เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 48 การโจมตีครั้งเดียว

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วชายชราก็เดินขึ้นมาบนเวทีและประกาศเริ่มการประลองในรอบที่ 3 ประโยคนี้ได้กระตุ้นความรู้สึกตื่นเต้นของทุกคนขึ้นมา

             6 ใน 10 คนได้บรรลุขอบเขตแห่งจิตวิญญาณแล้วส่วนตั๋วมิ่งก็มีความแข็งแกร่งที่ไม่ธรรมดา มีเพียงแค่ 3 คนสุดท้ายที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจเท่าไรไม่ว่าจะเป็นการประลองแบบไหน แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องต่อสู้กับผู้ที่แข็งแกร่ง

            คู่ประลองที่ดึงดูดความสนใจของทุกคนมากที่สุดมีอยู่ 2 คู่คู่แรกเป็นการพบกันระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ ชิวหลันกับหลินหงส่วนคู่ที่สอง เป็นคู่ประลองที่หลายๆ คน พากันจับตามองมากที่สุดนั่นก็คือกู่เหยียนและตั๋วมิ่ง

            ส่วนคู่ประลองอีก3 คู่ ไม่มีความน่าสนใจแต่อย่างใดคาดว่าผู้ที่ผ่านเข้ารอบในอีกสามเวทีนั้น จะต้องเป็นน่าหลันเฟิงหลินเชียนและเหวินเจียงอย่างแน่นอน

            และในความเป็นจริงก็ไม่ผิดไปจากที่คาดการณ์ไว้เลยสักนิดคู่ต่อสู้ของน่าหลันเฟิงกับหลินเชียนประกาศขอยอมแพ้ทันทีส่วนคู่ต่อสู้ของเหวินเจียงก็คือ เฟิงเฉียน ถึงแม้ว่าเฟิงเฉียนจะทุ่มกำลังสุดตัวแต่ทว่าก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับเหวินเจียงภายในสามกระบวนท่าร่างของเขากระเด็นออกจากเวทีประลองไปอย่างรวดเร็วเหวินเจียงสามารถเอาชนะเฟิงเฉียนได้อย่างง่ายดายโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามเลยสักนิด ช่องว่างของขอบเขตนักรบลมปราณกับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณมันห่างกันเกินไป

            คู่ประลองหลักในรอบนี้กลายเป็นชิวหลันกับหลินหง          

            ส่วนเวทีประลองทางทิศเหนือกู่เหยียนใช้สายตาเย็นชาจ้องมองไปที่ร่างของหลินเฟิง ขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยจิตสังหารอันน่าครั่นคร้ามออกมาช่างบังเอิญจริงๆ ที่ในรอบนี้เขาได้พบกับตั๋วมิ่ง หากตั๋วมิ่งกล้าที่จะสู้กับเขาเขาจะทำให้มันตายอย่างทรมานที่สุดเพื่อแก้แค้นให้กับกู่ชิง

            “ถ้าเจ้าไม่กล้าประลองกับข้าก็ไสหัวลงไปซะอย่าอยู่ให้อับอายขายขี้หน้า” กู่เหยียนแสดงสีหน้าเหยียดหยามออกมา

            หลินเฟิงที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ก็เปิดปากพูดขึ้นมาอย่างราบเรียบว่า“ไม่จำเป็นต้องยั่วยุข้า เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอนและจะให้โอกาสเจ้าได้แก้แค้น”

            “หึๆ” เมื่อกู่เหยียนได้ยินที่หลินเฟิงพูดประโยคนี้รอยยิ้มอันชั่วร้ายก็ผุดขึ้นมาที่มุมปาก แน่นอนว่าประโยคก่อนหน้านี้ไม่ได้มีความหมายจะไล่ตั๋วมิ่งลงไปจริงๆเขาก็แค่ต้องการกระตุ้นตั๋วมิ่งให้ลงมือต่างหาก คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะมองออกและยังคงยืนอวดดีอยู่บนเวทีประลองต่อ

            “ช่างโง่เขลาจริงๆข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าอะไรคือขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ และช่องว่างระหว่างข้ากับเจ้ามันแตกต่างกันมากเพียงใด” ในใจของกู่เหยียนหัวเราะออกมาอย่างย่ามใจ เขาไม่แม้แต่จะปลดปล่อยจิตวิญญาณของตัวเองออกมาเพราะกลัวว่าตั๋วมิ่งจะตกใจแล้วหนีไป

            กู่เหยียนก้าวเท้าไปหาหลินเฟิงอย่างช้าๆจนระยะห่างระหว่างพวกเขาเหลือเพียง 10 ก้าวทันใดนั้นเขาก็ตั้งท่าและปล่อยเคล็ดวิชาฝ่ามือที่ทรงพลังออกมาฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งตรงมาที่หลินเฟิง ไม่ถึงสองวินาทีฝ่ามือเหล่านั้นก็เข้าปกคลุมร่างของหลินเฟิงไว้ทำให้ทุกคนมองไม่เห็นหลินเฟิง

            “การที่เจ้ากล้าลงมือกับคนของตระกูลกู่ก็ถือได้ว่าตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง” กู่เหยียนตะโกนออกมาขณะที่ควบคุมฝ่ามือเหล่านั้นให้ระเบิดตรงหน้าของตั๋วมิ่ง หากตั๋วมิ่งสามารถรับการโจมตีนี้ได้ เขาก็จะโจมตีมันอีกรอบกู่เหยียนไม่เชื่อว่าตัวเองจะเอาชีวิตของตั๋วมิ่งมาไม่ได้ ไม่ว่าอย่างไรตั๋วมิ่งก็ต้องตายมิฉะนั้นแล้วตระกูลกู่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน???

            กู่เหยียนแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมาขณะมองฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วนที่พุ่งไปยังร่างของหลินเฟิงอีกครั้งโจมตีเพียงสองครั้งก็น่าจะสังหารมันได้แล้ว หึๆ ปลิดชีพเหรอ?ช่างตั้งชื่อไม่เจียมตัวเลยจริงๆ

            แต่ในตอนนั้นเองแสงสว่างเจิดจ้าก็พุ่งทะยานมาจากด้านหน้าก่อนจะทำลายฝ่ามือเหล่านั้นจนสิ้นซาก และทิ้งร่องรอยเป็นทางยาวไว้ในอากาศ

            “ตาย” กู่เหยียนไม่ยอมแพ้ เขาตะโกนออกมาอีกครั้งก่อนจะฟาดฝ่ามือออกไปอย่างรวดเร็วพลังที่ทรงอำนาจราวกับจะบดขยี้ภูผาและลำน้ำได้โถมไปด้านหน้า การโจมตีในครั้งนี้ทรงพลังมากพอที่จะสังหารขอบเขตนักรบลมปราณคนหนึ่งได้

            “ก็ไม่เท่าไร”

            “ตูม!!!”

            น้ำเสียงที่ติดจะเย็นชาพลันดังขึ้นมาก่อนที่คลื่นดาบอันทรงพลังจะทำลายฝ่ามือเหล่านั้นจนแหลกกระจุยและสลายหายไปกับสายลมเหลือไว้เพียงลำแสงดาบที่พาดผ่านอยู่กลางอากาศ

            “ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ” สีหน้าของกู่เหยียนพลันขาวซีดขึ้นมา เขานึกไม่ถึงเลยว่าตั๋วมิ่งจะซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้

            หลินเฟิงตวัดดาบฟันอย่างรวดเร็วลำแสงดาบที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณแห่งการทำลายล้าง พุ่งทะยานไปหากู่เหยียนอย่างรวดเร็วคลื่นดาบนี้ดูคล้ายกับว่าสามารถทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้าได้

            นักดาบที่ไร้เทียมทานย่อมคู่กับพลังทำลายล้างที่น่าหวาดหวั่น

            “ไม่ดีแล้ว” กู่ชิ่งหลางหน้าเสียทันที เขาลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าทุกอย่างก็สายไปเสียแล้วตั้งแต่ต้นจนจบกู่เหยียนพยายามสังหารหลินเฟิงหลายต่อหลายครั้งและแต่ละครั้งที่ลงมือก็ไม่คิดจะเหลือทางรอดให้กับหลินเฟิงเลยสักครั้ง และตอนนี้กู่เหยียนก็อย่าได้ถามหาทางรอดจากหลินเฟิง

            เลือดทะลักออกมาจากลำคอของกู่เหยียนประหนึ่งน้ำพุกู่เหยียน ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ... ตายแล้ว!!!

            กู่เหยียนคือผู้บ่มเพาะในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณคนแรกที่ถูกสังหารในระหว่างการประลอง

            วินาทีนั้นคนตระกูลกู่ทั้งหมดพากันลุกขึ้นยืนดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง ขณะที่จ้องมองไปยังฉากตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่ออัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดกำลังล้มลงไปนอนกองกับพื้น

            “ข้าจะฆ่าเจ้าตั๋วมิ่ง!!! ไอ้สารเลว!!!” กู่ชิ่งหลางตะโกนออกมาอย่างเคียดแค้น

            น่าหลันซยงขมวดคิ้วก่อนจะพูดแทรกขึ้นมาว่า “ผู้นำตระกูลกู่ ท่านไม่เห็นหัวข้าหรือ?!ตั๋วมิ่งไม่ได้ทำผิดกฎของการประลองเลยสักนิด ท่านอย่าลืมสิว่าที่นี่คืองานชุมนุม!”

            สีหน้าของกู่ชิ่งหลางแข็งทื่อเล็กน้อยเขาเหลือบตามองน่าหลันซยงเล็กน้อย ก่อนจะก่นด่าในใจว่า ‘ไอ้จิ้งจอกเฒ่า!!!’ กู่ชิ่งหลางนั่งลงเหมือนเดิม แต่ทว่ากลิ่นอายดุดันและเจือไปด้วยจิตสังหารก็ยังคงไม่จางหายไป

            กู่ชิ่งหลางจ้องมองไปที่ร่างของหลินเฟิงอย่างไม่คลาดสายตาเขาจะไม่ปล่อยตั๋วมิ่งไปแน่

            “อะไรกันกู่เหยียนถูกตั๋วมิ่งสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวเนี่ยนะ!!!” หลายๆ คนที่มัวแต่ชมการประลองระหว่างชิวหลันกับหลินหงก็พากันตื่นตกใจขึ้นมาเมื่อเห็นศพของกู่เหยียนนอนกองอยู่ที่พื้น หากไม่ใช่เพราะเสียงตวาดของท่านเจ้าเมืองพวกเขาคงไม่ทันสังเกตเรื่องนี้แน่

            “บ้าเอ๊ย!!! ข้ามัวแต่ดูชิวหลันกับหลินหงประลองกัน เลยพลาดโอกาสชมการต่อสู้ไปตั๋วมิ่งสังหารกู่เหยียนยังไง?! ใครรู้บ้าง???”

            หลายๆคนแสดงความรู้สึกเสียดายออกมา เมื่อพลาดโอกาสชมการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ไปพวกเขาล้วนคาดไม่ถึงว่าจะมีการต่อสู้ที่น่าตกตะลึงเช่นนี้อยู่ด้วย ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตแห่งจิตวิญญาณกลับถูกสังหารตายอย่างน่าอนาถและคนที่สังหารก็เป็นเพียงชายหนุ่มลึกลับผู้แข็งแกร่ง

            “พวกข้าเห็นกับตาเลยระดับการบ่มเพาะของตั๋วมิ่งอยู่ที่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณ เขาแข็งแกร่งมากข้าว่าเขาจะต้องก้าวเข้าสู่ 5 อันดับแรกแน่ๆ เลย”

            ไม่เพียงแค่ฝูงชนที่คิดแบบนั้นแม้แต่น่าหลันซยงก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน เขาทอดสายตามองตามหลังของตั๋วมิ่งไปอย่างครุ่นคิดกับขอบเขตนักรบลมปราณก็ใช้เพียงแค่กระบวนท่าเดียว กระทั่งขอบเขตแห่งจิตวิญญาณก็ยังคงใช้แค่กระบวนท่าเดียวเด็กคนนี้แข็งแกร่งจริงๆ ดูเหมือนว่าต้องจับตามองสักหน่อยแล้ว

            ในขณะเดียวกันการประลองอีกเวทีหนึ่งก็ได้ผู้ชนะแล้วนั่นก็คือชิวหลัน นางสามารถเอาชนะหลินหงมาได้อย่างงดงามและเข้าสู่รอบ 5 คน

            น่าหลันเฟิงหลินเชียน เหวินเจียง ชิวหลันและตั๋วมิ่ง!

            ยังคงเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์พเนจร[1]ที่มีจำนวนเข้ารอบมากที่สุด นั่นก็คือชิวหลันกับตั๋วมิ่ง ส่วนตระกูลกู่...ไม่เหลือเลยสักคน ซึ่งรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นของพวกเขาทั้งสองคน ล้วนถูกหลินเฟิงฆ่าตายไปเรียบร้อย

            หลังจากหมดเวลาพักชายชราก็เดินขึ้นมาบนเวทีประลอง

            “การประลองในรอบที่4 หลินเชียนผ่านเข้ารอบ น่าหลันเฟิงพบเหวินเจียงส่วนชิวหลันพบตั๋วมิ่ง”

            ทุกคนพลันตื่นเต้นขึ้นมาในที่สุดก็ใกล้จะถึงรอบตัดสินแล้ว!!! ความแข็งแกร่งของน่าหลันเฟิงไม่ต้องพูดถึงส่วนเหวินเจียงเป็นถึงผู้บ่มเพาะในขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 2 ซึ่งระดับการบ่มเพาะสูงกว่าหลินเชียนและน่าหลันเฟิง 1 ขั้น การต่อสู้ของทั้งสองคนนี้ จะต้องน่าตื่นตาตื่นใจอย่างแน่นอน

            ส่วนอีกเวทีประลองหนึ่งตั๋วมิ่งบุกหน้าเหมือนผ่าลำไผ่ 3 กระบวนท่า สังหาร 3 คน เมื่อเข้าสู่รอบที่ 4 ก็ได้พบกับชิวหลันไม่รู้ว่าผลการต่อสู้จะเป็นอย่างไร

            ครั้งนี้จะจัดการประลองตามลำดับไม่จัดพร้อมกัน และใช้เวทีประลองหลักในการประลอง

            คู่แรกคือน่าหลันเฟิงกับเหวินเจียง

            “เหวินเจียงความแข็งแกร่งของเจ้าไม่เลวเลยนี่ แต่ว่าเจ้าก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอยู่ดียอมแพ้ไปซะ” น่าหลันเฟิงเชิดหน้าขึ้นอย่างยโสและวางท่าราวกับเป็นองค์หญิง

            “หึระดับการบ่มเพาะของข้าสูงกว่าเจ้าตั้งขั้น 1 คนที่ควรจะยอมแพ้น่าจะเป็นเจ้ามากกว่าน่าหลันเฟิง” เหวินเจียงโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้

            “ไม่ฉลาดเลยนะที่พูดแบบนี้” น่าหลันเฟิงพูดอย่างเย็นชา ก่อนจะเรียกจิตวิญญาณออกมาทันใดนั้นด้านหลังของนางก็ปรากฏจิตวิญญาณแขนเทวะออกมา แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกตกตะลึงก็คือจิตวิญญาณแขนเทวะของน่าหลันเฟิงกับน่าหลันเฉินไม่เหมือนกันจิตวิญญาณแขนเทวะของน่าหลันเฟิงเป็นสีทอง

            “จิตวิญญาณแขนเทวะมีเพียงแขนเทวะสีทองเท่านั้นถึงจะเรียกว่าจิตวิญญาณแขนเทวะที่สมบูรณ์แบบ” น่าหลันซยงยกยิ้มมุมปากขึ้นมา หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมามีเพียงน่าหลันเฟิงคนเดียวเท่านั้นที่ครอบครองจิตวิญญาณแขนเทวะสีทอง

            “สมแล้วที่เป็นองค์หญิงแห่งเมืองหยางโจวจิตวิญญาณแขนเทวะดูน่าเกรงขามกว่ารุ่นเยาว์ตระกูลน่าหลันทุกคน”

            ฝูงชนพากันตกตะลึงสีหน้าของพวกเขาดูสดใสขึ้นมา

            เหวินเจียงไม่ยอมน้อยหน้าเขาเรียกจิตวิญญาณของตัวเองออกมา ที่ด้านหลังของเขาปรากฏภาพมายาของธารน้ำขึ้นมาแน่นอนว่าจิตวิญญาณของตระกูลเหวินก็คือ จิตวิญญาณแห่งสายน้ำ

            “สำหรับโลกนี้สิ่งที่เหนือธรรมชาติไม่ใช่เรื่องแปลก” เมื่อหลินเฟิงเห็นจิตวิญญาณของทั้งสองคนก็ถอนหายใจออกมา แขนเทวะก็ยังสามารถกลายเป็นจิตวิญญาณได้แล้วนับประสาอะไรกับแม่น้ำที่จะกลายเป็นจิตวิญญาณไม่ได้?!          

            ในสายตาของหลินเฟิง จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ที่สุด

            หลินเฟิงปรายตามองไปที่หลินเชียนถ้าเขาเดาไม่ผิด การประลองในรอบนี้ผู้ชนะคงเป็นน่าหลันเฟิง และในรอบต่อไปหลังจากที่เขาสามารถเอาชนะชิวหลันได้คนที่เขาอาจจะได้พบในรอบถัดจากนั้นก็คือหลินเชียน

     

    ………………………………………………………………………………………………………..

            [1]อัจฉริยะรุ่นเยาว์พเนจรคือ คนที่บ่มเพาะพลังด้วยตัวเอง ไม่มีตระกูลช่วย

     

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน