ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 50 ใช่..ข้าแซ่หลิว

            กลับมาบรรยายมุมมองบุคคลที่หนึ่ง จากเล่าผ่านปากของเกี้ยม

             

            เอาจริง ๆ นะพวกนาย..

            ถ้าเคยโดนผ่าตัดเส้นปราณมาก่อนจะเข้าใจเลยว่า 'ความเจ็บ' ในยุทธภพมันไม่ได้โรแมนติกเหมือนอย่างในนิยายเลยสักนิด

            ทุกการก้าวขาของผมตอนนี้คือการต่อสู้กับความปวดที่เหมือนเข็มไฟจิ้มเข้ากลางเส้นประสาท

            ไม่ใช่แค่ครั้งหรือสองครั้งนะ..!

            แต่มันปักซ้ำ ๆ เหมือนแม่ค้าขายปิ้งย่างที่อยากแน่ใจว่าเนื้อสุกทั่วถึง

            ขาผมหนักเหมือนมีหินมัดไว้ทั้งสองข้าง ลำตัวเหมือนโดนตีด้วยตะบองที่แช่น้ำเกลือมาสามปี และหัวใจก็เหมือนคนที่โดนเรียกไปเข้าห้องปกครองโดยไม่มีใครบอกว่าทำผิดอะไร

            ถ้าใครคิดว่าการที่เกิดมาพร้อมกับพลังสถิตระดับ 'หกดาว' แล้วจะได้พลังเหนือคนมาแบบฟรี ๆ หล่อ ๆ แล้วล่ะก็

            ขอบอกเลยว่าคิดผิด..

            เพราะผมนี่แหละคือหลักฐานมีชีวิตของคำว่า 'เจ็บเสียยิ่งกว่าเจ็บ'

            เฮ้อ..

             

            “พลังสถิตระดับหกดาว!?!?!”

            ผมเห็นสายตาของหนานหงชุนเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำพูดของซุนโหวหวัง

            มันมองมาทางผมที่นั่งพิงประตูอยู่

            สายตานั้น..

            เอาเถอะ..

            เหมือนกับมันไม่อยากเชื่อว่าคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือไอ้หมอนี่ ที่มีพลังสถิตถึงระดับหกดาว

            นี่แค่เกิดมามีระดับสี่ดาวครึ่งก็แทบจะได้รูปปั้นทองคำประจำหมู่บ้านอยู่แล้ว ระดับห้าดาวยิ่งเหมือนเทพเจ้าส่วนตัวที่ใคร ๆ ก็กราบไหว้

            แล้วนี่ไอ้ผม.. คนที่พลังยังเอาไม่อยู่จนสลบเป็นว่าเล่น กลับถูกระบุว่ามีพลังหกดาวในร่าง

            โอเค..

            ยิ่งใหญ่จนน่าหวาดหวั่นก็ว่าได้

             

            “ว่าแต่ไอ้พลังสถิตระดับหกดาวอะไรนั่นมันพิเศษตรงไหน ข้าไม่เข้าใจ..”

            ผมพึมพำถามออกมาเสียงเบา..

            แทบไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคนอื่นจะได้ยินไหม เพราะตอนนั้นร่างกายผมมันเหมือนเศษผ้าชุบน้ำที่โดนบิดแรง ๆ ไปแล้วรอบหนึ่ง

            ทั้งเจ็บ ทั้งปวด และเหนื่อยจนแทบไม่เหลือแรงจะคิดอะไรต่อ

             

            “ต้องพิเศษแน่นอนอยู่แล้ว!”

            เสียงของหงชุนยังเต็มไปด้วยความตกใจ ราวกับทุกลมหายใจเข้าออกคือการพยายามประมวลว่าไอ้คนที่นั่งซังกะตายอยู่ตรงหน้าคือใครกันแน่

            มันมองผมเหมือนกำลังมององค์เทพลงมาจุติ

            น้ำเสียงที่มันพูด..

            ผมฟังออกเลยว่ามันไม่ใช่แค่ตกใจ..

            แต่มันมีทั้งความเคารพและความชื่นชมเจืออยู่ด้วย

            “คิดง่าย ๆ นะพี่หม่า..

            ทวีปนี้มีสี่อาณาจักรและสองดินแดน..

            สำนักกระบี่สี่ขุนเขาถือได้ว่ายิ่งใหญ่ได้ด้วยวิชากระบี่โบยสวรรค์และเป็นแหล่งแร่ปราณสำคัญของทวีป แถมยังมีชื่อเสียงเรื่องคุณธรรมส่งเสริมอีก

            อารยธรรมขนนกเองก็ใช่ด้อย..

            หากเปรียบสำนักสี่ขุนเขาคือแสงตะวันขัดมาร อารยธรรมขนนกก็คือแสงแห่งจันทราที่ชำระจิตใจที่โง่งม

            พวกเราทั้งสี่อาณาจักรจึงเคารพและนับถือสองดินแดนนั้นเรื่องความดีงาม

            ทว่าเราสี่อาณาจักรนั้นแตกต่าง..

            แม้จะไม่ได้ทำสงครามกันมาหลายพันปีแล้ว แต่ใช่ว่าจะไม่มีความบาดหมางหรือข้อพิพาทใด ๆ เลย

            ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ในตอนนี้อาณาจักรปัญจมิตรของท่านและแคว้นหงสาเพลิงนิรันดร์ของข้างยังหมางใจกันอยู่..

            แม้จะเป็นความบาดหมางเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม

            แต่พวกเรายังไม่ทำอะไรกันได้แต่จ้องหน้ากันไปมาก็ด้วยพลังสถิตระดับห้าดาวทั้งสี่”

            หงชุนหยุดพูดไปแปบหนึ่ง เหมือนมันกำลังรวบรวมลมหายใจ

            ผมเห็นเลยว่ามันไม่ได้พูดเล่นหรือพูดเอาเท่..

            มันกำลังจะพูดเรื่องสำคัญ และผมเองก็ได้แต่นั่งนิ่ง รอฟังเหมือนเด็กนักเรียนที่รอครูประจำชั้นเฉลยคะแนนสอบปลายภาค

            “ที่สี่อาณาจักรของพวกเรายังยืนหยัดเป็นอาณาจักรทั้งสี่ทิศได้เหนือ อาณาจักร แคว้น หรือเมืองอื่น ๆ ที่ล่มสลายมาได้หลายพันปี

            ส่วนหนึ่งก็มาจากพลังสถิตทั้งสี่

            อาณาจักรของท่านคือพลังสถิตมังกรฟ้าที่ส่วนใหญ่เลือกเกิดเฉพาะคนในตระกูลตง

            แคว้นของข้าคือวิหคเพลิงของราชวงศ์ข้า

            นครหิมะฯ คือพยัคฆ์ขาวแห่งราชสกุลซี

            จักรวรรดิเต่าดำคือเต่าทมิฬก็ต้องราชวงศ์เป่ย

            เพราะมีสี่สัตว์เทวะในระดับห้าดาวเป็นของตนเองจึงทำให้พวกเราทั้งสี่อาณาจักรยังเกรงใจกันอยู่ ไม่กล้าสร้างสงครามระหว่างกันเพราะกลัวคนซ้ำในยามเปลี้ยหรือต่อให้สองอาณาจักรรวมหัวกันรังแกอีกหนึ่งอาณาจักร..

            อาณาจักรที่ว่างอยู่จะรีบกระโดดเข้าห้ามศึกเพราะกลัวอำนาจที่คานกันมาเนิ่นนานจะเสียสมดุล

            แต่นี่!!

            การที่จู่ ๆ ดวงจิตของท่านผู้ก่อตั้งฯ บอกว่ามีพลังสถิตระดับหกดาวถึงสองตนคือพลังสถิตราชันมังกรทองของท่านกับพลังสถิตกิเลนเพิ่มเข้ามา..

            มิใช่เท่ากับว่าท่านในภายภาคหน้าจะอยู่เหนือกว่าพวกเราสี่อาณาจักรหรอกหรือ”

             

            ผมฟังอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าความเกรงใจ

            อาจเพราะผมเคยตกใจไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่รู้ว่ากลางทะเลแอตแลนติกมีทวีปของจอมยุทธ์แอบซ่อนอยู่

            วันนั้นโลกทั้งใบของผมมันเหมือนโดนปอกเปลือกจนไม่เหลืออะไรให้แปลกใจอีกแล้ว

             

            ผมยกมือขวาขึ้นมาดูตราปราณที่ฝังอยู่บนนั้น..

            เป็นรูปมังกรตัวเบ้อเร่อที่เหมือนพร้อมจะตวัดฟ้าผ่าทะลุดินได้ทุกเมื่อ

            ผมไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงดี..

            แปลกใจ? กลัว? ภูมิใจ? หรือว่าล้าเกินกว่าจะรู้สึกอะไรอีกแล้วกันแน่

            ความคิดในหัวมันตีกันยุ่งไปหมด เหมือนมีเวทีมวยยกเล็ก ๆ อยู่ในสมอง

             

            “เอ่อ..จริงสิหม่าเจี้ยน.. ข้ามีข้อสงสัย”

            พอมีช่องว่างในบทสนทนา เสียงของหนานหงเซียก็ดังแทรกขึ้นมาทันที รวดเร็วราวกับเธอรอจังหวะนี้อยู่ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว

            ผมรู้สึกเหมือนโดนสายตาของเธอจ้องทะลุถึงเส้นประสาทท้ายทอย..

            เป็นสายตาแบบเดียวกับครูประจำชั้นที่จับได้ว่าเราแอบลอกการบ้านเพื่อน

            มันคือสายตากึ่งตำหนิ กึ่งสงสัย และเต็มไปด้วยความอยากรู้

            “ตอนที่เจ้าสลบอยู่..

            เหตุใดดวงจิตของผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาถึงเรียกหาเจ้าว่า 'ทารกน้อยตระกูลหลิว' มิใช่ 'ทารกน้อยตระกูลหม่า'

            สรุปเจ้าแซ่อะไรกันแน่?”

             

            เอาเข้าจริง..

            ผมก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะว่าหนานหงเซียสงสัย แต่ก็คงยังไม่กล้าถามในตอนที่ดวงจิตผู้ก่อตั้งยังพูดไม่หยุดแบบนั้น

            แต่พอจังหวะมันเปิดให้..

            เธอก็เลยยิงคำถามใส่ผมทันที และคำถามนั้นก็เป็นอะไรที่ผมรู้ว่าจะต้องเจอเข้าสักวัน

             

            “ใช่แล้ว.. ข้าใช่แซ่ปลอมหลอกพวกเจ้า”

            ผมเลือกจะพูดความจริงออกไปตรง ๆ เพราะต่อให้จะปิดไว้ตอนนี้ มันก็คงไม่ช่วยอะไรอีกแล้ว

            “แซ่จริง ๆ ของข้าคือแซ่หลิว..

            บิดาของข้าคือหลิวหลงและมารดาของข้าคือหนานจื่อฮว่า”

             

            “หนานจื่อฮว่า.... หนานจื่อฮว่า... หระ..หรือหนานจื่อฮว่าที่เจ้าว่าคือท่านน้าสามของพวกข้า?”

            หงเซียเอ่ยถามออกมา..

            สีหน้าเธอเปลี่ยนไปทันทีแบบที่ไม่ต้องบรรยายเพิ่มเลยก็เข้าใจได้ว่าข้างในใจของเธอกำลังปั่นป่วนแค่ไหน

            เพราะสิ่งที่เธอเพิ่งรู้..

            มันดูจะเหนือกว่าเรื่องพลังหกดาวที่ผมเพิ่งโดนแปะป้ายมาเสียอีก

            เข้าใจได้นะ..

            เพราะตามเรื่องที่พวกมันรู้ อาม้าของผมน่าจะตายไปพร้อมกับอาป๊าเมื่อยี่สิบปีก่อนแล้ว

            และไม่ใช่แค่ข่าวลือเล็ก ๆ ซะด้วย..

            ดันเป็นคำประกาศทางการจากพรรคมารราตรีค้ำฟ้าด้วยซ้ำ

            แบบนั้นใครมันจะไม่เชื่อเล่า?

             

            “ใช่... นั่นแม่ข้า”

            ผมพูดพลางแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย..

            ไม่ใช่เพราะสะใจหรืออะไรหรอกนะ แต่เพราะมันรู้สึกปน ๆ กันอยู่ในอก ทั้งขำ ทั้งเหนื่อย และทั้งเหน็บลึกอยู่ข้างในแบบที่ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ชัดเจนดีนัก

            “ขอบใจนะที่พวกเจ้ายังรู้ว่าแม่ของข้าคือน้าของพวกเจ้า”

             

            “พะ..พี่หม่า........พี่หลิว! เหตุใดท่านถึงปิดบังพวกข้าด้วย?”

            เป็นเสียงของหงชุนที่ถามขึ้นมา..

            น้ำเสียงของมันไม่ได้ก้าวร้าว แต่มันมีแรงกดดันบางอย่างซ่อนอยู่ ราวกับเขารวบรวมความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในอกมานานจนกลั่นออกมาเป็นคำถามนี้เพียงประโยคเดียว

             

            “บอกความจริงไปแล้วข้าได้อะไร?

            ข้าคือลูกของคนที่เสด็จตาของพวกเจ้าขับไล่ออกมานะ

            แล้วอีกอย่าง..

            ก่อนหน้านั้นพวกเราใช่เริ่มต้นกันได้ดี น้องสาวของเจ้ายังเคยใช้ดาบจ่อคอหอยของข้าอยู่เลย นี่ไม่รวมว่านางเรียกข้าว่า 'ปีศาจจอมหื่นกาม' อีก

            เป็นเจ้า..

            เจ้าจะกล้าบอกแซ่ที่แท้จริงหรือไม่..? และยิ่งพวกเจ้าที่เป็นหลานของเขาคนนั้นอีก

            ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่มีผลต่อข้าในภายหลัง..

            นี่หากไม่ติดว่าเจ้าสำนักรุ่นแรกปากพล่อย ยังไงข้าก็ไม่บอกแซ่จริง ๆ ของข้าให้พวกเจ้าได้รู้แน่”

            ผมพูดพลางหันไปมองหงเซีย..

            ก็มันอดไม่ได้..

            เพราะนางเองก็มองลบต่อผมมาตลอด

             

            แน่นอนว่าเธอก็ไม่ยอมแพ้..

            ยัยนั่นถลึงตากลับมาทันทีแบบไม่มีลังเล ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างหงุดหงิด

            แต่ผมว่า.. มันมีอะไรแฝงอยู่ในแววตานั่นนะ

            อะไรบางอย่างที่..

            เอาเถอะ..

            ยังไม่พูดตอนนี้ดีกว่า..

             

            “ท่านพูดถูก..

            เป็นข้า..ข้าก็ไม่กล้าบอกแน่

            มิน่าเพียงท่านเห็นพู่หยกคาดเอวของข้าท่านถึงรู้ได้ว่าข้าเป็นคนจากราชวงศ์หนาน”

            ผมเห็นหงชุนพยักหน้าช้า ๆ รับคำอธิบายของผม สีหน้าเขาเหมือนคนที่เพิ่งยอมรับอะไรบางอย่างลงลึกในใจ

            ก่อนที่เขาจะขยับตัวมายืนตรง แล้วจู่ ๆ ก็ก้มศีรษะลงต่ำพร้อมยกมือขึ้นคารวะผมแบบเต็มพิธี

            เอาตรง ๆ นะ..

            ผมไม่ชินกับภาพแบบนี้เลย

            มันไม่ใช่ทุกวันหรอกที่คนในราชวงศ์จะมาก้มหัวให้ไอ้คนที่เคยโดนหาว่าเป็นปีศาจอย่างผม

            “เช่นนั้นข้าต้องขอบคุณในความใจกว้างของท่านด้วย..พี่หลิว

            แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้แบบท่านหรือไม่ ในเมื่อพวกเราราชวงศ์หนานได้กระทำเรื่องแบบนั้นกับแม่ของท่าน

            ท่านช่างใจใหญ่ใจกว้างยิ่งนัก”

             

            “พอแล้ว..พอแล้ว..ไม่ต้องก้มหัวให้ข้าแล้วหงชุน”

            ผมยิ้มบาง ๆ แล้วกวักมือส่งให้แบบขอไปที

            เอาจริง ๆ ตอนนั้นผมก็แค่อยากตัดบท ไม่ได้อยากให้ใครมาก้มหัวให้ผมขนาดนั้น

            มันรู้สึกแปลก ๆ

            จะว่าเขินก็ใช่..

            จะว่าไม่ชินก็ไม่ผิดนัก..

            “ข้าน่ะแยกแยะเป็น..

            คนที่ขับไล่แม่ของข้าก็คือตาของพวกเจ้า ไม่ใช่เจ้าสักหน่อยหงชุน

            อีกอย่าง..

            ที่ข้าช่วยเจ้า..เจ้าก็ต้องกลับไปขอบคุณพ่อแม่ของเจ้าเถอะที่สอนสั่งเจ้าทั้งสองได้ดี..

            จนทำให้ข้าใจอ่อนอยากช่วยพวกเจ้า เพราะคิดว่าหากคนที่เป็นห่วงประชาชนเช่นเจ้าได้ขึ้นเป็นกษัตริย์..

            แคว้นของเจ้าคงสงบร่มเย็นแน่”

             

            ทันทีที่ผมพูดจบ..

            ผมเห็นรอยยิ้มอ่อน ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหงชุน พร้อมกับการพยักหน้ารับเบา ๆ

            มันเป็นท่าทางที่ดูไม่มากไม่น้อยไป..

            พอให้รู้ว่าเขาซึมซับสิ่งที่ผมพูดไว้ในใจ

            “ข้าขอให้สัตย์สาบานต่อท่าน..พี่หลิว..!

            หากวันหน้าข้าได้ขึ้นเป็นกษัตริย์จริง ๆ สิ่งที่สองที่ข้าจะทำคือการนำเสด็จน้ากลับเข้าสู่ราชวงศ์หนานอย่างสมเกียรติ

            เอ่อ..ว่าแต่พี่หลิว

            ตอนนี้เสด็จน้าพำนักบอยู่ที่ใดหรือ..?

            สบายดีหรือไม่?”

             

            ผมรู้สึกเหมือนบางอย่างในอกมันกระตุกขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว..

            แค่ประโยคคำถามนั้น..

            เหมือนมันไปเปิดลิ้นชักบางช่องที่ผมซ่อนไว้ดีเกินไป..

            ความรู้สึกที่คิดว่าลืมไปแล้วมันพลันย้อนกลับมาฉับพลัน ราวกับม่านหมอกบาง ๆ ปกคลุมดวงตา

            “แม่ของข้าเสียมาได้สองปีแล้ว..”

             

            “ขะ..ขะ..ขออภัยพี่หลิว ขะ..ข้าไม่รู้ว่าท่านน้าเสียแล้ว”

            หมอนั่นรีบตอบกลับทันที เสียงฟังดูละล่ำละลักพอกับสีหน้าและท่าทางที่ก้มหัวขอโทษอย่างรู้สึกผิดเต็มหัวใจ

             

            “เอ.. เจ้านี่..!!

            เกิดปีไก่หรือยังไงถึงขยันก้มหัวให้คนอื่นแบบนี้..!

            มันใช่ความผิดของเจ้าตรงไหน”

            ผมรีบโบกมือไปมาแบบปัด ๆ ไม่ใช่เพราะไม่แคร์หรอกนะ

            แต่ไม่อยากให้บรรยากาศมันจมอยู่นานไปกว่านี้แล้วต่างหาก

            “พอเถอะ..พอเถอะ เปลี่ยนเรื่อง!

            สรุปพวกเจ้าพอจะมีข้อมูลเกี่ยวกับสุสานที่แท้จริงที่ตาแก่นั่นบอกบ้างหรือไม่?”

             

            โหวหวังส่ายหน้าน้อย ๆ ก่อนจะพูด

            “แต่ฉันเชื่อว่าอย่างไรพวกเราต้องหาพบ..

            เพราะท่านบรรพบุรุษนั้นได้คิดแทนพวกเราเอาไว้แล้ว

            เมื่อถึงเวลา..

            ต่อให้ไม่อยากหาอย่างไรย่อมต้องพบ..!

            ดูอย่างที่นี่..

            ฉันวิ่งมาส่งเดชคิดใช้เป็นที่แอบชั่วคราวกลับได้พบ..

            ฉันว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหลอกหนา”

             

            “พี่ซุนกล่าวมีเหตุผล..

            พวกท่านบรรพบุรุษได้เตรียมทุกสิ่งอย่างไว้ให้พวกเราหมดแล้ว

            ดูอย่างข้า..

            พลังฝึกปรือของข้ารุดหน้าไปไกลมาก..

            วันก่อนยังเป็นสัมผัสปราณอยู่เลย วันนี้กลายเป็นสัมผัสสรรพวิถีไปแล้ว”

            ไอ้คนเป็นองค์ชายพูดจบก็ได้จุดเรียกเปลวนิพพานขึ้นมา

            เปลวไฟสีขาวนวลที่ลุกพรึ่บขึ้นมาบนฝ่ามือของหงชุน..

            มันเป็นแสงที่ดูสงบแต่ทรงพลัง เหมือนมันไม่ต้องการเผาอะไรทั้งนั้น แต่แค่มีอยู่ก็รู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวพร้อมจะปลดเปลื้องสู่นิพพาน

            มันสวยนะ..

            สวยแบบที่ไม่อยากแตะต้อง..

            “แถมยังสามารถปลุกเปลวนิพพานขึ้นมาได้อีก!

            นั่นย่อมเป็นกำไลของข้าแต่เพียงผู้เดียว”

            ดูเหมือนเจ้าตัวจะยังไม่ชินกับพลังใหม่ที่ได้มา..

            เพราะมันใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะควบคุมเปลวนั้นให้ดับลงได้

            ผมมองเงียบ ๆ แล้วก็อดนึกไม่ได้ว่าทุกอย่างมันเหมือนถูกเซ็ตไว้ล่วงหน้าอย่างที่พูดจริง ๆ

            “ไหนจะพลังปราณที่พี่เจี้ยนอีก..เอ่อ..ปราณอะไรนะ..อ๋อ..ปราณมาศ!!

            ทุกอย่างล้วนถูกเตรียมไว้ให้ท่านและข้าไหนจะห้องที่สาม..”

            หงชุนมองไปที่น้องสาวของมันและโหวหวัง

            “เห็นพวกเจ้าว่าท่านปรมาจารย์ให้พวกเจ้าฝึกร่วมกันในห้องที่สาม..

            มันเป็นวิชาเช่นไรรึ?”

             

            “ต้องเป็นวิชากระบองตระกูลซุนแน่”

            ผมเอ่ยเสริมไปตามความเข้าใจของตัวเอง..

            ก็คิดเอาเองแหละว่ามันต้องเป็นแบบนั้น

             

            ซุนโหวหวังเหลือบตามองยันคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มันด้วยแววตาที่ผมเห็นแล้วก็อดคิดไม่ได้..

            ว่ามันนี่แหละเสือตัวจริง.. เป็นรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์นัก

            “ใช่..

            ฉันได้สอนวิชากระบองประจำตระกูลซุนให้แม่หงเซีย.

            แถมฉันยังอนุญาตให้น้องสาวของเอ็งได้จับกระบองของฉันด้วย”

             

            หน้าของหนานหงเซียขึ้นสีแดงจัดจนผมนึกถึงลูกท้อที่สุกงอมจนเกือบเน่า

            เธอก้มหน้ามองพื้นราวกับว่ากระเบื้องตรงหน้านั้นน่าสนใจกว่าทุกอย่างในจักรวาล

            ใคร ๆ ก็ดูออกว่าเธอพยายามเลี่ยงไม่สบตาใครทั้งนั้น ส่วนในหัวของเธอคงจะวนเวียนกับภาพอะไรก็ไม่ต้องเดาให้เหนื่อยหรอก

            แค่ผมได้ยินจากที่โหวหวังมันเล่าในวันหลัง..

            ผมก็แทบจะสำลักและอยากยัดคำพูดที่เคยพูดเข้าปากตัวเองจริง ๆ

             

            “วิชากระบองตระกูลซุนนั้นเป็นวิชาต้องห้ามที่ห้ามเผยแพร่สู่คนนอก

            การที่ท่านอุตส่าห์สอนให้แก่น้องสาวของข้า.. ข้าต้องขอขอบคุณพี่ซุนมากที่ใจกว้าง”

            หงชุนก้มหัวขอบคุณโหวหวังด้วยท่าทางสุภาพแบบที่ดูแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันเข้าใจประโยคนั้นแบบ 'ซื่อ' เกินไปหน่อย

            ขณะที่คนได้รับคำขอบคุณก็ได้แต่โบกมือราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

            แล้วหงชุนก็มองไปทางยัยคนที่กำลังตรัสรู้ถึงวิธีเลือกกระเบื้องเข้าบ้าน

            ซึ่งในจังหวะนั้น..

            ผมว่าใคร ๆ ก็คงรู้ว่าเขาควรเตรียมรับคำตอบแบบไหนไว้ล่วงหน้า

            “อย่างไรน้องพี่.. เจ้าชอบหรือถนัดการใช้กระบองหรือไม่?”

             

            เซียยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น สีหน้าของเธอเหมือนคนที่ถูกลากไปยืนกลางตลาดแล้วโดนถามว่าจูบแรกรสชาติเป็นยังไง

            แล้วหงชุนดันไปถามแบบนั้น.. แล้วนี่เธอจะพูดยังไงล่ะ?

            จะบอกความจริงว่า 'กระบอง' ที่โหวหวังมันพูดถึงคืออย่างอื่นก็เขินเกินรับไหว

            จะตอบว่าชอบก็เหมือนรับสารภาพแบบไม่ตั้งใจ

            สุดท้ายเธอก็ได้แต่ยกมือขึ้นปัดไปมาอย่างคนหมดทางหนี

             

            “แน่นอนว่าเธอชอบ..

            ตอนฉันสอน..

            แม่หงเซีย ดู.. มี.. ความ.. สุข.. มาก..!”

            และไอ้หมอนั่นก็ยังไม่เลิกแกล้งอีกตามเคย

            คำพูดของมันเต็มไปด้วยความนัยซ้อนนัย ที่คนฟังนอกวงอย่างผม..

            ยังเผลอเชื่อไปแล้วครึ่งหนึ่ง

            แล้วก็เหมือนไอ้เพื่อนหน้าขนของผมคงเห็นว่าหงเซียตอนนี้สภาพเป็นยังไง

            มันก็ได้แต่โบมือเบา ๆ ก่อนพูดต่อ

            “ช่างเถิด.. เรื่องสิ่งที่ฉันสอนแม่หงเซียนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าใด ฉันว่าในตอนนี้พวกเราควรรีบออกไปจากที่แห่งนี้ดีกว่า

            ตอนนี้ดวงจิตของท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งดับสูญไปแล้ว..

            ศิลาที่คอยให้พลังงานสถานที่แห่งนี้ก็แห้งเหือดเต็มที

            ฉันกลัวว่าถ้ำนี้จักถล่มลงมา..

            อย่าลืมว่าที่นี้สร้างมาเมื่อห้าพันปีก่อน..

            โครงสร้างคงทนแบกรับได้อีกไม่นาน”

             

            “โหวหวังพูดถูก..

            ข้าว่าพวกเรารีบออกไปดีกว่า..

            ฮัลค์เพื่อนยาก..มาช่วยพยุงที..”

            ผมรีบบอกโหวหวังให้ช่วยประคองทันที

            ไม่ใช่ว่าผมอยากอ้อนหรอกนะ แต่สภาพตอนนี้ต่อให้พญามังกรมาเองก็ต้องยอมพิงไหล่เพื่อน

             

            ด้านโหวหวังมันก็เดินมาช่วยแบบไม่พูดมาก..

            มันเป็นพวกแรงเยอะโดยกำเนิด.. หรือจะเรียกว่าผลข้างเคียงจากการโดนตีก็ไม่ผิด

            ก็อย่างที่เคย ๆ เล่าให้พวกนายฟัง..

            ว่ามันโดนฝึกและลงโทษมายังไง

             

            เราสี่คนค่อย ๆ เดินออกมาตามทางที่เคยเข้ามา

            ถึงตอนนี้ผมจะใช้เนตรจ้าวมังกรไม่ได้ เพราะเส้นปราณในร่างเหมือนเพิ่งโดนคนเอามีดสับยำและเย็บมาหมาด ๆ

            แต่โชคดีที่กับดักทั้งหมดดูจะหยุดทำงานไปแล้ว..

            คงเพราะดวงจิตของผู้ก่อตั้งสำนักฯ หายไปเรียบร้อย

             

            แต่แม้จะไม่มีสิ่งใดขัดขวาง แต่การเดินก็ไม่ได้ง่ายเลยสำหรับผมที่ยังเจ็บจนเดินเหมือนมีหนามในขา

            ทุกย่างก้าวช่างเนิบนาบราวกับเวลาเดินช้าลง สุดท้ายเราต้องใช้เวลากว่าหลายชั่วโมงกว่าจะถึงปากถ้ำ

             

            และทันทีที่เกือบถึงหน้าปากทาง..

            เสียงข้างนอกก็ดังลอดเข้ามาในถ้ำ

            เป็นเสียงตะโกนโหวกเหวกที่ดังราวกับมีงานมหกรรมประจำปี

            “นายน้อยซุน!! นายน้อยซุน!! ท่านอยู่ที่นี่หรือไม่นายน้อย!!”

             

            ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น โหวหวังก็ยิ้มออกมา

            รอยยิ้มแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นจากมันนัก เป็นรอยยิ้มที่โล่งใจปนตื่นเต้นเล็ก ๆ เหมือนคนที่รู้ว่าในที่สุดก็มีคนมาตามหาจนเจอ

            แล้วคนนั้นก็คือท่านเจ้าเมืองชิงส่งมา

            “เจ้าคุณพ่อของฉันถึงกับส่งเจ็ดมงกุฎมา..

            ดูท่าพวกเราคงปลอดภัยแล..”


    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน