“หนูยอมตกลงทุกอย่างค่ะ ขอแค่ให้ได้เงินมารักษาแม่”
หญิงสาวรีบตอบแบบไม่ต้องคิด
“งั้นฉันจะไถ่บ้านของเธอมาจากเพื่อนของฉันแล้วฉันก็จะให้เงินเธออีกห้าแสน ซึ่งจากนั้นมันก็จะสรุปว่าเธอเป็หนี้ฉันอยู่หนึ่งล้านเข้าใจใช่ไหม”
“เข้าใจค่ะ”
หญิงสาวตอบอย่างไม่สนว่าหลังจากนั้นมันจะนำพาเธอให้ไปพบกับอะไรบ้าง เพราะตัดสินใจแล้วว่า ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร เธอก็พร้อมจะยอมทุกอย่าง ขอแค่ให้แม่มีชีวิตอยู่กับเธอต่อไปอีกเท่านั้นพอ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“ฉัน้าให้เธออุ้มท้องหลานให้ฉัน...โดยต้องยอมมีอะไรกับลูกชายของฉันเพื่อให้ตั้งท้องระหว่างนี้เธอจะต้องไปอยู่ที่บ้านของฉันเพื่อแสดงตัวว่าเป็ภรรยาของลูกชายฉัน...ฉันจะจ่ายเงินเดือนให้เธอทุกเดือนและอนุญาตให้เธอกลับไปเยี่ยมแม่ได้เป็ครั้งคราว...เมื่อเธอคลอดหลานออกมาให้ฉันแล้ว ฉันจะจ่ายเงินพิเศษให้เธออีกก้อนหนึ่ง...และเธอก็ต้องสัญญาด้วยว่าจะไม่กลับมายุ่งเกี่ยวกับลูกชายหรือว่าหลานของฉันอีกโดยเด็ดขาด”
ทุกถ้อยคำสั่งของคุณรินฤดีดังก้องอยู่ในโสตประสาทของนลินญาซึ่งมันทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนกับว่า...เธอไม่ใช่คนแต่เป็แค่สัตว์เลี้ยงชนิดหนึ่งเท่านั้น ต่างกันแต่เพียงสิ่งที่พันธนาการเธอไว้นั้นไม่ใช่เชือก โซ่ตรวนหรือว่าคอกไม้ แต่เป็อำนาจเงิน
คุณรินฤดีได้พาหญิงสาวไปเก็บของที่บ้านทันทีเพื่อจะให้ย้ายไปอยู่ที่คฤหาสน์ธนบัตรไพศาลเธออยากให้หลานของเธอเกิดมาเร็วๆเพราะหลานเกิดมาเร็วเท่าไหร่ทรัพย์สมบัติก็จะถูกโอนมาเป็ของธนบดีเร็วเท่านั้น
“แม่ของหนูไม่ค่อยสบายท่านจะอยู่อย่างไรถ้าหากหนูไม่ได้มาอยู่ที่บ้าน”
หญิงสาวกล่าวอย่างห่วงใยผู้เป็แม่ที่กำลังป่วย
“ก็จ้างคนเฝ้าสิย่ะ”
คุณรินฤดีบอกห้วนๆก่อนจอดรถลงหน้าบ้านหลังเล็กๆโทรมๆที่แทรกตัวอยู่ในซอยลึกแห่งหนึ่งตามการชี้บอกของหญิงสาววัยยี่สิบเอ็ดปีหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา
“เก็บของและจัดการทุกอย่างให้เสร็จโดยเร็วน่ะฉันไม่ชอบอยู่ในบรรยากาศสลัมอย่างนี้นานๆ”
เธอสั่งก่อนที่หญิงสาวจะเปิดประตูก้าวลงไปโดยเธอเลือกที่จะนั่งรออยู่ในรถ
เสียงฝีเท้าที่เดินเข้าบ้านมาทำให้ร่างผอมแห้งซึ่งนอนอยู่บนที่นอนเก่าๆตรงริมห้องโถงของบ้านขยับตัวเงยหน้าขึ้น
“ทำไมกลับบ้านเร็วนักละลูก”
เสียงแหบพร่าเอ่ยถามลูกสาวที่ไปทำงานเป็พนักงานในร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง
นลินญาเข้าไปนั่งคุกลงข้างๆผู้เป็แม่น้ำตาคลอออกมาแต่ไม่กล้าบอกความจริงให้แม่รู้
“แม่จ๋า ผู้จัดการเขาย้ายให้หนูไปทำงานที่ร้านสาขาซึ่งอยู่ไกลบ้านเราหนูอาจจะไม่ได้กลับมาบ้านทุกวันอย่างเคย”
หญิงสาวบอกกับแม่ไปตามเหตุผลเท่าที่นึกได้ในเวลานี้ด้วยความรู้สึกเจ็บลึกในอก เวรกรรมอะไรของเธอกับแม่นะ ถึงต้องมาเจอกับเื่ราวแบบนี้
“ไปเถอะลูกเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง ไม่ต้องห่วงแม่หรอก”
ถึงตอนนี้น้ำตาของหญิงสาวไหลพรากเธอก้มลงกอดแม่เพื่อซ่อนหยาดน้ำตา ถ้าแม่รู้ความจริงว่าเธอไม่ได้ไปเพื่อความก้าวหน้าอย่างที่ท่านเข้าใจ แม่คงไม่พูดอย่างนี้
“แม่จะไม่ให้หนูห่วงแม่ได้อย่างไรหนูมีแม่เพียงคนเดียวแล้วแม่ก็กำลังป่วยอยู่อย่างนี้”