ตอนแรกโหยวชั่นได้ชวนจั๋วเจาเจี๋ยไปพูดคุยกันที่เรือนของนางได้ครู่หนึ่งก็ให้คนส่งนางกลับเรือนปินเว่ย ไม่อยากพูดคุยเื่เหล่านี้ตามลำพังสองคน จากนั้นก็ได้ยินเสียงหน้าต่างกระดาษด้านหลังถูกน้ำฝนตกกระทบเสียงดังจ๊อกๆ ครั้นหนักขึ้น โหยวชั่นก็รีบเรียกคนมาเปิดหน้าต่างด้านหน้าที่กั้นระหว่างระเบียงทางเดินออกดู เมื่อส่องแสงไฟออกไปก็ได้เห็นภาพพายุฝนกระหน่ำในยามค่ำคืน ทั้งสองมองหน้ากันอย่างไม่รู้ตัว
โชคดีที่เฉากูแม่นมของโหยวชั่นทันสังเกตเห็น จึงเข้ามาเกลี้ยกล่อมจั๋วเจาเจี๋ย “ฝนตกหนักถึงเพียงนี้ คืนนี้คุณหนูเจ็ดพักค้างคืนอยู่กับคุณหนูสามดีกว่านะเ้าคะ เตียงของคุณหนูสามกว้างขวาง เพียงพอให้คุณหนูทั้งสองนอนด้วยกัน ฝนตกหนักเช่นนี้เกรงว่าถ้ากางร่มไปคงจะไม่มีประโยชน์”
หลายวันมานี้จั๋วเจาเจี๋ยจดจำถ้อยคำกำชับจากปานซื่ออยู่ในใจ ไม่อยากััถูกน้ำและฝน แต่นางมีอีกเื่ที่เป็กังวล จึงเผยออกมาด้วยความอึกอัก เฉากูได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มพลางพูดว่า “บ่าวคิดว่าเื่อะไรเสียอีก ที่แท้ก็เป็เื่นั้นนั่นเอง ของคุณหนูสามก็เพิ่งมาเมื่อปีที่แล้วเช่นกัน ที่นี่มีให้เปลี่ยนได้ตามสบายเ้าค่ะ”
แล้วจึงฝากจดหมายกลับเรือนปินเว่ยไปกับิเยี่ย เพื่อแจ้งแก่ิเหอ ิจี๋ที่กำลังรอคอยอยู่ว่าจั๋วเจาเจี๋ยไม่กลับเรือนในวันนี้แล้ว ให้ิอิ๋นอยู่คอยปรนนิบัติรับใช้
ในเช้าวันต่อมา ฝนยังไม่หยุดตก แต่เบาลงกว่าพายุฝนเมื่อคืนมาก เพียงตกปรอยๆ เปาะแปะเท่านั้น ดอกไม้ใบหญ้าทั้งด้านในและด้านนอกเรือนร่วงโรยมากมาย ต้นดอกไห่ถังที่โหยวชั่นโปรดปรานมากที่สุดก็กำลังจะโรยราเต็มที กลีบดอกร่วงกระจายเต็มพื้น นางเสียอกเสียใจเป็อย่างมาก ลูบคลำลำต้นแล้วพูดว่า “หากรู้ว่าฝนจะตกหนักเช่นนี้ จะทำที่กำบังให้มัน”
“มันสูงเช่นนี้จะกำบังได้อย่างไรเล่า” จั๋วเจาเจี๋ยรังเกียจดินโคลนจำนวนมากที่ถูกชะออกมาบนพื้นอิฐเพราะฝนตกหนักเมื่อคืน ไม่กล้าเหยียบลงไป จึงยืนอยู่บนทางเดินกลับเรือน “ไม่เป็ไร ่ดอกไม้ผลิยังไม่ผ่านพ้นไป รอให้ฝนหยุดประเดี๋ยวมันก็บานขึ้นมาเอง”
โหยวชั่นเอ่ย “ข้ารู้ว่าต้นเถา[1]กับต้นซิ่งที่เรือนเ้าเบ่งบานกว่าต้นไห่ถังของข้ามาก”
“จะบานอีกสักแค่ไหน ฝนตกหนักเช่นวันก่อนก็ไม่รอด ยิ่งบานมากเท่าไรก็ยิ่งถูกน้ำฝนตกใส่หนักขึ้นเท่านั้น” จั๋วเจาเจี๋ยยิ้มแล้วพูดปลอบใจ “เอาล่ะ เราไปกินข้าวกันเถอะ เสร็จแล้วข้าคงต้องกลับ ไม่ได้กลับไปหนึ่งคืนเต็มๆ พวกิจี๋คงจะคิดถึงและเฝ้าคอยแย่” พลันเอ่ยต่ออีกว่า “ประเดี๋ยวข้าเอาเสื้อผ้านี่กลับไปซักแล้วค่อยคืนให้ท่านพี่ ท่านพี่ไม่รีบใส่ใช่ไหม”
โหยวชั่นตอบ “ก็อยู่ในเรือนแท้ๆ ทั้งยังเป็เรือนของข้าอีก พวกนางยังไม่วางใจอีกหรือ เสื้อผ้านี่เ้าใส่ไว้ก่อนเถอะ เสื้อผ้าชุดเดียวข้าไม่เดือดร้อนหรอก ที่เ้าใส่อยู่นี้ความจริงเป็เสื้อผ้าเก่าของข้าเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้มันแน่นไปเสียแล้ว”
เมื่อมาถึงยังเรือนหลักของบ้านรอง ทักทายทำความเคารพโหยวหลินกับฮูหยินรอง กินข้าวเช้าเสร็จเรียบร้อย โหยวจวี้กำลังจะไปเรียนหนังสือ จั๋วเจาเจี๋ยกำลังจะลากลับเรือนของตนเอง แต่จู่ๆ ฮูหยินรองก็พูดกับนางว่า “เจาเจี๋ย ประเดี๋ยวเ้าไปที่เรือนตวนอี๋ย่วนเสียหน่อยสิ”
“ท่านป้ารองมีอะไรจะกำชับหรือเ้าคะ” จั๋วเจาเจี๋ยรีบถาม
ฮูหยินรองพยักหน้า สีหน้าไม่มีลังเล พูดออกมาขณะที่โหยวหลินยังมองอยู่ “ท่านน้าของเ้าป่วยหนักมาก รายละเอียดในใบสั่งยาที่ท่านหมอได้เขียนไว้เมื่อวาน ตัวยานั้นต้องใช้โสมอายุร้อยปี ที่ป้านี้เพิ่งจะใช้หมดไปพอดี ต้องไปขอจากท่านยายของเ้ามาสักเล็กน้อย สกุลเจียงจะมาถึงในวันนี้พอดี ท่านยายของเ้าของคงไม่มีเวลาสนใจเื่อื่น แต่มันจำเป็ต้องใช้ด่วนมาก ป้ากับลุงรองของเ้าเข้าไปคงไม่สะดวก เ้าไปก็ไม่จำเป็ต้องไปรบกวนท่านยายของเ้า แค่กระซิบบอกกับคนที่อยู่ข้างกายท่านยายของเ้าก็พอแล้ว ให้พวกนางเปิดหยิบเอาจากหีบของท่านยายเ้าก็ได้”
จั๋วเจาเจี๋ยพยักหน้ารับ “ถ้าอย่างนั้นให้ข้าไปเดี๋ยวนี้เลยหรือไม่เ้าคะ” นี่ไม่ใช่หน้าที่หนักหนาอะไร ทั้งนางยังคิดจะไปขอคำปรึกษาจากปานซื่อเื่ที่จะไปเยี่ยมโหยวจืออยู่แล้ว เช่นนี้ก็ถือเป็ทางเดียวกันพอดี
ฮูหยินรองคล้ายกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่โหยวหลินก็รีบชิงพูดขึ้นก่อน “เ้าไปเถอะ”
โหยวชั่นที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นว่า “ข้าจะไปเป็เพื่อนน้องหญิง”
“เ้าอยู่รอที่นี่!” ความกลัดกลุ้มที่มีเต็มอกของฮูหยินรองได้ปะทุใส่นางพอดี จ้องมองแล้วเอ่ยขึ้น “วันนี้ที่เรือนตวนอี๋ย่วนมีเื่สำคัญ! เจาเจี๋ยแอบไปเอาของเพียงลำพังไม่รบกวนใคร เ้าจะตามไปด้วยทำไม! อย่าให้สกุลเจียงคิดว่าครอบครัวของเรา นอกจากบรรดาอนุที่จ้องทำร้ายคนอื่นแล้ว ยังทำอะไรตามอำเภอใจอีก!”
โหยวชั่นบุ้ยปาก จั๋วเจาเจี๋ยลอบคิดว่าคำพูดนี้คล้ายเป็การด่าให้โหยวหลินฟัง เพียงแต่ฮูหยินรองมีความสัมพันธ์อันดีกับโหยวจือมาโดยตลอด เริ่นเซิ่นจือ้ายาอย่างเร่งด่วน ไม่เช่นนั้นคงไม่แบกหน้ามารบกวนพี่สะใภ้อย่างนางซึ่งอ่อนวัยกว่าถึงที่นี่ นี่เป็สัญชาตญาณของมนุษย์ ว่ากันตามความจริงฮูหยินรองเป็คนปลิ้นปล้อน หากแม้ว่าจะเกลียดชังโหยวจือแค่ไหน แต่ก็ไม่ถึงกับต้องชี้หน้าด่าอย่างเปิดเผยเช่นนี้ แต่คำว่าทำอะไรตามอำเภอใจ สี่คำนี้ หากไม่ได้พูดถึงเริ่นเซิ่นจือแล้วจะพูดถึงใครได้...เห็นโหยวหลินสีหน้าหนักใจ นางเกรงว่าท่านลุงกับท่านป้าจะทะเลาะกันต่อหน้าคนอื่น ตัวเองอยู่ก็อึดอัด จึงรีบทำความเคารพและบอกลา พาิอิ๋นไปยังเรือนตวนอี๋ย่วน
เป็ความบังเอิญอีกเช่นกัน นางเพิ่งมาถึงหน้าเรือนตวนอี๋ย่วน ก็พอดีกับที่โหยวรั่วหังกับโหยวเจิ้นบุตรคนที่สามและโหยวเซียวบุตรคนที่สี่เข้ามาต้อนรับขบวนของสกุลเจียง จั๋วเจาเจี๋ยสวมชุดผ้าไหม มวยผมทั้งคู่ประดับด้วยไข่มุกรูปดอกไม้สีทอง สวมสร้อยข้อมือไหมถัก ด้านหลังยังมีสาวใช้ตามมาอีก เพียงเห็นก็รู้ว่าเป็ลูกหลานที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี สาวใช้ไม่อาจทำเพิกเฉยได้ตามใจ ต้องหยุดทำความเคารพ โหยวรั่วหังเห็นนางก็ขมวดคิ้วแล้วถามว่า “มีเื่อะไรหรือ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/547b0d7f8436af8c93f4d81fb200dfad
[1] ต้นเถา หมายถึง ต้นดอกท้อ