นอกจากของทอดสารพัดชนิดเหล่านี้แล้ว การห่อเกี๊ยวต้มก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับวันปีใหม่
ไส้เกี๊ยวก็เป็นฝีมือการปรุงของทิงเสวี่ยเช่นกัน มีทั้งหมดสองไส้ ไส้หนึ่งคือไส้ผักกาดขาวหมูสับ อีกไส้หนึ่งคือไส้เต้าหู้ผักชี ไส้เหล่านี้ทิงเสวี่ยปรุงขึ้นตามเคล็ดลับบางอย่างที่เธอจำได้จากชาติก่อน
เมื่อปรุงเสร็จ ทิงเสวี่ยก็ให้หลินกั๋วผิงลองชิมรสชาติ แม้จะเป็นไส้ดิบ แต่พอหลินกั๋วผิงได้ชิมคำหนึ่งก็อดชมไม่ได้ “อืม รสชาติดีมากจริงๆ ลูกปรุงไส้ได้อร่อยกว่าที่คุณย่าปรุงเสียอีกนะ”
“พ่อคะ หนูปรุงอร่อยกว่าที่คุณย่าปรุงจริงๆ เหรอคะ?” ทิงเสวี่ยจ้องมองพ่อของตัวเองด้วยความดีใจเต็มเปี่ยม รอคอยคำยืนยันและคำชมเพิ่มเติม
หลินกั๋วผิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “พ่อเคยหลอกลูกเมื่อไหร่กัน ไส้ที่ลูกปรุงน่ะอร่อยจริงๆ”
“พ่อคะ ถ้าหนูเอาฝีมือนี้ไปเปิดร้านขายซาลาเปา คิดว่าจะขายดีลูกค้าติดใจไหมคะ?” ตอนที่พูดเรื่องนี้ทิงเสวี่ยจริงจังมาก แต่ในสายตาของหลินกั๋วผิงกลับมองว่าเป็นเพียงคำพูดแบบเด็กๆ ของลูกสาว เขาหัวเราะพลางใช้นิ้วดีดปลายจมูกของทิงเสวี่ยเบาๆ พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดู “ตัวแค่นี้ยังจะคิดเปิดร้านขายซาลาเปาอีก ดูซิว่าเก่งกาจขนาดไหนกันเชียว”
ทิงเสวี่ยหัวเราะคิกคัก ทำหน้าทะเล้นใส่พ่อแล้วก็เดินจากไป
เรื่องเปิดร้านขายซาลาเปานั้น ทิงเสวี่ยไม่ได้แค่พูดเล่นๆ
เธอเอาจริง
เธอจะสอนวิชาความสามารถที่ตัวเองมีให้พ่อ แล้วช่วยพ่อเปิดร้านขายซาลาเปา
ในช่วงทศวรรษที่ 90 การทำธุรกิจอาหารประเภทเส้นแป้งในแถบชนบทและอำเภอต่างๆ ยังไม่แพร่หลายนัก ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะสร้างตัว เธอเชื่อว่าวิชาทำซาลาเปาที่เรียนรู้มาจากพ่อแม่บุญธรรมในชาติก่อน จะต้องเป็นที่นิยมในบ้านเกิดของเธอเช่นกัน เมื่อมีฝีมือแล้ว ปัญหาก็คือเงินทุนยังขาดอยู่บ้าง แม้ทิงเสวี่ยจะไม่รู้ว่าที่บ้านมีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่ แต่เธอก็คาดการณ์คร่าวๆ ว่าไม่น่าจะเกินสามร้อยหยวน
ถึงแม้เงินทุนจะไม่พอ แต่ทิงเสวี่ยก็ไม่คิดว่าเป็นปัญหา เพราะอีกไม่นานหลิวกุ้ยหลานก็จะเอาเงินมาให้เธอเอง
ทิงเสวี่ยจำได้แม่นยำ ในชาติก่อน หลังจากปีใหม่ไม่นาน เฉินเหยาเหยาก็มีไข้สูงขึ้นมากะทันหัน ไข้สูงไม่ลดเสียที จากการวินิจฉัยพบว่าเป็นเพราะเนื้องอกในร่างกายของเธอ จำเป็นต้องผ่าตัดโดยเร็วที่สุด ดังนั้นเธอจึงถูกลากไปโรงพยาบาลเพื่อบริจาคเลือดให้เฉินเหยาเหยาเตรียมผ่าตัด
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากปีใหม่นี้เฉินเหยาเหยาจะต้องมีไข้สูงไม่ลดแน่นอน จากนั้นก็จะต้องการการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ถึงตอนนั้น ไม่เชื่อหรอกว่าแม่ใจร้ายกับพ่อเลี้ยงใจดำจะไม่ยอมควักเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนออกมาแต่โดยดี
เมื่อมีเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวน เธอก็จะสามารถช่วยพ่อเปิดร้านขายซาลาเปา แล้วก็ช่วยอาสามสร้างฟาร์มหมูได้
แม้ว่าในช่วงต้นทศวรรษที่ 90 ครอบครัวหลินและครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะยังคงขาดแคลนข้าวของอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่าช่วงทศวรรษที่ 80 มากนัก ปกติทุกคนจะประหยัดอดออมกัน แต่พอถึงปีใหม่ก็ต้องกินดีอยู่ดี เที่ยวเล่นให้สนุก
ตามธรรมเนียมท้องถิ่น เช้าวันสิ้นปีจะต้องจุดประทัด ดังนั้นก่อนฟ้าสาง หมู่บ้านต้าเหอและหมู่บ้านใกล้เคียงโดยรอบก็มีเสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นสลับกันไปมา
ทิงเสวี่ยถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงประทัดที่ดังมาจากทั้งใกล้และไกล
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ หลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอันก็จะต้องไปไหว้ที่หลุมศพ วันสิ้นปีหรือสองวันก่อนหน้านั้นจะต้องไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
โดยทั่วไปแล้วจะไม่ให้เด็กๆ ไปไหว้ที่หลุมศพ แต่ทิงเสวี่ยยืนกรานจะตามไปด้วย เธออยากไปหาคุณย่า
การที่เกิดใหม่แล้วไม่ได้พบหน้าคุณย่าเป็นครั้งสุดท้ายคือความเสียใจที่สุดของทิงเสวี่ย ดังนั้นจึงทำได้เพียงไปกราบไหว้ที่หลุมศพของท่านเท่านั้น
หลินกั๋วผิงไม่ค่อยอยากให้ลูกสาวตามไปด้วย แต่ก็ทนรบเร้าของเด็กหญิงไม่ไหว จึงต้องยอมให้เธอตามไป
คุณย่าหลินและบรรพบุรุษตระกูลหลินล้วนถูกฝังไว้ที่บริเวณเนินเขาทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างหมู่บ้านต้าเหอกับหมู่บ้านซงหยวน ข้างๆ กันนั้นก็มีหลุมศพของตระกูลอื่นอยู่ด้วย
ตอนที่พวกทิงเสวี่ยไปถึง หลินกั๋วเซิ่งก็เพิ่งจะมาถึงเพื่อไหว้บรรพบุรุษพอดี
คุณปู่หลินมีภรรยาสองคน ดังนั้นแม่ของหลินกั๋วผิงกับแม่ของหลินกั๋วเซิ่งจึงถูกฝังรวมอยู่กับคุณปู่
พอเห็นทิงเสวี่ยตามมาไหว้ที่หลุมศพด้วย หลินกั๋วเซิ่งก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้ารอง ทำไมแกถึงพาเสียวเสวี่ยมาด้วย? เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างนี้จะมาไหว้ที่หลุมศพได้ยังไง?”
ทิงเสวี่ย “…”
ยังไม่ทันที่หลินกั๋วผิงจะอ้าปากอธิบาย ทิงเสวี่ยก็พูดขึ้นก่อน “ลุงใหญ่คะ หนูคิดถึงคุณย่าค่ะ ก็เลยตามพ่อกับอาสามมาไหว้คุณย่าที่หลุมศพ ที่บอกว่าผู้หญิงมาไหว้ที่หลุมศพไม่ได้นั่นมันความคิดคร่ำครึตกยุค ไม่ถูกต้องหรอกค่ะ”
ที่นี่มีธรรมเนียมเก่าแก่ว่าผู้หญิงห้ามไปไหว้ที่หลุมศพจริงๆ พูดให้ชัดก็คือการกีดกันผู้หญิงนั่นเอง
หลินกั๋วเซิ่งไม่ได้มองทิงเสวี่ย แต่หันไปมองหลินกั๋วผิงด้วยความไม่พอใจ แล้วทำท่าทีแบบพี่ใหญ่ตำหนิว่า “เจ้ารอง แกตามใจเสียวเสวี่ยจนเหลวไหลกันไปใหญ่แล้ว ตัวแค่นี้ยังขนาดนี้ แล้วโตขึ้นจะขนาดไหน?”
หลินกั๋วผิงพูด “พี่ใหญ่พูดถูกครับ กลับไปแล้วผมจะสั่งสอนเสียวเสวี่ยให้ดี แต่ว่าไปแล้ว เมื่อกี้เสียวเสวี่ยก็พูดไม่ผิดนี่ครับ การห้ามไม่ให้ผู้หญิงมาไหว้ที่หลุมศพมันก็เป็นเรื่องคร่ำครึจริงๆ”
หลินกั๋วเซิ่ง “…”
ทิงเสวี่ยเลยไม่สนใจลุงใหญ่หัวรั้นคนนี้อีกต่อไป เธอจุดธูปแล้วคุกเข่าลงหน้าหลุมศพของคุณปู่คุณย่า
ในใจมีเรื่องมากมายอยากจะพูดกับคุณย่า แต่ในตอนนี้กลับพูดไม่ออกสักคำ ภาพรอยยิ้มและใบหน้าของคุณย่าปรากฏขึ้นตรงหน้า
ไม่คิดเลยว่ามีชีวิตอยู่ถึงสองชาติภพ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนบุญคุณที่คุณย่าเลี้ยงดูมา
เธอขาดความรักจากแม่ไปตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสองขวบ คุณย่าคือผู้ที่มาเติมเต็มความรู้สึกที่ขาดหายไปนั้น
ในใจของทิงเสวี่ย คุณย่าก็คือแม่
ทิงเสวี่ยเผากระดาษเงินกระดาษทองให้คุณย่าพลางภาวนาในใจ “คุณย่าคะ ขอดวงวิญญาณคุณย่าบนสวรรค์โปรดวางใจ หนูจะช่วยคุณย่าดูแลพ่อกับอาสามเอง หนูจะตั้งใจเรียน ช่วยพ่อกับอาสามหาเงิน ช่วยอาสามแต่งงาน คุณย่าคะ วางใจได้เลยค่ะ หนู พ่อ แล้วก็อาสามจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน”
น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
การที่ลูกสาวหลั่งน้ำตาทำให้หลินกั๋วผิงปวดใจยิ่งนัก เขาใช้มือใหญ่ที่หยาบกร้านแต่อบอุ่นเช็ดน้ำตาให้ทิงเสวี่ยเบาๆ “เสียวเสวี่ย กลับบ้านกันเถอะลูก”
หลังจากกลับจากไหว้ที่หลุมศพก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว พอทานอะไรง่ายๆ รองท้องเสร็จ ทิงเสวี่ย หลินกั๋วผิง และหลินกั๋วอันก็เริ่มลงมือทำอาหารมื้อเย็นวันสิ้นปีอย่างจริงจัง
ตั้งแต่บ่ายโมงบ่ายสองโมงจนกระทั่งตะวันตกดิน อาหารมื้อเย็นวันสิ้นปีถึงได้ถูกยกขึ้นโต๊ะ
อาหารเต็มโต๊ะ จะมีอาหารมากมายขนาดนี้ก็ต่อเมื่อเป็นวันปีใหม่หรือมีแขกสำคัญมาเยี่ยมเท่านั้น ช่วงเวลานี้ปีใหม่ยังคงมีบรรยากาศของปีใหม่อย่างแท้จริง
ก่อนกินอาหารมื้อเย็นวันสิ้นปีจะต้องจุดประทัดหนึ่งสาย ดังนั้นบ้านไหนจุดประทัดแล้วก็แสดงว่ากำลังจะกินอาหารมื้อเย็นวันสิ้นปี
ตั้งแต่ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลับขอบฟ้า หมู่บ้านต้าเหอก็เริ่มมีเสียงประทัดดังขึ้นเป็นระยะๆ
บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นวันสิ้นปี มีเพียงอาหารเลิศรสอย่างเดียวยังไม่พอ ต้องมีเหล้าด้วย
หลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอันดื่มเหล้าขาว ส่วนทิงเสวี่ยดื่มน้ำส้ม
แก้วเหล้าที่พวกเขาใช้เป็นของที่คุณย่าหลินทิ้งไว้ให้ เป็นของติดตัวเจ้าสาว มีอายุหลายปีแล้ว
ทิงเสวี่ยยกแก้วน้ำส้มเต็มแก้วขึ้น แล้วยืนขึ้น “พ่อคะ อาสามคะ แก้วแรกนี้หนูขอคารวะพวกท่าน ขอให้พ่อกับอาสามปีหน้าหาเงินได้เยอะๆ ร่ำรวยเงินทองค่ะ”
เห็นเด็กหญิงทำท่าทางเป็นงานเป็นการ หลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอันก็ชนแก้วกับเธออย่างจริงจัง
หลินกั๋วผิงพูด “ขอให้เสียวเสวี่ยของพ่อเรียนเก่งๆ มีความสุขมากๆ นะลูก”
หลินกั๋วอันพูด “ขอให้เสียวเสวี่ยของอาโตขึ้นยิ่งสวยวันสวยคืนนะ”
“พ่อคะ อาสามคะ ลองชิมมันฝรั่งน้ำแดงกับไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์สไตล์เสฉวน แล้วก็ฟองเต้าหู้ผัดต้นหอมที่หนูผัดนี่สิคะ อร่อยไหม” ทิงเสวี่ยชี้ไปที่กับข้าวหลายอย่างที่เธอลงมือทำเองด้วยท่าทางกระตือรือร้น แล้วก็รอคอยคำชม
หลินกั๋วผิงกับหลินกั๋วอันได้ชิมกับข้าวที่ทิงเสวี่ยผัดเองแล้วก็ชมไม่ขาดปาก
“เสียวเสวี่ย ลูกผัดกับข้าวอร่อยขึ้นทุกวันเลยนะ จะเก่งกว่าคุณย่าแล้ว” หลินกั๋วผิงพูดจากใจจริง ในใจของเขาอาหารที่แม่ทำอร่อยที่สุด แต่ตอนนี้อาหารที่ลูกสาวทำก็อร่อยมากๆ เช่นกัน อร่อยจนหยุดไม่ได้เลยจริงๆ
บนโต๊ะอาหารมื้อเย็นวันสิ้นปีมีแต่เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขไม่ขาดสาย
หลังจากกินอิ่มดื่มหนำสำราญแล้ว ทิงเสวี่ยก็ช่วยพ่อกับอาสามเตรียมของสำหรับไหว้ฟ้าดินในอีกครู่หนึ่ง
ตามธรรมเนียมท้องถิ่น คืนวันที่สามสิบจะต้องไหว้ฟ้าดิน ของที่ต้องเตรียมส่วนใหญ่คือกับข้าว เหล้า ชา เกี๊ยวต้ม ผลไม้ และขนม สรุปคือของที่ดีที่สุดในบ้านจะต้องนำออกมาไหว้ฟ้าดิน
เมื่อเตรียมของทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ยกโต๊ะออกไปที่ลานบ้าน แล้วจัดวางเครื่องเซ่นไหว้ฟ้าดินทั้งหมด จุดธูป จากนั้นก็นำกระดาษเงินกระดาษทองมาคลี่ออกวางเรียงกันหน้าโต๊ะเครื่องเซ่นแล้วเผา พอเผาเสร็จก็ต้องกราบไหว้ พอกราบไหว้เสร็จก็ต้องจุดประทัดอีกหนึ่งสาย
หลังจากไหว้ฟ้าดินเสร็จ ทิงเสวี่ย พ่อ และอาสามก็ช่วยกันเก็บของเข้าบ้าน จากนั้นก็ไปดูรายการพิเศษวันตรุษจีน ที่บ้านหลินกั๋วจวิน
ในหมู่บ้านมีโทรทัศน์ไม่ถึงสิบเครื่อง
หลินกั๋วจวินเป็นเพียงคนเดียวในละแวกบ้านหลายสิบหลังคาเรือนที่มีโทรทัศน์ ดังนั้นบ้านของเขาจึงคึกคักเป็นพิเศษ มักจะมีคนกลุ่มใหญ่มาชุมนุมดูโทรทัศน์อยู่เสมอ บ้านของเขาไม่ใหญ่ พอคนเยอะก็ย่อมจุไม่หมด ดังนั้นคนที่มาช้าก็ทำได้เพียงดูโทรทัศน์อยู่ที่ลานบ้าน จริงๆ แล้วแทบจะมองไม่เห็นว่าคนในจอโทรทัศน์หน้าตาเป็นอย่างไร จะเรียกว่าดูทีวีก็กระดากปาก เรียกว่ามานั่งฟังทีวีเสียยังดีกว่า
ในยุคสมัยนั้น การไปดูโทรทัศน์บ้านคนอื่นให้ความรู้สึกเหมือนไปดูหนังจริงๆ รู้สึกว่าคึกคักกว่าดูหนังเสียอีก
ตอนที่ทิงเสวี่ย พ่อ และอาสามไปถึงบ้านหลินกั๋วจวิน ยังถือว่าค่อนข้างเร็ว จึงสามารถเข้าไปดูโทรทัศน์ในบ้านได้
โทรทัศน์เครื่องนี้ของบ้านหลินกั๋วจวินเป็นโทรทัศน์ขาวดำขนาดสิบแปดนิ้ว ในยุคสมัยนั้นยังไม่มีเคเบิลทีวี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทีวีดิจิทัล โทรทัศน์รับได้เพียงไม่กี่ช่อง คือช่องของมณฑล ช่องส่วนกลาง และช่องของเมืองกับอำเภออีกสองช่อง ต้องใช้เสาอากาศรับสัญญาณ ถ้าปรับตำแหน่งเสาอากาศไม่ดี ภาพในจออาจจะซ่าเป็นเม็ดทราย
ในตอนนี้ รายการพิเศษวันตรุษจีนของสถานีโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีนก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว รายการในปีนั้นคึกคักเป็นอย่างมาก
มีผลงานดีๆ ออกมามากมาย เพลง "ฉันอยากมีบ้าน" ของพานเหม่ยเฉิน ทำให้ผู้ชมจำนวนนับไม่ถ้วนน้ำตาไหลพราก ส่วนละครตลกสั้น "ตำรวจกับขโมย" ของเฉินเพ่ยซือกับจูสือเม่าก็กลายเป็นผลงานคลาสสิกตลอดกาล สรุปคือไม่ว่าจะหยิบยกรายการไหนขึ้นมาก็ล้วนแต่ยอดเยี่ยมทั้งนั้น
สองสามีภรรยาหลินกั๋วจวินมีลูกชายสองคนลูกสาวหนึ่งคน ลูกสาวแต่งงานออกไปนานแล้ว ลูกชายคนโตชื่อหลินหงเจี้ยนก็มีลูกมีเมียครบถ้วนแล้ว ส่วนลูกชายคนเล็ก หลินหงรุ่ย เป็นครูสอนมัธยมปลายอยู่ในตัวเมืองยังไม่ได้แต่งงาน โทรทัศน์เครื่องนี้หลินหงรุ่ยซื้อมาให้พ่อแม่
ครอบครัวหลินกั๋วจวินดีกับหลินกั๋วผิงและหลินกั๋วอันผู้ซื่อสัตย์และใจดีเป็นอย่างมาก พวกเขายิ่งดูแลทิงเสวี่ยเป็นพิเศษ เด็กที่มีแม่ให้กำเนิดแต่ไม่มีแม่คอยเอาใจใส่
พอทิงเสวี่ยมาถึง ภรรยาของหลินกั๋วจวินก็รีบหยิบของอร่อยมาให้เธอ ทั้งยังกระซิบข้างหูให้เอาของใส่กระเป๋าไว้ กลับไปกินที่บ้าน
ความหมายของภรรยาหลินกั๋วจวินชัดเจนมาก ของเหล่านี้ฉันให้เธอกินคนเดียว เดี๋ยวถ้ามีเด็กคนอื่นมาอีกจะไม่ให้พวกนั้นกิน ทิงเสวี่ยกล่าวขอบคุณป้าใหญ่ แล้วก็เอาของอร่อยเหล่านั้นใส่กระเป๋าของตัวเองอย่างว่าง่าย