วันต่อมาผมมาเข้างานเช้าเป็นประวัติการมาก่อนเวลาปกติถึง 30 นาทีแม้ไม่ได้ใช้ยาบ้าของธรณี ข้ออ้างที่จะไล่ผมออกจึงเหลือเพียงอย่างเดียวคือผลงานไม่เข้าตากรรมการ ผมใช้เวลาครึ่งชั่วโมงนี้ในการทานอาหารอย่างใจเย็นเติมพลังให้สมอง และปิดท้ายด้วยกาแฟแค่แก้วเดียวก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าส่วนหนึ่งก็เพราะความตื่นเต้นกับภารกิจที่ท้าทายต่อจากนี้
ตามกฎของการไม่ทำโอทีผมเลยต้องเริ่มงานตอนแปดโมงตรงเช้าวันนั้นผมใช้เวลาปั่นข่าวที่เหลืออีกห้าข่าวต่อจากวันศุกร์ถ้าเป็นปกติผมคงไม่สามารถทำได้ทัน แต่เนื่องจากข้อมูลลำดับการทำสิ่งต่าง ๆอยู่ในหัวซึ่งผมซักซ้อมมาตลอดเสาร์อาทิตย์จนชินแล้ว ตั้งแต่การเปิดค้นหาข่าวคำสั่งที่ใช้สั่งเอไอการโยกย้ายข้อความข่าวไปในกระดาษทด มารวมกันรวมทั้งพิมพ์ข้อความใหม่ ไปจนถึงการแกล้งรีไวส์ปลอม ๆ แก้คำผิดผมทำขั้นตอนทุกอย่างเหมือนเดิม แต่สิ่งที่แตกต่างคือการย่นระยะเวลาของความคิดและตัดการแก้ไขที่ซ้ำซ้อนออกไป กระบวนการรีไวส์รอบแรกก็แก้ไขเสร็จ 80% และเป็น100% เมื่อปรับปรุงรอบสองสาเหตุที่ต้องทำขั้นตอนทุกอย่างให้ยุ่งยากขนาดนี้ก็เพราะต้องหลอกเอวีเอสอีที่ผมสวมใส่อยู่เมื่อไมตรีเอาไปดูภายหลังก็ต้องไม่เห็นว่าผมทำงานโอที ธรณีเป็นบอกเคล็ดลับนี้ตั้งแต่คืนวันศุกร์บริษัทไม่ให้ผมทำงานนอกเวลา แต่ผมสามารถคิดนอกเวลาได้
เมื่อทุกอย่างราบรื่นผมก็สามารถทำทั้งห้าข่าวโดยใช้เวลาเพียงสองชั่วโมง แท้จริงแล้วเร่งให้เร็วกว่านี้ได้อีกแต่ก็ต้องตบตาหัวหน้าด้วยการทำอย่างใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไป ไม่รีบร้อนจะได้ไม่ดูมีพิรุธมากนัก
ผมไปถึงห้องของธรณีตามเวลานัดหมาย 11 นาฬิกาพอดิบพอดีรอบนี้ไม่มีใครอื่นอยู่ในห้อง เขาคงรอผมอยู่แล้ว
“ท่านกดส่งไฟล์เข้ากลุ่มแชต“หัวหน้าเอ่ย ผมทำตามนัดโดยกดปุ่มผ่านมือถือ เพื่อที่เขาจะได้มีเวลาตรวจงาน
“เราขอสิ่งนั้นด้วย”ไมตรีชี้ไปที่เครื่องเอวีเอสอีที่ครอบหูผมอยู่ชายผู้นี้ต้องข้อมูลบันทึกของผมตลอดช่วงทดลองงานเพื่อปรับรายละเอียดการคำนวณค่าตอบแทนที่ควรได้รับให้เหมาะสมกับภาระงานจริงผมถอดเครื่องหูฟังยื่นให้เขา ไมตรีเอาไปวางบนแท่นอันหนึ่งที่เหมือนที่ชาร์ตไร้สายทีแรกผมนึกว่าเขาจะโอนถ่ายข้อมูลอยู่ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบางอย่างแต่ปรากฏว่าเขาก้มลงไปหยิบสายไฟจากลิ้นชักใต้โต๊ะออกมาแล้วเปิดผาที่ซ่อนลับบนเอวีเอสอีของผม เชื่อมต่อกับเจ้าแท่นนั้นสรุปคือก็ยังใช้แบบสายอยู่ดี ผมนึกถึงคำพูดธรณีหลายครั้งหลายครา เทคโนโลยีไหนที่ดีอยู่แล้วก็ไม่เห็นต้องเปลี่ยนให้ลำบาก
“ทีนี้ท่านออกไปได้เจอกันอีกทีตอนบ่ายโมง” เขาฉีกยิ้มให้เป็นการอำลา แม้จะดูเป็นมิตรแค่ไหนแต่ผมรู้สึกเหมือนชายหัวล้านใจดีกำลังปล่อยลูกแกะออกจากกรงก่อนจะคว้าปืนล่าสัตว์มายิงแสกกลางหลังเมื่อผมวิ่งหนีไปได้สักระยะภาวนาให้เขาไม่ตบหัวแล้วลูบหลังแบบนั้น
ผมฝืนยิ้มตอบแล้วทำตามที่ไมตรีสั่งหัวหน้าคงใช้เวลาตรวจงานผมกับข้อมูลในเครื่องหูตาวิเศษสักพัก
ผมตัดสินใจไปทานอาหารเที่ยงง่าย ๆที่ร้านอาหารตู้กดอัตโนมัติใกล้ ๆ บริษัท เข็ดหลาบจากการกินอาหารที่โรงอาหารไม่รู้ว่าหวาดระแวงไปเองรึเปล่าวันนี้ผมเห็นสายตาที่พนักงานหลายคนจ้องมาเหมือนพวกเขาทุกคนรับรู้วีรกรรมของผมแล้วซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่ทุกคนจะเห็นหน้าค่าตาผมโดยเฉพาะคนแผนกอื่นเมื่อกินเสร็จผมก็ขึ้นลิฟต์กลับมาพักสายตาที่ห้องตอนเที่ยงพอได้ทำกิจกรรมที่สวนทางกับคนส่วนใหญ่ทำให้บรรยากาศสงบมากขึ้น ช่างเหมาะกับคนอินโทรเวิร์ตแบบผมเสียจริง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปผมก็พบตัวเองมานั่งใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ อยู่ต่อหน้าผู้ตัดสินชะตาของผมแม้ว่าคนที่มีอำนาจไล่ออกคือมติของคณะกรรมการบริหารบริษัท เหมือนตอนที่รับผมเข้ามาแต่ธรณีบอกว่าคณะกรรมการก็จะรับฟังความเห็นของหัวหน้างานส่วนนั้นเป็นหลักอยู่ดีเพราะใกล้ชิดที่สุด หมายความว่าถ้าไมตรีบอกว่าผมไม่มีศักยภาพเพียงขอก็มีโอกาสสูงมากที่คณะกรรมการจะโหวตไม่จ้างผมต่อ
ไมตรีกำลังอ่านงานของผมผ่านแว่นตาเอวีเอสอีที่สวมแล้วหันหน้าไปมา ผมเกร็งไปทั้งตัวในแต่ละครั้งที่เขาทำนิ้วเป็นวงกลมกลางอากาศหมายถึงการทำเครื่องหมายสีแดงล้อมรอบจุดผิดพลาดต่าง ๆ ในงานของผม
“มีจุดผิด เป็นหย่อม ๆ”เขาโยนภาพไปใส่จอภาพบนผนังให้ผมเห็นได้ด้วย“แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการใช้ภาษาในสไตล์ของท่าน ที่อาจจะดูเป็นภาษาพูดเกินไปหน่อยแต่เราก็แก้ไขในชั้นบรรณาธิการได้อยู่แล้ว”
ไมตรียังคงชี้ให้ผมเห็นถึงจุดพลิดพลาดเป็นจุดๆ ยังไม่มีอันไหนที่เขาบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ผมกลืนน้ำลายลงคอพยายามนิ่งเงียบบอย่างสุภาพที่สุด เหงื่อผุดบนใบหน้า นาทีนี้คือการตัดสินชะตาของผม
“เอาล่ะที่นี้ก็เป็นงานชุดต่อไปสำหรับวันนี้ ท่านช่วยทำข่าวเพิ่มอีก 20ข่าวนะ เลือกทำจากลิสต์นี้ที่เราจะส่งให้ได้เลย” ชายศีรษะล้านเอ่ยขึ้นในตอนจบ ผมทำหน้าเหวอ
“ไม่ใช่ว่าตัดสินเรื่องการทดลองงานวันนี้เหรอครับ”
“ใครบอกท่าน” ไมตรีจ้องหน้าผมเขม็งทำเอาผมตัวสั่น ไม่แน่ใจว่าพูดอะไรผิด
“ท่านเป็นคนบอกเองเมื่อวันศุกร์...เรายังจดไว้ในนี้อยู่เลย” ผมชี้ไปที่เอวีเอสอีของตนไม่รู้เอาความอาจหาญมาจากไหน ผมรู้ดีว่าตนเองไม่ได้เจตนายียวนกวนประสาทเจ้านายแต่ไม่มีอะไรจะเสียอีก
“ฮ่าฮ่าฮ่า... ตกใจล่ะสิ” จู่ ๆไมตรีที่กำลังสบตาผมก็หลุดขำออกมาอย่างสุดกลั้น ผมเห็นเขาเอนตัวไปจนเกือบตกเก้าอี้เสียงเขาดังไปทั่วห้อง ผมงงเป็นไก่ตาแตก ยังนิ่งไม่กล้าทำอะไร
“เราล้อเล่น เราให้ท่านผ่านแล้ว”ไมตรีบอก ยังหยุดหัวเราะไม่ได้
รอยยิ้มแห่งความปลื้มปิติปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างสุดจะกลั้นความโล่งใจแผ่ซ่านไปทั่วร่างผมจนอยากจะกระโดดชูกำปั้นขึ้นฟ้าหัวหน้าคงไม่อำผมเป็นรอบที่สอง ไม่เสียแรงที่อดตาหลับขับตานอนจนขอบตาคล้ำมาหลายวันก่อนหน้านี้ผมกำลังคิดอยู่ในหัวว่าจะทำตามสั่ง ทำงานที่เขาให้อีกเพราะไม่อยากให้บริษัทเสียหายไปมากกว่านี้
“ท่านทำได้ดีมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มงานใหม่ติดอยู่แค่อย่างเดียว...” ไมตรีเว้นจังหวะ ผมเริ่มรู้สึกถึงลางไม่ดี
“ท่านทำโอทีใช่ไหม”หัวหน้าขมวดคิ้วเข้มขณะพูด
“เราไม่เข้าใจ” ผมแกล้งทำเป็นไขสือถ้าถามว่ารู้ได้ไง ก็เท่ากับยอมรับว่าทำ บางทีอาจเป็นกลอุบายทางจิตวิทยา เดามั่ว ๆให้อีกฝ่ายยอมรับมาเอง แบบที่หมอดูชอบใช้กัน
“จากข้อมูลในเอวีเอสอีของท่านในวันแรก ถ้าท่านไม่ทำโอทีแล้วข่าวสองอันสุดท้ายที่ท่านส่งมา มันงอกขึ้นมาได้ไง ก่อนกลับบ้านท่านยังทำได้แค่สามข่าว”ผมนิ่งอึ้ง แสดงว่าชายผู้นี้ดูข้อมูลที่ส่งไปทุกอณูรูขุมขนจริง ๆผมไม่เชื่อว่าเขาดูเอง ต้องมีวิธีใช้เอไอช่วยบางอย่างไม่มีทางที่จะดูวีดีโอที่ยากเกือบ 40ชั่วโมงได้ โดยใช้เวลาไม่เกินสองชั่วโมงนอกจากว่าจะเป็นมนุษย์อัจฉริยะที่มีสมองคอมพิวเตอร์
“ตอนนั้นคืนวันแรก เรายังไม่รู้เพิ่งมารู้เช้าอีกวัน ท่านเห็นไหม หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกแล้ว”ผมพยายามยิ้มไปด้วยอธิบายไปด้วย ให้บรรยากาศดูเบาบาง ผ่อนคลายที่สุดแต่ไม่ได้ผลกับไมตรีที่ยังมีสีหน้าบึ้งตึง
“แต่เช้าวันนี้ท่านทำงานเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาปกติมากจากหน้ามือเป็นหลังมือ เราไม่เชื่อว่าท่านจะพัฒนาตัวเองได้เร็วเพียงนี้ทั้งที่เพิ่มขั้นตอนการรีไวส์ แต่กลับใช้เวลาสั้นลง...มีเพียงวิธีเดียวคือการทำตามคำบอก ท่านอาจจะซ่อนหูฟังอันเล็ก ๆไว้บอกขั้นตอนตามแผนการที่อัดไว้ล่วงหน้าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์”
เทคนิคของธรณีใช้ไม่ได้ผลกับชายผู้นี้เขาฉลาดเกินไป
“เราไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก”ผมสาบานด้วยความสัตย์จริง ผมไม่มีหูฟังเล็ก ๆ คอยออกคำสั่งตามที่เขาตั้งสมมุติฐานผมใช้ศักยภาพความจำสมองตนเองล้วน ๆ
“งั้นท่านตอบเราได้ไหมว่าทำไมท่านถึงทำงานเร็วแบบก้าวกระโดด”
“เรา...” ผมหยุดชะงักยิ่งแก้ตัวมีแต่สถานการณ์จะยิ่งแย่ลง ไมตรีฉลาดพอที่สวมวิญญาณนักข่าวหรือนักตั้งคำถามเจาะลึกลงไปได้เรื่อย ๆ ไม่สิ้นสุด
“เราขอโทษ เราทำไม่ทันจริง ๆ”ผมทำหน้าเศร้า ไม่ได้แสแสร้ง แต่ยอมรับความผิดจริงไมตรีเคยย้ำเรื่องนี้กับผมตั้งแต่วันแรก รฐรักษ์เองก็พูดถึง ธรณีก็เตือนมาตลอดแต่ผมยังดื้อด้าน
“ท่านรู้ใช่ไหมว่า นับเป็นการทำโอทีทางอ้อมอยู่ดีเหมือนการเลี่ยงบาลีข้อกฎหมาย” ไมตรีเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด
“แต่เมื่อกี้ ท่านเพิ่งให้เราผ่าน”ผมทวงคำพูดเขาเมื่อสักครู่
“เราให้ท่านผ่านก็จริง แต่เราก็ต้องรายงานเรื่องที่ท่านทำผิดกฎบริษัทเรื่องนี้ไปตามตรง ขึ้นกับคณะกรรมการบริหารบริษัทว่าจะมีมติจ้างท่านหรือไม่”ไมตรีตบบ่าผมเบา ๆ ผมสัมผัสได้ว่าเขาไม่ได้แกล้งเล่น
ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเมื่อครู่พังทลายลงในพริบตาหัวใจผมร่วงวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกลบหลายอย่างเทประดังเข้ามาทั้งต่ำต่อย ขี้แพ้ ไร้ค่า และล้มเหลวถ้าไม่เคยเจอประสบการณ์ที่หนักกว่านี้มาก่อนตอนเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองผมคงร้องไห้ขี้มูกโป่งไปแล้ว
“แค่เก็บของแล้วก็ออกจากห้องได้เลยใช่ไหมครับหรือต้องทำอะไรอีก” ผมถามหัวหน้า จินตนาการถึงตอนที่ไปเก็บของออกจากห้อง โชคดีที่ยังไม่ได้ซื้ออะไรมาไม่งั้นคงลำบากแย่
“ท่านไม่รอผลการตัดสินก่อนเหรอ”หัวหน้าบรรณาธิการถามอย่างแปลกใจ ผมตอบปฏิเสธทุกคนย้ำเรื่องนี้มาตลอดแสดงว่าเป็นเรื่องที่สำคัญจึงคาดเดาผลการตัดสินได้ไม่ยาก
“เว้นเสียแต่ว่าท่านจะเปลี่ยนการทำโอทีให้เป็นการทำงานปกติ” ไมตรีเอ่ยขึ้นมาลอย ๆ
“อะไรนะครับ” ผมรู้สึกสับสน
“พิมพ์น่าจะเคยแจ้งสิทธิปรับเวลาทำงานท่านไปแล้วใช่ไหมปกติการใช้สิทธิเปลี่ยนเวลาเริ่มและจบต้องแจ้งล่วงหน้าเพราะมีผลกับเวลาทำงานของแม่บ้านในตึกแต่การบีบอัดเวลาทำงานสามารถทำได้หากไม่กระทบการทำงานผู้อื่น และหัวหน้าอนุญาต”คำพูดของไมตรีทำให้ผมนึกถึงตอนที่คุยกับรฐรักษ์เรื่องเวลาทำงานที่ยืดหยุ่นเมื่อสัปดาห์ก่อน
“หมายความว่าท่านอนุญาตให้เราใช้เวลาที่เราทำโอทีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นการทำงานล่วงหน้าเพื่อให้หยุดพักในสัปดาห์นี้ใช่ไหม”ผมเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมง
“ใช่เราอนุญาตเพราะงานของท่านที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลกับใครแต่ปัญหาคือเราไม่มีหลักฐานจำนวนชั่วโมงที่แน่นอนเพราะท่านไม่ได้ใส่เอวีเอสอีที่บ้านของท่าน”ไมตรีกดปุ่มบางอย่างบนอุปกรณ์ที่สวมบนศีรษะมีกราฟอันหนึ่งปรากฏบนหน้าจอแกนนอนคือเนื้องานไม่แน่ใจว่าคิดตามจำนวนคำของบทความหรือจำนวนข่าว และแกนตั้งคือเวลาที่ผมใช้เขาแสดงให้ผมเห็นอัตราเร็วในการทำงานของตนเองเสียงผู้หญิงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากจอภาพแต่ไม่เหมือนเสียงไอริน
“หากคำนวณตามอัตราเร็วเฉลี่ยในการทำงานของประชาในช่วงที่อยู่ในบริษัทเมื่อเทียบกับเนื้อหาที่ได้เพิ่มขึ้นหรืออัตราเร็วที่เปลี่ยนไปในช่วงที่ไม่ได้บันทึกไว้ จะพบว่าเกินเวลา 7 ชั่วโมง12 นาที38 วินาที”เอไอสาวกล่าวสรุป
“ก็คิดง่าย ๆ เป็นหนึ่งวันแล้วกันแต่ถ้าท่านยืนกรานที่จะใช้ ก็หมายความว่าท่านจะต้องทำให้ได้อย่างน้อย 32 ข่าวในสัปดาห์นี้นั่นคือวันละแปดข่าว ท่านจะใช้สิทธินี้ไหม”
“เอาแน่นอนครับ”ผมไม่รอช้าคว้าโอกาสนั้น ถ้าวันพรุ่งนี้ผมหยุด ก็ต้องใช้เวลาพุธ พฤหัส ศุกร์ทำข่าวให้ได้วันละ 11 ข่าวจึงจะรักษามาตรฐานขั้นต่ำไว้ได้ แน่นอนว่าไม่สามารถทำส่ง ๆ ได้เพราะไมตรีตรวจเช็คทุกกระเบียดนิ้ว แม้จะกังวลแค่ไหนแต่ผมก็ปล่อยให้เป็นเรื่องที่ค่อยคิดในอนาคต
“ตกลงตามนั้น” ไมตรีเปลี่ยนเป็นยิ้มหน้าระรื่นในขณะที่ผมยังปรับความรู้สึกไม่ทัน แม้ดีใจอยู่ลึก ๆ
“เราขอยินดีล่วงหน้ากับท่านด้วยต่อไปนี้เราคงได้ทำงานร่วมกันอย่างน้อยหนึ่งปี” ไมตรีพูดแบบนี้แสดงว่ามั่นใจผลการตัดสินเขายื่นมือมาเป็นนัยให้ผมทำแบบเดียวกัน ผมรู้สึกได้ถึงอุ้งมืออันหยาบกร้านของเขาบางทีชายคนนี้อาจเป็นผู้ใช้แรงงานก่อนมาเป็นบรรณาธิการที่นี่ แต่ผมยังไม่อยากถาม ไม่อยากเสียความรู้สึกอิ่มเอมในขณะนี้ความรู้สึกด้านลบเมื่อครู่นี้หายเป็นปลิดทิ้ง หัวหน้าบรรณาธิการเชิญผมออกจากห้องแต่ผมยังลังเล กลัวเขาสับขาหลอกอีก
“เอ้า...ไม่รีบไปอีกเดี๋ยวก็ให้งานเพิ่มจริง ๆ หรอก” ไมตรีย้ำ ผมไหว้งาม ๆ แล้วรีบออกมาเมื่อพ้นประตูรอบนี้ไม่ลืมมองซ้ายขวาว่าไม่มีสายตาสอดส่องของรฐรักษ์อยู่แถวนี้อีกจึงชูกำปั้นในอากาศเป็นท่าดีใจ
ในที่สุดผมก็มีการมีงานทำกับเขาสักที…เข้าใกล้การเป็นพลเมืองของยุคนี้ไปอีกขั้น