้าว แต่มันมีแรงกดดันบางอย่างซ่อนอยู่ ราวกับเขารวบรวมความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในอกมานานจนกลั่นออกมาเป็นคำถามนี้เพียงประโยคเดียว
“บอกความจริงไปแล้วข้าได้อะไร?
ข้าคือลูกของคนที่เสด็จตาของพวกเจ้าขับไล่ออกมานะ
แล้วอีกอย่าง..
ก่อนหน้านั้นพวกเราใช่เริ่มต้นกันได้ดี น้องสาวของเจ้ายังเคยใช้ดาบจ่อคอหอยของข้าอยู่เลย นี่ไม่รวมว่านางเรียกข้าว่า 'ปีศาจจอมหื่นกาม' อีก
เป็นเจ้า..
เจ้าจะกล้าบอกแซ่ที่แท้จริงหรือไม่..? และยิ่งพวกเจ้าที่เป็นหลานของเขาคนนั้นอีก
ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีผลต่อข้าในภายหลัง..
นี่หากไม่ติดว่าเจ้าสำนักรุ่นแรกปากพล่อย ยังไงข้าก็ไม่บอกแซ่จริง ๆ ของข้าให้พวกเจ้าได้รู้แน่”
ผมพูดพลางหันไปมองหงเซีย..
ก็มันอดไม่ได้..
เพราะนางเองก็มองลบต่อผมมาตลอด
แน่นอนว่าเธอก็ไม่ยอมแพ้..
ยัยนั่นถลึงตากลับมาทันทีแบบไม่มีลังเล ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างหงุดหงิด
แต่ผมว่า.. มันมีอะไรแฝงอยู่ในแววตานั่นนะ
อะไรบางอย่างที่..
เอาเถอะ..
ยังไม่พูดตอนนี้ดีกว่า..
“ท่านพูดถูก..
เป็นข้า..ข้าก็ไม่กล้าบอกแน่
มิน่าเพียงท่านเห็นพู่หยกคาดเอวของข้าท่านถึงรู้ได้ว่าข้าเป็นคนจากราชวงศ์หนาน”
ผมเห็นหงชุนพยักหน้าช้า ๆ รับคำอธิบายของผม สีหน้าเขาเหมือนคนที่เพิ่งยอมรับอะไรบางอย่างลงลึกในใจ
ก่อนที่เขาจะขยับตัวมายืนตรง แล้วจู่ ๆ ก็ก้มศีรษะลงต่ำพร้อมยกมือขึ้นคารวะผมแบบเต็มพิธี
เอาตรง ๆ นะ..
ผมไม่ชินกับภาพแบบนี้เลย
มันไม่ใช่ทุกวันหรอกที่คนในราชวงศ์จะมาก้มหัวให้ไอ้คนที่เคยโดนหาว่าเป็นปีศาจอย่างผม
“เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณในความใจกว้างของท่านด้วย..พี่หลิว
แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้แบบท่านหรือไม่ ในเมื่อพวกเราราชวงศ์หนานได้กระทำเรื่องแบบนั้นกับแม่ของท่าน
ท่านช่างใจใหญ่ใจกว้างยิ่งนัก”
“พอแล้ว..พอแล้ว..ไม่ต้องก้มหัวให้ข้าแล้วหงชุน”
ผมยิ้มบาง ๆ แล้วกวักมือส่งให้แบบขอไปที
เอาจริง ๆ ตอนนั้นผมก็แค่อยากตัดบท ไม่ได้อยากให้ใครมาก้มหัวให้ผมขนาดนั้น
มันรู้สึกแปลก ๆ
จะว่าเขินก็ใช่..
จะว่าไม่ชินก็ไม่ผิดนัก..
“ข้าน่ะแยกแยะเป็น..
คนที่ขับไล่แม่ของข้าก็คือตาของพวกเจ้า ไม่ใช่เจ้าสักหน่อยหงชุน
อีกอย่าง..
ที่ข้าช่วยเจ้า..เจ้าก็ต้องกลับไปขอบคุณพ่อแม่ของเจ้าเถอะที่สอนสั่งเจ้าทั้งสองได้ดี..
จนทำให้ข้าใจอ่อนอยากช่วยพวกเจ้า เพราะคิดว่าหากคนที่เป็นห่วงประชาชนเช่นเจ้าได้ขึ้นเป็นกษัตริย์..
แคว้นของเจ้าคงสงบร่มเย็นแน่”
ทันทีที่ผมพูดจบ..
ผมเห็นรอยยิ้มอ่อน ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหงชุน พร้อมกับการพยักหน้ารับเบา ๆ
มันเป็นท่าทางที่ดูไม่มากไม่น้อยไป..
พอให้รู้ว่าเขาซึมซับสิ่งที่ผมพูดไว้ในใจ
“ข้าขอให้สัตย์สาบานต่อท่าน..พี่หลิว..!
หากวันหน้าข้าได้ขึ้นเป็นกษัตริย์จริง ๆ สิ่งที่สองที่ข้าจะทำคือการนำเสด็จน้ากลับเข้าสู่ราชวงศ์หนานอย่างสมเกียรติ
เอ่อ..ว่าแต่พี่หลิว
ตอนนี้เสด็จน้าพำนักบอยู่ที่ใดหรือ..?
สบายดีหรือไม่?”
ผมรู้สึกเหมือนบางอย่างในอกมันกระตุกขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว..
แค่ประโยคคำถามนั้น..
เหมือนมันไปเปิดลิ้นชักบางช่องที่ผมซ่อนไว้ดีเกินไป..
ความรู้สึกที่คิดว่าลืมไปแล้วมันพลันย้อนกลับมาฉับพลัน ราวกับม่านหมอกบาง ๆ ปกคลุมดวงตา
“แม่ของข้าเสียมาได้สองปีแล้ว..”
“ขะ..ขะ..ขออภัยพี่หลิว ขะ..ข้าไม่รู้ว่าท่านน้าเสียแล้ว”
หมอนั่นรีบตอบกลับทันที เสียงฟังดูละล่ำละลักพอกับสีหน้าและท่าทางที่ก้มหัวขอโทษอย่างรู้สึกผิดเต็มหัวใจ
“เอ.. เจ้านี่..!!
เกิดปีไก่หรือยังไงถึงขยันก้มหัวให้คนอื่นแบบนี้..!
มันใช่ความผิดของเจ้าตรงไหน”
ผมรีบโบกมือไปมาแบบปัด ๆ ไม่ใช่เพราะไม่แคร์หรอกนะ
แต่ไม่อยากให้บรรยากาศมันจมอยู่นานไปกว่านี้แล้วต่างหาก
“พอเถอะ..พอเถอะ เปลี่ยนเรื่อง!
สรุปพวกเจ้าพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับสุสานที่แท้จริงที่ตาแก่นั่นบอกบ้างหรือไม่?”
โหวหวังส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะพูด
“แต่ฉันเชื่อว่าอย่างไรพวกเราต้องหาพบ..
เพราะท่านบรรพบุรุษนั้นได้คิดแทนพวกเราเอาไว้แล้ว
เมื่อถึงเวลา..
ต่อให้ไม่อยากหาอย่างไรย่อมต้องพบ..!
ดูอย่างที่นี่..
ฉันวิ่งมาส่งเดชคิดใช้เป็นที่แอบชั่วคราวกลับได้พบ..
ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหลอกหนา”
“พี่ซุนกล่าวมีเหตุผล..
พวกท่านบรรพบุรุษได้เตรียมทุกสิ่งอย่างไว้ให้พวกเราหมดแล้ว
ดูอย่างข้า..
พลังฝึกปรือของข้ารุดหน้าไปไกลมาก..
วันก่อนยังเป็นสัมผัสปราณอยู่เลย วันนี้กลายเป็นสัมผัสสรรพวิถีไปแล้ว”
ไอ้คนเป็นองค์ชายพูดจบก็ได้จุดเรียกเปลวนิพพานขึ้นมา
เปลวไฟสีขาวนวลที่ลุกพรึ่บขึ้นมาบนฝ่ามือของหงชุน..
มันเป็นแสงที่ดูสงบแต่ทรงพลัง เหมือนมันไม่ต้องการเผาอะไรทั้งนั้น แต่แค่มีอยู่ก็รู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวพร้อมจะปลดเปลื้องสู่นิพพาน
มันสวยนะ..
สวยแบบที่ไม่อยากแตะต้อง..
“แถมยังสามารถปลุกเปลวนิพพานขึ้นมาได้อีก!
นั่นย่อมเป็นกำไลของข้าแต่เพียงผู้เดียว”
ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ชินกับพลังใหม่ที่ได้มา..
เพราะมันใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะควบคุมเปลวนั้นให้ดับลงได้
ผมมองเงียบ ๆ แล้วก็อดนึกไม่ได้ว่าทุกอย่างมันเหมือนถูกเซ็ตไว้ล่วงหน้าอย่างที่พูดจริง ๆ
“ไหนจะพลังปราณที่พี่เจี้ยนอีก..เอ่อ..ปราณอะไรนะ..อ๋อ..ปราณมาศ!!
ทุกอย่างล้วนถูกเตรียมไว้ให้ท่านและข้าไหนจะห้องที่สาม..”
หงชุนมองไปที่น้องสาวของมันและโหวหวัง
“เห็นพวกเจ้าว่าท่านปรมาจารย์ให้พวกเจ้าฝึกร่วมกันในห้องที่สาม..
มันเป็นวิชาเช่นไรรึ?”
“ต้องเป็นวิชากระบองตระกูลซุนแน่”
ผมเอ่ยเสริมไปตามความเข้าใจของตัวเอง..
ก็คิดเอาเองแหละว่ามันต้องเป็นแบบนั้น
ซุนโหวหวังเหลือบตามองยันคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มันด้วยแววตาที่ผมเห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้..
ว่ามันนี่แหละเสือตัวจริง.. เป็นรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์นัก
“ใช่..
ฉันได้สอนวิชากระบองประจำตระกูลซุนให้แม่หงเซีย.
แถมฉันยังอนุญาตให้น้องสาวของเอ็งได้จับกระบองของฉันด้วย”
หน้าของหนานหงเซียขึ้นสีแดงจัดจนผมนึกถึงลูกท้อที่สุกงอมจนเกือบเน่า
เธอก้มหน้ามองพื้นราวกับว่ากระเบื้องตรงหน้านั้นน่าสนใจกว่าทุกอย่างในจักรวาล
ใคร ๆ ก็ดูออกว่าเธอพยายามเลี่ยงไม่สบตาใครทั้งนั้น ส่วนในหัวของเธอคงจะวนเวียนกับภาพอะไรก็ไม่ต้องเดาให้เหนื่อยหรอก
แค่ผมได้ยินจากที่โหวหวังมันเล่าในวันหลัง..
ผมก็แทบจะสำลักและอยากยัดคำพูดที่เคยพูดเข้าปากตัวเองจริง ๆ
“วิชากระบองตระกูลซุนนั้นเป็นวิชาต้องห้ามที่ห้ามเผยแพร่สู่คนนอก
การที่ท่านอุตส่าห์สอนให้แก่น้องสาวของข้า.. ข้าต้องขอขอบคุณพี่ซุนมากที่ใจกว้าง”
หงชุนก้มหัวขอบคุณโหวหวังด้วยท่าทางสุภาพแบบที่ดูแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันเข้าใจประโยคนั้นแบบ 'ซื่อ' เกินไปหน่อย
ขณะที่คนได้รับคำขอบคุณก็ได้แต่โบกมือราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
แล้วหงชุนก็มองไปทางยัยคนที่กำลังตรัสรู้ถึงวิธีเลือกกระเบื้องเข้าบ้าน
ซึ่งในจังหวะนั้น..
ผมว่าใคร ๆ ก็คงรู้ว่าเขาควรเตรียมรับคำตอบแบบไหนไว้ล่วงหน้า
“อย่างไรน้องพี่.. เจ้าชอบหรือถนัดการใช้กระบองหรือไม่?”
เซียยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเธอเหมือนคนที่ถูกลากไปยืนกลางตลาดแล้วโดนถามว่าจูบแรกรสชาติเป็นยังไง
แล้วหงชุนดันไปถามแบบนั้น.. แล้วนี่เธอจะพูดยังไงล่ะ?
จะบอกความจริงว่า 'กระบอง' ที่โหวหวังมันพูดถึงคืออย่างอื่นก็เขินเกินรับไหว
จะตอบว่าชอบก็เหมือนรับสารภาพแบบไม่ตั้งใจ
สุดท้ายเธอก็ได้แต่ยกมือขึ้นปัดไปมาอย่างคนหมดทางหนี
“แน่นอนว่าเธอชอบ..
ตอนฉันสอน..
แม่หงเซีย ดู.. มี.. ความ.. สุข.. มาก..!”
และไอ้หมอนั่นก็ยังไม่เลิกแกล้งอีกตามเคย
คำพูดของมันเต็มไปด้วยความนัยซ้อนนัย ที่คนฟังนอกวงอย่างผม..
ยังเผลอเชื่อไปแล้วครึ่งหนึ่ง
แล้วก็เหมือนไอ้เพื่อนหน้าขนของผมคงเห็นว่าหงเซียตอนนี้สภาพเป็นยังไง
มันก็ได้แต่โบมือเบา ๆ ก่อนพูดต่อ
“ช่างเถิด.. เรื่องสิ่งที่ฉันสอนแม่หงเซียนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าใด ฉันว่าในตอนนี้พวกเราควรรีบออกไปจากที่แห่งนี้ดีกว่า
ตอนนี้ดวงจิตของท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งดับสูญไปแล้ว..
ศิลาที่คอยให้พลังงานสถานที่แห่งนี้ก็แห้งเหือดเต็มที
ฉันกลัวว่าถ้ำนี้จักถล่มลงมา..
อย่าลืมว่าที่นี้สร้างมาเมื่อห้าพันปีก่อน..
โครงสร้างคงทนแบกรับได้อีกไม่นาน”
“โหวหวังพูดถูก..
ข้าว่าพวกเรารีบออกไปดีกว่า..
ฮัลค์เพื่อนยาก..มาช่วยพยุงที..”
ผมรีบบอกโหวหวังให้ช่วยประคองทันที
ไม่ใช่ว่าผมอยากอ้อนหรอกนะ แต่สภาพตอนนี้ต่อให้พญามังกรมาเองก็ต้องยอมพิงไหล่เพื่อน
ด้านโหวหวังมันก็เดินมาช่วยแบบไม่พูดมาก..
มันเป็นพวกแรงเยอะโดยกำเนิด.. หรือจะเรียกว่าผลข้างเคียงจากการโดนตีก็ไม่ผิด
ก็อย่างที่เคย ๆ เล่าให้พวกนายฟัง..
ว่ามันโดนฝึกและลงโทษมายังไง
เราสี่คนค่อย ๆ เดินออกมาตามทางที่เคยเข้ามา
ถึงตอนนี้ผมจะใช้เนตรจ้าวมังกรไม่ได้ เพราะเส้นปราณในร่างเหมือนเพิ่งโดนคนเอามีดสับยำและเย็บมาหมาด ๆ
แต่โชคดีที่กับดักทั้งหมดดูจะหยุดทำงานไปแล้ว..
คงเพราะดวงจิตของผู้ก่อตั้งสำนักฯ หายไปเรียบร้อย
แต่แม้จะไม่มีสิ่งใดขัดขวาง แต่การเดินก็ไม่ได้ง่ายเลยสำหรับผมที่ยังเจ็บจนเดินเหมือนมีหนามในขา
ทุกย่างก้าวช่างเนิบนาบราวกับเวลาเดินช้าลง สุดท้ายเราต้องใช้เวลากว่าหลายชั่วโมงกว่าจะถึงปากถ้ำ
และทันทีที่เกือบถึงหน้าปากทาง..
เสียงข้างนอกก็ดังลอดเข้ามาในถ้ำ
เป็นเสียงตะโกนโหวกเหวกที่ดังราวกับมีงานมหกรรมประจำปี
“นายน้อยซุน!! นายน้อยซุน!! ท่านอยู่ที่นี่หรือไม่นายน้อย!!”
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น โหวหวังก็ยิ้มออกมา
รอยยิ้มแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นจากมันนัก เป็นรอยยิ้มที่โล่งใจปนตื่นเต้นเล็ก ๆ เหมือนคนที่รู้ว่าในที่สุดก็มีคนมาตามหาจนเจอ
แล้วคนนั้นก็คือท่านเจ้าเมืองชิงส่งมา
“เจ้าคุณพ่อของฉันถึงกับส่งเจ็ดมงกุฎมา..
ดูท่าพวกเราคงปลอดภัยแล..”