กึก...กึก...กึก... เสียงม้าที่เดินช้าๆ เข้าไปยังเมืองทางเหนือที่ห่างไกล ที่นี่ผู้คนไม่ได้แออัดมากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับเงียบเหงา อาคารบ้านเรือน การก่อสร้างดูแปลกตาไปจากเมืองหลวงมาก อ๋องจินอู่ที่นั่งอยู่บนหลังม้ามองดูผู้คนไปเรื่อยๆ พร้อมกับพลางมองหาที่พักเพราะหลังจากออกเดินทางจากหมู่บ้านนั้นมาก็ร่วม3วันเข้าไปแล้ว เขาเลยคิดว่าไหนๆ ก็มาถึงที่นี่แล้ว ควรจะหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนเอาแรงสัก 3-4วันแล้วค่อยขึ้นเหนือไปต่ออีก
เขาควบม้าไปเรื่อยๆ ผ่านซอยเล็กซอยใหญ่ ทะลุตรอกนั้นตรอกนี้ จนได้มาเจอโรงเตี๊ยมที่พอจะถูกใจเขา ก่อนจะเข้าพักทันที เถ้าแก่โรงเตี๊ยมออกมาต้อนรับขับสู้และพูดคุยย่างเป็กันเอง อ๋องจินอู่แม้จะไม่อยากเสวนาด้วยแต่ก็ต้องฝืนใจทำ เพราะตอนนี้เขากำลังตามหาคน หากไม่รู้จักผูกมิตรไว้ ต่อไปอาจจะหาเบาะแสลำบาก
“คุณชาย ท่านเดินทางมาจากที่ใดหรือขอรับ” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมสอบถาม เพราะเขาดูจากการแต่งกายแล้วไม่เหมือนคนในแถบ แถมยังไม่เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป
“ข้ามาจากที่ที่ไกลมาก เ้าอาจจะไม่รู้จัก ระหว่างทางข้ากับสหายเราพลัดหลงกัน ไม่รู้เขาจะเป็ยังไง” อ๋องจินอู่เริ่มแต่งเื่บอกแก่เถ้าแก่โรงเตี๊ยม
“อั๊ยหยา!! จริงหรือท่าน จริงๆ แล้วคนที่มาท่องเที่ยวทางเหนือนี้ หลายคนนักที่พลัดหลงกัน” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมพูดด้วยความใและแสดงความเห็นใจอ๋องจินอู่อีกด้วย
“เพราะอะไร...”
“เฮ้อ! ที่นี่อากาศหนาวเย็นเกือบจะทั้งปี แถมบางวันมีพายุหิมะมองไปทางไหนขาวโพลนไปหมด หากอยากจะเดินทางเข้าป่าไปล่าสัตว์ข้าขอแนะนำให้จ้างคนพื้นที่นำทางจะดีกว่า แต่หลายๆ คนที่มา ไม่ค่อยจะยอมจ้าง พวกเขามักจะไปกันเอง แต่พอพลัดหลงกัน ก็มักจะมาขอให้ช่วยตามหาคนให้”
“แล้วหาเจอหรือไม่...” อ๋องจินอู่เริ่มมีท่าทีที่สนใจมากขึ้น
“จริงๆ นะนายท่าน มันก็ขึ้นอยู่กับคนคนนั้นด้วย บางคนพอพลัดหลงกัน แล้วจำได้ว่าหลงกันจากที่ไหน อันนี้ก็พอจะมีหวังหาเจอ แต่บางคนจำไม่ได้เลยว่าหลงกันจากที่ไหน อันนี้ข้าได้แต่ขอให้พวกเขาทำใจ” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมพูดไปพร้อมกับถอนหายใจ
“คนทั้งคน จะหายไปง่ายขนาดนั้นเลยหรือ”
“หิมะไงขอรับ... บางคนก็ถูกหิมะถล่มทับ บางคนก็เดินหลงป่าขอรับนายท่าน บางคนก็โดนสัตว์ป่ากัดกิน กว่าจะมีคนมาพบหรือตามหาเจอก็ไม่มีลมหายใจไปเสียแล้วขอรับ อากาศที่นี่โหดร้ายนักสำหรับคนต่างถิ่น”
“แต่ทุกคนที่นี่ก็อยู่กันได้นิ”
“พวกเราคนท้องถิ่น อยู่มาั้แ่จำความได้ แต่คนต่างถิ่นอย่างพวกท่านก็ไม่เคยชินกับอากาศและเส้นทางนะขอรับ”
อ๋องจินอู่นั่งฟังเถ้าแก่โรงเตี๊ยมพูดแนะนำอยู่พักใหญ่ แล้วเขาก็ขอตัวขึ้นไปนอนพักผ่อนบนห้องที่เปิดไว้ เขาได้อาบน้ำชำระกายและนั่งดื่มสุราเพียงลำพัง ห้องที่อ๋องจินอู่พักนั้นหน้าต่างหันออกไปทางด้านถนนตลาด เขาจิบสุราไปนั่งมองผู้คนที่เดินไปมาตามท้องถนน ทำให้เขาหวนนึกถึงตอนที่เขาและฉีซื่อไปทำการค้าด้วยกัน ่เวลานั้นเขามีความสุขมากและเผลอคิดไปว่า หากที่แห่งนี้ เวลานี้ หากเขายังมีฉีซื่ออยู่ด้วย เขาคงจะสุขใจไม่น้อย อากาศที่หนาวเย็น มีคนตัวอุ่นๆ มาไว้กอดอยู่ข้างกาย ได้พูดได้คุยได้ฟังเสียงฉอเลาะ มันคงจะดีไม่น้อยเลย
...ข้าคิดถึงเ้าเหลือเกิน อาฉี...
................................................................
ในเวลาดึกสงัด ณ โรงเตี๊ยม
...วิ้ว!......
เสียงลมพัดจากทางด้านนอกที่กระทบกับหน้าต่างที่ปิดไม่ค่อยสนิทเนื่องจากเก่ามากแล้ว ทำเอาอ๋องจินอู่ที่หลับไปแล้วต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก เขาหัวเสียไม่น้อย เพราะกว่าเขาจะข่มตาหลับได้ ยังต้องมาตื่นเพราะเสียงพวกนี้ เขาหงุดหงิดเหลือทนกับโรงเตี๊ยมที่โกโรโกโสแห่งนี้แต่ก็ไม่มีทางเลือกเพราะในบรรดาโรงเตี๊ยมที่มีในเมืองเล็กๆ แบบนี้ ที่นี่ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว อ๋องจินอู่นั่งมองรอบๆ ห้องสักพักก่อนจะเดินไปด้านล่าง เพื่อขอกาน้ำชาใหม่ เนื่องจากกาน้ำชาที่มีอยู่นั้น ตอนนี้น้ำชามันเย็นหมดแล้ว เขาอยากจะดื่มอะไรร้อนๆ พร้อมกับอยากจะซื้อสุราเพิ่มด้วย แต่พอเดินลงถึงด้านล่างก็ไม่พบเถ้าแก่นั่งอยู่ที่โต๊ะ อ๋องจินอู่เลยเดินหาเถ้าแก่รอบๆ โรงเตี๊ยม จนไปถึงโรงครัว เขาก็ได้ยินเสียงบุรุษผู้หนึ่งคุยอยู่กับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
“เถ้าแก่ ทั้งหมดนี้น่าจะพอจะอยู่ได้สัก10วัน” เสียงบุรุษผู้หนึ่งที่พูดคุยกับเถ้าแก่โรงเตี๊ยม
“ดีๆ เ้านี่เก่งเสียจริง มาอยู่ได้ไม่เท่าไหร่ก็รู้จักวิธีการทำมาหากินที่นี่ซะแล้ว” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยังคงชมบุรุษผู้นั้นไม่หยุด
“ถ้าเช่นนั้นท่านก็จ่ายเงินมาให้ข้าได้แล้ว รวมยอดของครั้งก่อนด้วยน่ะ”
“ฮ่าๆๆๆ เ้านี่ เขี้ยวลากดินจริงๆ ข้าอุตส่าห์ชมเ้า ลดราคาให้ข้าหน่อยไม่ได้หรือไร” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมต่อรองราคา แต่ดูจากท่าที เขาก็ไม่ได้จริงจังในการต่อรองนัก เหมือนจะต่อรองเล่นๆ เสียด้วยซ้ำ
... เขาเป็ใครกัน เสียงนี้ข้าคุ้นเคยยิ่งนัก อาฉี นั่นใช่เ้าหรือไม่...
เพราะบุรุษที่ยืนอยู่กับเถ้าแก่โรงเตี๊ยมในโรงครัวนั้น เขามีผ้าคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้ ทำให้อ๋องจินอู่ที่แอบมองจากข้างนอกไม่มั่นใจนัก แม้ว่าน้ำเสียง ท่าทางการพูดคุย เขาจะมั่นใจว่า นั่นคือฉีซื่อ แต่อีกใจเขาก็ยังไม่กล้าตัดสินอยู่ดีเพราะว่านั้นอาจจะไม่ใช่ก็ได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาที่เขาตามหาฉีซื่อ เขามักจะเจอคนแบบนี้อยู่ไม่น้อย ที่ลักษณะคล้ายๆ ฉีซื่อ แต่พอเข้าไปใกล้ๆ กลับไม่ใช่ ซึ่งทำให้เขาผิดหวัง
...ในครั้งนี้ข้าจะไม่กล้าผลีผลามเผยตัวออกไปเด็ดขาด หากคนคนนั้นไม่ใช่อาฉีก็แล้วไป แต่ถ้าเป็อาฉีจริงๆ แล้วถ้าเกิดข้าปรากฏตัว แต่ไม่อาจจะรั้งตัวอาฉีไว้ได้ จนอาจเผลอทำให้อาฉีหวาดกลัวจนต้องหนีข้าไปอีก ข้าจะทำอย่างไร ไม่ได้! จะให้เื่นี้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ ข้าต้องใจเย็นๆ ...
อ๋องจินอู่หลบอยู่ด้านนอก จนรอให้บุรุษผู้นั้นจากไปแล้วเขาถึงปรากฏตัวให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นที่ห้องครัว พร้อมกับขอกาน้ำชาใหม่รวมไปถึงสุราเพิ่มโดยให้เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยกขึ้นไปให้ที่ห้อง
“นายท่านขอรับ เมื่อครู่มีพ่อค้าเส้นบะหมี่ส่ง เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ท่านอยากจะรับด้วยหรือไม่ขอรับ” ประโยคนี้ ทำเอาอ๋องจินอู่ถึงกลับหยุดเดิน แล้วหันกลับมาทันที
“บะหมี่ อย่างนั้นรึ....”
“ขอรับ แต่เป็บะหมี่แบบแห้งนะขอรับ แต่รับรองเลย ว่าถ้าหากนายท่านได้ลองกินรสชาติของมันนายท่านจะต้องติดใจ เพราะบะหมี่ชามนี้กินได้ทั้งแบบแห้งและแบบน้ำได้ในชามเดียวเลยขอรับ” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมพยายามนำเสนออย่างหนักที่จะให้เขาได้ลองกินบะหมี่ชามนี้ จะว่าไปก็นานแล้วที่อ๋องจินอู่ไม่ได้ลิ้มรสชาติของบะหมี่ที่ไหนเลย ั้แ่รู้จักกับฉีซื่อ ยิ่งฉีซื่อตอนนี้หนีจากเขาไป เขายิ่งกินอะไรก็ไม่อร่อยเข้าไปอีก
“วิเศษขนาดนั้นเลยเชียว งั้นก็ลองเอามาสักชาม และไม่ต้องยกไปที่ห้องแล้ว เดี๋ยวข้าจะนั่งกินที่ข้างล่างนี่แหละ” อ๋องจินอู่เปลี่ยนใจไม่เดินกลับขึ้นห้องแต่ตัดสินใจที่จะนั่งต่อด้านล่าง เพราะอย่างน้อยตอนนี้ข้างล่างก็ยังมีเถ้าแก่โรงเตี๊ยมอยู่ เขาไม่ต้องไปนั่งเหงาคนเดียวในห้องก็เท่านั้นเอง
อ๋องจินอู่นั่งรออยู่ครู่เดียวเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็ยกบะหมี่แห้งมาให้2ชาม แม้ว่าอ๋องจินอู่จะพูดย้ำไปแล้วว่า เขาสั่งไปแค่ชามเดียว แต่เถ้าแก่ผู้นี้ก็ยังคงคะยั้นคะยอให้เขารับไว้2ชาม แถมยังบอกอีกว่า บะหมี่นี้อร่อยมากชามเดียวไม่เพียงพอแน่นอน จนทำให้อ๋องจินอู่ต้องรับไว้อย่างไม่เต็มใจนัก
“บะหมี่แห้งพวกนี้ ข้าต้องกินยังไง” อ๋องจินอู่สอบถามวิธีการกินแก่เถ้าแก่
“บะหมี่ชามนี้ มีเส้นบะหมี่สูตรพิเศษ มีผัก และเนื้อหมี ที่ตุ๋นมาจนเปื่อยและราดด้วยน้ำปรุงรสเข้มข้น ก่อนจะกิน นายท่านแค่ต้องคลุกทุกอย่างให้เข้าด้วยกันจากนั้นกินได้เลยขอรับ”
“แล้วส่วนแบบน้ำล่ะ”
“ก็ใช้วิธีเดียวกันแบบอย่างแรกเลยขอรับ แต่ครั้งนี้ หากท่านอยากจะซดน้ำแกง ท่านเพียงเอาน้ำชาในกานี้ที่ยังร้อนๆอยู่ เทลงไปได้เลยขอรับ เทให้พอท่วมเส้นขึ้นมานิดหน่อยก็พอขอรับ จากนั้นคนให้เข้ากันสักเล็กน้อย แล้วซดน้ำแกงได้เลยขอรับ” เถ้าแก่แนะนำแก่อ๋องจินอู่ถึงวิธีการกินนี้
“เติมน้ำชาลงไปเนี่ยะน่ะ มันจะกินได้ยังไง!” อ๋องจินอู่ตอบกลับอย่างไม่เชื่อ
“ลองดูได้เลยขอรับ รสชาติ...อย่างนี้เลย” เถ้าแก่พูดรับประกันพร้อมยกนิ่งโป้งขึ้นมาทั้ง2ข้าง ก่อนเขาจะเดินออกไป
ว่าแล้ว อ๋องจินอู่ก็ทำตามที่เถ้าแก่แนะนำ เขาคลุกบะหมี่กับน้ำปรุงรสให้เข้ากันทั้ง2ชาม โดยอีกชามเขาจะกินแบบแห้ง และอีกชามเขาจะกินแบบน้ำ อ๋องจินอู่ค่อยๆ เทน้ำชาในกาที่ร้อนๆ นั้นลงไป ในใจก็รู้สึกพิลึกอยู่ไม่น้อยที่ต้องมาทำอะไรแบบนี้
จากนั้นอ๋องจินอู่ก็หันมาจัดการกับบะหมี่แห่งเสียก่อน เขานั่งเขี่ยๆ ดูเส้นพักหนึ่ง ก่อนจะเอาเข้าปาก และทันทีที่เอาเข้าปาก ทำเอาอ๋องจินอู่ถึงกับตาค้าง ตกตะลึงกับรสชาติที่ได้รับ เส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่ม ได้กลิ่นของไข่และเครื่องเทศแบบนี้ เป็เอกลักษณ์มาก-รวมไปถึงภายในเส้นก็ยังมีเนื้อสัตว์ตากแห้งบดผสมลงไปในแป้งด้วย รวมไปถึงรสชาติน้ำปรุงรสที่เข้มข้นนี้ รสชาติที่ซับซ้อนของน้ำปรุงรสที่คล้ายน้ำแกงนี้ มันทำให้อ๋องจินอู่ถึงกับหัวใจเต้นแรง น้ำตาเอ่อไหลออกมา มือไม้สั่นไปหมดจนเขาต้องหันไปมองบะหมี่น้ำอีกชามที่วางอยู่ อ๋องจินอู่รีบยกขึ้นมาซดน้ำแกงอย่างไว และเมื่อได้ลองกินน้ำแกงในชามนั้น ทำให้เขาได้เข้าใจกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที รสชาติแบบนี้ มีแต่ฉีซื่อเท่านั้นที่ทำได้ รสชาติที่อร่อยลงตัวทั้งแบบแห้งและแบบน้ำนี้มีแต่ฉีซื่อเท่านั้นที่ทำได้
อ๋องจินอู่ไม่คิดสงสัยอะไรอีกแล้ว เขาก้มหน้าก้มตากินบะหมี่อย่างเต็มใจและจะกินไม่ให้เหลือเลยสักชาม เพราะตอนนี้ เขามั่นใจแล้วว่าบะหมี่นี้เป็รสมือของฉีซื่อ คนที่ยืนคุยกับเถ้าแก่ก่อนหน้านี้คือฉีซื่ออย่างแน่นอน หลังจากที่เขากินเสร็จก่อนจะกลับขึ้นห้อง เขาได้เดินไปบอกเถ้าแก่ว่า ให้เตรียมบะหมี่แห้งไปส่งให้เขาที่ห้องในตอนเช้าอีกด้วย2ชาม
“ขออภัยนายท่านขอรับ บะหมี่ที่เหลืออยู่ มีไม่พอสำหรับ2ชามขอรับ”
“เป็ไปได้ยังไง ก็ไหนเ้าบอกว่า บะหมี่เพิ่งมาส่ง แถมตอนนี้ก็ยังไม่มีใครมากินเลย จะไม่พอได้ยังไง” อ๋องจินอู่ถามกลับอย่างไม่พอใจ
“บะหมี่พวกนั้น มีคนจองหมดแล้วขอรับ พวกเขาจ่ายเงินไว้ล่วงแล้วขอรับ ให้นายท่านก่อนไม่ได้จริงๆ สำหรับ2ชามที่ให้ท่านไปก่อนหน้านั้น คือบะหมี่ที่ยังไม่มีคนจองขอรับ” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมบอกอย่างจนใจ
“แล้วอีกนานไหมกว่าเขาจะมาส่งบะหมี่ให้อีก”
“น่าจะราวๆ อีก 10 วันเลยขอรับ”
“แล้วตอนนี้ข้าจะเอาเพียงแค่ถ้าชามเดียวละ พอได้หรือไม่”
“ชามเดียว...ว...แต่นั่น...น..คือเป็ของข้าน้อยเองขอรับ”
“งั้นข้าเอาชามนั่นแหละ ชามเดียวก็ได้ ... ทำไม เสียสละให้แขกที่พักไม่ได้หรือไร” อ๋องจินอู่ต่อรอง
“จริงๆ โรงเตี๊ยมเรามีอาหารอย่างอื่นอีกนะขอรับ นายท่านอยากจะลอง...”
“ไม่เอา ข้าจะกินบะหมี่เท่านั้น” อ๋องจินอู่พูดตัดบท แล้วเดินขึ้นห้องพักอย่างอารมณ์ดี
...อาฉีของข้า ไม่ว่าเ้าจะไปอยู่ที่ไหน บะหมี่ของเ้าก็ยังไม่พอขายอยู่ดี เหตุการณ์แบบนี้มันทำให้ข้ามั่นใจ มั่นใจว่าเป็เ้า อาฉี เป็เ้าจริงๆ เพราะมีแต่เ้าที่ทำแบบนี้ได้ ข้าจำรสมือของเ้าได้ ข้าอยากพบเ้าเหลือเกิน อาฉีของข้า...