ตอนเช้ากิ๊ฟกับเพื่อนชื่อซี ก็มาเยี่ยมพ่อของจรที่โรงพยาบาล ซึ่งทางโรงพยาบาลได้จัดการเคลียร์ชั้น 8 มาเป็ปกติตามเดิมแล้ว
“ น่ากลัวจัง กลางคืนจรไม่กลัวบ้างเลยเหรอ?” ซีเอ่ยถามไป ลูบแขนของตนเองไปด้วย
“ กลัวอะไร นอนวัดทุกคืน ข้างหลังห้องก็ติดกับ ที่เก็บกระดูกญาติโยม เต็มไปหมด”
“ แต่นี่เขาเรียกว่าตายโหงเลยนะ” ซียังถามต่ออีก
“ พอแล้ว นี่แกถามเพื่ออะไร จรกับคุณลุงยังต้องนอนที่โรงพยาลอีกนะ” กิ๊ฟบอกเพื่อน
“ ไม่เป็ไร โลกของคนเป็ กับ คนตายนั้นอยู่คนละโลก พวกเขาไม่อาจข้ามภพมาหากันได้ง่ายๆ หรอก”
“ ไม่เอาเลิกพูดเื่นี้ พวกเราไปตึกเรียนกันได้แล้ว” กิ๊ฟ กับซี และ ขจรเลยต้องไปเรียนโดยที่ไม่ได้คุยเื่นี้ต่อ
แต่ในใจของขจรกลับมีความเห็นที่แตกต่างจาก คำพูดที่เขาพูดออกไป เหมือนกับว่า โลกคนเป็กับโลกคนตายนั้น สามารถเชื่อมถึงกันได้ หากว่ามีจิตผูกพัน หรือ ยังมีความอาฆาตแค้น ิญญาจะติดตามไป จนกว่าิญญาตนนั้นจะสลายไปหรือ ถูกดูดลงไปในนรก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยบอกใคร จนกระทั่งเข้ามาในห้องเรียน
ตอนนี้ ขจรเริ่มขึ้นปี 2 ของการเป็หมอ และเริ่มเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์เป็ครั้งแรก ขจรกับเพื่อน ได้เรียนทฤษฏีไปก่อนในภาคเช้า ส่วนภาคบ่ายจะได้ทำการผ่าศพอาจารย์ใหญ่ของจริง แล้ว่บ่ายขจรก็ขึ้นลิฟต์มาที่ห้องกรอสหรือเรียกว่าห้องผ่าศพ พอเปิดห้องเข้าไป กลิ่นฟอร์เมลีน ก็พุ่งปรี๊ดเข้ามา ทำเอานักศึกษาแพทย์หลายคนถึงกับน้ำหูน้ำตาไหลออกมา
“ จร เราอยู่กลุ่มเดียวกันนะ” กิ๊ฟกับซี เข้ามายืนชิดกับขจรด้วยความหวาดหวั่น ขจรได้แต่พยักหน้า ก่อนเข้าไปในห้อง ก็มีการทำพิธีที่เรียกว่า พิธีอาจาริยปูชา เป็พิธีที่ ขอบคุณและ ขอขมาอาจารย์ให้ที่ได้มอบร่างให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษากัน โดยมีหัวหน้าห้องได้เป็คนนำพูดจากมือถือ หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ทุกคนก็แบ่งกลุ่มประมาณ 6 คน ต่อร่างอาจารย์ใหญ่ 1 ร่าง
ส่วนของขจรนั้น มีเพียงห้าคนเท่านั้น โดยมี ขจร กิ๊ฟ ซี เด็กหนุ่มชื่อกรกันต์ และหัวหน้าห้องชื่อ เอก ศพอาจารย์ใหญ่เป็หญิงวัย 50 ปี ได้ทำการดองศพมาแล้ว แค่เช็ดทำความสะอาดเล็กน้อย ก็เริ่มทำการเรียนรู้ โดยที่ภาคเรียนในตอนเช้า อาจารย์ได้กำหนดเอาไว้ว่า ให้ทุกคนมาศึกษากล้ามเนื้อ เส้นเื เส้นประสาท ตามจุดที่กำหนดเอาไว้ หากพบเจอ ก็ลงบันทึกเอาไว้ แค่นั้น แต่ก่อนที่จะเจอสิ่งเหล่านี้ ต้องมีการผ่าเอาิัชั้นเปิดออกมาเสียก่อน แล้วก็ผ่าชั้นไขมัน แล้วยังมีพังผืด ไม่ใช่เื่ง่ายๆ
ด้านหน้าของทุกคนมีอุปกรณ์การผ่าทั้งมีด ทั้งครีม รวมกระทั่งฆ้อนยังมี
“ ฉันจะเป็คนลงมือผ่าชั้นิัออกมาก่อน แล้วลอกออกมาให้ทุกคนดู แล้วทุกคนก็ดูที่ฉันทำให้ จะได้ไม่ผิดพลาด ไม่ต้องห่วง ฉันเคยเข้ามาเรียนคอสต์พิเศษกับรุ่นพี่มาก่อนแล้ว พวกนายดูฝีมือของฉัน”
หัวหน้าเอก ในมือสวมถุงมือ ถือมีดเตรียมกรีดเนื้อลงตรงหน้าอก ทันใดนั้นเอง ขจรก็เห็นสิ่งผิดปกติ ควันธูปที่ปักกันไว้ที่หน้าห้อง กลับลอยเข้ามาที่รูจมูก ของซากศพอาจารย์ใหญ่ ฉับพลันอาจารย์ใหญ่กลับลืมตา แล้วลุกนั่ง หัวหน้าเอก ก้มหน้ากำลังจะกรีดมีด พอหันหน้าไปมองศพ ปากของทั้งคู่ ก็ได้ประกบกันอย่างเต็มๆ ทุกคนอ้าปากค้าง ซีร้องกรี๊ดเป็คนแรก ตามไปด้วย กรกันต์ที่ะโโหยง ออกมาไกล กิ๊ฟเข้ามาหลบอยู่ด้านหลังของ ขจร ส่วนหัวหน้าเอก ตาค้างช็อคหงายหลังสลบไปแล้ว ดวงตาของอาจารย์ใหญ่หันไปจ้อง ขจรเขม็ง แล้วใช้มือััแขนของ ขจร แล้วเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่าว่า
“ ช่วยพวกเราด้วย ช่วยพวกเราด้วย”
ขจรยืนแข็งทื่อใ ไม่คิดว่าซากศพจะพูดได้ จากนั้นซากศพก็หลับตาลง มีรุ่นพี่ผู้ช่วยอาจารย์หมอ เดินมาดูไม่พูดอะไร แล้วก็ใช้มือกดร่างของ อาจารย์ใหญาลงไปนอนตามเดิม
“ ไม่มีอะไร นี่คือปฏิกิริยาที่เส้นเอ็นยึด นานๆ จะเจอสักที”
แล้วพี่ผู่ช่วยก็เอาแอมโมเนีย มาให้หัวหน้าเอกดม จนฟื้นคืนสติกลับมา
“ ผะ ผะผี” หัวหน้าเอกยังผวาไม่หาย เอ่ยออกมาปากคอสั่นไปหมด มายืนห่างไม่กล้าลงมือผ่าอีก
“ โอ๊ย เกือบเป็ลมตามหัวหน้าไปซะแล้ว” ซีเอ่ยขึ้น ส่วนขจรที่ยังคงยืนนิ่ง ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ จร จร เป็อะไรหรือเปล่า” กิ๊ฟจับแขนของขจรเขย่า จนรู้สึกตัวขึ้นมา
“ เมื่อกี๊ กิ๊ฟได้ยินอะไรไหม?”
“ ก็ได้ยินเต็มสองหูเลย ซีมันร้องกรี๊ดขนาดนั้น”
“ ไม่ได้ยินที่ อาจารย์ใหญ่พูดเหรอ?”
“ หือ จร เป็ไรมากปาะเนี่ย?” กิ๊ฟเอาหลังมือมาแตะหน้าผากขจรเอาไว้
“ อืม ไม่เป็ไร ไม่มีอะไรแค่ในิดหน่อย”
ศพพูดได้ เขาได้ยินเต็มสองหู ทำไมไม่มีใครได้ยิน จากนั้นกิ๊ฟ ก็ลงมือผ่าิัชั้นนอก ลอกออกมา จากนั้นทุกคนก็เริ่มศึกษากันอย่างจริงจัง จนจบคลาสผ่านไปสามชั่วโมง
“ เสร็จเสียที เย็นนี้พวกเราไปหาของกินอร่อยๆ กันเถอะ” ซีเอ่ยชวนกลุ่มเพื่อนในทีมเดียวกัน
“ ก็ดีนะ พวกเราไปกินชาบูหม้อไฟั์กันไหม?” กิ๊ฟเสนอ
“ พวกเธอยังกินกันลงอีกเหรือ ฉันไม่เอาด้วยหรอก งานนี้ฉันขอบาย” หัวหน้าเอกเอ่ยจบก็เดินหนีไปเลย
“ ฉันว่าง ฉันไปด้วย” กรกันต์พยักหน้าไปด้วย
“ ขจร ไปด้วยกันนะ” กิ๊ฟเขย่าแขนขจร
“ ก็ได้ แต่ขอไปดูพ่อก่อนแล้วค่อยไปกัน”
แล้วพอขจรลงมาจากตึกผู้ป่วย ก็นั่งรถตู้ที่มีคนขับรถของ กรกันต์ พาไปที่ร้านสุ้กี้หม้อั์ ซึ่งขจรเพิ่งรู้ว่า กรกันต์นั้นเป็หลานชาย ของเ้าสัวหลี่ ที่เป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ ดังนั้นเขาจึงมี รถหรูหราขนาดนี้มาคอยรับส่ง
ร้านสุกี้หม้อั์นี้ มันมีขนาดที่ใหญ่กว่า หม้อสุกี้ที่ปกติทั่วไป ทำให้เวลามากินต้องสั่งในจำนวนมาก ถึงจะดูหน้ากิน ร้านนี้ไม่ใช่บุฟเฟต์ แต่ก็ด้วยความที่มีหม้อที่ใหญ่มาก เลยมีหนุ่มสาวเข้ามากินกันเต็มร้านไปหมด เพราะทุกคนต่างชอบมาถ่ายหม้อสุกี้ั์กับใบหน้าของตัวเอง
คิวที่ได้รับนั้นต้องรออีก 10 คิวเลยทีเดียว
กรกันต์ หยิบมือถือออกมา แล้วโทรไปหาใครบางคน ไม่นาน เ้าของร้านสุกี้ ก็ออกมาต้อนรับ กรกันต์ แล้วพาไปนั่งที่ห้องด้านใน ซึ่งเป็ห้องวีไอพี ที่เปิดใช้เฉพาะมีคนสำคัญมากินเท่านั้น
“ นี่นายรู้จักเ้าของร้านด้วยรึ?” ซีเอ่ยอย่างสงสัย
“ ไม่รู้หรอก แต่ว่าพี่ชายฉันเขารู้จัก”
“ นี่มันห้องลับชัดๆ ไม่รู้เลยนะเนี่ย ว่ามีห้องแบบนี้อยู่ในร้านนี้ด้วย” ซีเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“ ส่วนใหญ่ร้านอาหารที่คนเยอะขนาดนี้ ส่วนใหญ่จะสร้างห้อง วีไอพี ขึ้นมากันทั้งนั้นแหละ”
แล้วทุกคนก็สั่งอาหารมากันชุดใหญ่ แต่ยกเว้นเครื่องใน ไม่สั่งมาเท่านั้น
ทั้งหมดกินอาหาร ถ่ายรูปกับหม้อไฟั์ กันอย่างสนุกสนาน จนถึงเวลาจ่ายเงิน
กรกันต์รับอาสาเป็คนจ่าย มื้อต่อไปก็ให้ซี เป็คนจ่ายบ้าง ขจรก็ไม่พูดอะไร เพราะหากให้เขาจ่าย ก็ไม่มีจะจ่ายเหมือนกัน เพราะบิลที่เรียกเก็บมื้อนี้ ปาเข้าไป หกพันบาท นี่ขนาดมีส่วนลดพิเศษไปแล้ว 25 %
กิ๊กได้แต่จับมือขจรปลอบไม่ให้คิดมาก
ทั้งหมดเดินออกมาที่ลานจอดรถ ก็พบว่า มีรถสปอร์ตปอร์เช่ แปดคัน ขับมาปิดด้าหน้า เป็ชั้นๆ ไม่ให้ รถตู้ของกรกันต์ออกไปได้ คนขับรถได้แต่รีบเดินเข้ามากรกันต์ คนเหล่านี้ที่มากันถึง 16 คน มีชายหนุ่ม 14 คน และพริตตี้สาวสวยอีก 4 คนยืนอยู่
“ ผมบอกพวกเขาแล้วให้ช่วยถอยรถให้หน่อย แต่พวกเขาไม่ยอมครับ” คนขับรถรายงาน กรกันต์
“ ไปบอกรปภ ให้มาช่วยจัดการ”
“ ผมบอกแล้ว แต่ว่า พวกรปภ. ไม่กล้าเพราะพวกเขาเป็คนของแก๊งไผ่หลิวครับ”
ขจรได้ยิน เลยเข้าไปหาพวกมันทั้งสิบกว่าคน แล้วบอกว่า
“ ช่วยขยับรถออกให้ด้วยครับ”
ทั้งหมด ก็ดื่มเบียร์กระป๋อง เปิดเพลงดังลั่น มีไฟกระพริบออกมาจากรถ ทั้ง16คน
ยังคงเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ไม่สนขจรที่ มายืนพูดด้วย
ขจรไม่พูดอะไรมากเดินไปที่รถ กดปุ่มดับเครื่องรถสปอร์ตคันหนึ่งทันที
คราวนี้ผู้ชายห้าคนปรี่เข้ามา หมายจะเอาเื่ คนแรกเงื้อหมัดจะต่อยขจร เพื่อเปิดงานเป็คนแรก
แต่ว่ากลับถูกขจนเตะเข้ากลางหว่างขา ร้องอุ๊บ ลงไปคุกเข่ากำเป้า พูดไม่ออก
อีกสี่คน จะเข้ามาจับแขน แต่ว่า กลับถูกฟันศอก เข้าที่กกหู แล้วหัวก็ไปกระแทกหัวเพื่อนของมัน ร่วงไปพร้อมกันสองคน
อีกสองคนะโกอดหมายจับตัวขจรเอาไว้ แต่ก็ถูกเข่าที่รออยู่แล้วใส่เข้ากลางอก และอีกคนก็ถูกฝ่ามือกระแทกเข้าที่ปลายคาง
เป็อันว่า ทั้งห้าคนถูกขจรอัดจนล้มคว่ำ ไปในพริบตา ที่เหลือเริ่มคว้าไม้เบสบอลออกมา ห้าคนถือไม้เบสบอลไล่ตี ขจร แต่ว่า เขาหลบได้ทัน ทำให้พวกมันกลับฟาดไปโดนรถสปอร์ต ทำให้กระจกแตก เสียหายไปหลายคัน แต่สุดท้ายพวกมันทั้งห้าคน ก็ถูกขจรจับหักแขน หักขา จนเดี้ยงไปทั้งห้าคน
มีชายอีกสองคนเหมือนเป็หัวหน้า มองขจรอย่างโกรธแค้น
“ มึงรู้จักแก๊งไผ่หลิวน้อยไปแล้ว” ชายทั้งสองควักปืนออกมา แล้วยิงใส่ ขจรทันที
เปรี้ยง ๆ ๆ ๆ ๆๆ !!
พวกมันสาดะุใส่ขจร แต่ว่าหาได้ถูกไม่ แต่กลับถูกรถสปอร์ตหลายคัน จนเกิดะเิขึ้น เสียงดังไปทั่วลานจอดรถ มันเริ่มลุกไหม้ลามไปที่รถคันอื่นๆ ส่วนขจรกลับกลิ้งตัวไปหลบหลังรถ แล้ว ใช้มนตร์คาถาหายตัวไป แล้วปรากฏที่ด้านหน้าของพวกมันทั้งสองคน
ขจรจับมือที่ถือปืนของมันแล้วหักทันที
เป๊าะ ๆ !! อ๊ากกกกก !! พวกมันร้องออกมาอย่างโหยหวน แล้วสุดท้าย ถูกตบด้วยฝ่ามือทั้งสองเข้าหากัน ทำให้ทั้งสองหัวชนกัน สลบไปในทันที
คนที่เหลือวิ่งหนีออกไปจากที่นี่ทันที
ตำรวจก็ขับรถสายตรวจเข้ามาในลานจอดรถทันทีเช่นกัน เพราะกิ๊ฟได้โทรแจ้งความเอาไว้แล้ว
สภาพรถปอร์เช่หลากสี ทั้งแปดคน ล้วนถูกไฟลามไหม้ไปทั้งหมด และยังมีรถของคนอื่นๆ อีกหลายคนได้รับผลกระทบไปด้วย รวมถึงรถตู้ของ กรกันต์ก็วอดตามไปหมดทั้งคัน
ขจรมองสภาพเหตุการ์ที่เกิดขึ้น ก็รู้สึกเสียใจที่ทำให้ รถของเพื่อนต้องพลอยใหม่ไปด้วย กรกันต์เข้ามาแล้วเอ่ยว่า
“ นายทำได้อย่างไรเนี่ย?”
“ คือเรา ขอโทษ ที่ทำให้รถของนายถูกเผาไปด้วย”
“ เฮ้ย ช่างมัน นายไม่ผิดสักหน่อย”
“ ใช่ แต่ว่านายสู้เก่งแบบนี้ั้แ่เมื่อไร?” ซีเอ่ยอย่างสงสัย
“ เขาไปฝึกมวยที่ค่ายครูยอดมาน่ะ” กิ๊ฟเข้ามาเกาะแขนขจรอย่างภาคภูมิใจ
แล้วตำรวจก็เข้ามาสอบปากคำ โดยที่กิ๊ฟเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟัง
“ พวกแก๊งไผ่หลิวอีกแล้ว พวกนี้ช่างไม่เกรงกลัวกฏหมายเลย เอาไว้รอให้พวกมันให้การได้ แล้วจะขอเชิญพวกคุณหนูไปโรงพักอีกครั้งนะครับ”
ตำรวจเหล่านี้ก็ไม่กล้าผลีผลาม เชิญกิ๊ฟ ไปโรงพัก เพราะกลัวผู้กำกับ พ่อของกิ๊ฟต่อว่า เลยคิดไปรายงานก่อนจะดีกว่า
ขจรกลับไปโรงพยาบาล หมอก็แจ้งว่า ให้พ่อกลับบ้านได้ จึงได้พาพ่อกลับไปที่บ้านพบว่า ถูกไล่ที่ไม่ให้อยู่แล้ว จึงต้องพาพ่อกลับไปอยู่ตึกแถวที่แม่กับเจนเปิดร้านชาไข่มุก
“ เอ็งไปเถอะ ปล่อยพ่อเอ็งไว้ที่นี่แหละ แม่กับเจนดูแลต่อเอง ตอนนี้เฮียล้งเขายังให้ค่าแรงอยู่ ตอนนี้คงไม่ลำบากอะไร ตั้งใจเรียนไม่ต้องห่วงทางนี้” แม่กล่าวกับขจรด้วยความเป็ห่วง ที่เห็นขจรต้องคอยวิ่งลอกไปเรียน ไปทำงาน และยังมาคอยเฝ้าพ่ออีก
“ มีอะไรก็บอกผมนะแม่ แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาเยี่ยม”
ขจรกลับไปถึงวัด ก็เข้าไปกราบ หลวงตา เล่าเื่ทั้งหมดให้ฟัง
“ ดีแล้ว แต่ละคนมีกรรมของตน เอ็งก็อย่าห่วงคนอื่น ตั้งใจเรียนหนังสือ ตอนนี้เอ็งก็ขึ้นปี2มาแล้วไม่ใช่รึ?”
“ ขอรับ ่นี้เริ่มเรียนหนักขึ้น กลัวว่าจะไม่มีเวลาไปทำงานเท่าไร”
“ เอาเื่เรียนไว้ก่อน งานพวกนั้นไม่จำเป็นัก หากขาดเงินทอง เอ็งก็บอกหลวงตามา อย่าไปเกรงใจ ของพวกนี้เป็ของนอกกายทั้งนั้น”
ขจรได้แต่กราบรับน้ำใจ ของหลวงตา แล้วขอตัวกลับที่พัก
คืนนั้น ขจรหลับแล้วฝันอีกครั้ง
ในความฝัน เด็กน้อยที่ถูกท่านฤาษี ชุบเลี้ยง อยู่ในวัย 4 ขวบแล้ว โดยให้กินน้ำผึ้งป่า กับ นมเสือดาว ทำให้เขามีร่างกายแข็งแรง สามารถวิ่งได้เร็วกว่าเด็กทั่วไป พร้อมกับได้รับการถ่ายทอดวิชาดัดตน จากท่านฤาษี พร้อมกับอาบน้ำว่านเพื่อให้ร่างกาย ทุกวันนอกจากนั่งสมาธิ ท่องจำคาถาอาคม แล้ว เด็กน้อยยังขี่หลังเสือดาววิ่งว่อนไปทั่วป่า แล้วเขาก็ไปเจอหมีดำั์ตัวหนึ่ง พอมันเห็นเด็กน้อยก็ทำท่าจะเข้ามาขย้ำ แต่เห็นแม่เสือดาว เดินอยู่ด้านข้าง มันก็หยุดชะงัก
เด็กน้อยไม่เคยเห็นหมีั์ วิ่งเข้าไปหา ะโขี่คอ ดึงขนหมีดำั์ แล้วดึงหนังหัวมันอย่างสนุกสนาน ทำให้หมีั์เริ่มโมโหจัด สะบัดร่างของเด็กน้อยจนลอยลิ่วไปกับพื้น แต่ทว่าเด็กน้อยทับ นั้นกลับตีลังกาลงพื้นอย่างคล่องแคล่ว
เ้าหมีั์ กระโจนในแล้วใช้มือตะปบบเขาที่ร่างเด็กน้อย แต่ทว่าเด็กน้อยกลับหลบลื่นไถลไปใต้หว่างขา เ้าหมีั์ แล้วดึงขาของมันดันไปข้างหลังทำให้เ้าหมีั์ล้มหน้าคว่ำไปกับพื้น เืออกจมูก มันกำลังจะพยายามลุกขึ้นแต่เด็กน้อย ได้ลอยตัวลงมาจากที่สูง กระแทกหลังของมันจนล้มไปกับพื้นอีกครั้ง มันพยายามตะเกียกตะกายขึ้น แต่ว่า เ้าหนูน้อยคิดว่ามันเป็พวกเดียวกับเสือ จึงจับหูหมี แล้วกระชากขนที่หัวของมันให้พาเ้าหนูน้อยเดินเที่ยว แล้วแม่เสือดาวก็เข้ามาใกล้ พร้อมกับคำราม จนเ้าหมีดำั์ ไม่กล้าได้แต่พา เด็กน้อยเดินเที่ยวเล่นแล้วไปส่งที่หน้าถ้ำของท่านปู่ฤาษี
“ ไอ้ทับ เอ็งไปรังแกพวกสัตว์ในป่าอีกแล้วรึ?”
“ ข้าเปล่านะ แค่ขอให้พี่หมีใหญ่พามาส่งเท่านนั้น แม่เสือดาวแบกข้าไหวแล้ว จริงไหมพี่หมีใหญ่” เด็กน้อยลูบหัวหมีั์ ที่ได้แต่พยักหน้า เหมือนฟังที่เ้าทับพูดรู้เื่
“ ปล่อยเ้าหมีไปซะ แล้วไปอาบน้ำว่านต่อ”
“ ขอรับ”
ระหว่างที่นอนแช่น้ำว่านอยู่นั้น ท่านปู่ฤาษีก็ให้ ทับท่องจำ คาถา 108 บท ที่ท่านสอนเอาไว้ให้ขึ้นใจ
เด็กน้อยก็สามารถท่องจำคาถา 108 บท ได้อย่างขึ้นใจ เหมือนนกแก้วนกขุนทองแต่ก็หาได้รู้เื่อะไรไม่
“ เมื่อเอ็งโตขึ้น รู้เื่ราวมากกว่านี้ การท่องจำคาถา 108 บทในวันนี้จะช่วยให้เอ็งได้ใช้งานได้อย่างใจนึก ไปขึ้นจากน้ำ แล้วก่อนนอนอย่าลือนั่งสมาธิ แล้วนอนในท่ากบจำศีลด้วยล่ะ”
เด็กน้อยนั่งสมาธิสงบจิตใจ จนครบเวลา แล้วก็นั่งคุกเข่าแขนทาบไปกับพื้น ก้นโด่งเหมือนกับกบ แล้วก็หลับไปในท่านั้นยันเช้า
ขจรตื่นขึ้นมา แล้วก็มีคาถา 108 บท เข้ามาในหัว นอกจากท่าดัดตนแล้ว ทำให้เขาสงสัยทำไมถึงได้ฝันประหลาดเช่นนี้
วันนี้เขาต้องเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์เช่นเดิม แต่ทว่า หาได้มีเื่ราวแปลกเกิดขึ้นอีกไม่ แต่ทว่า กิ๊ฟกลับเป็ห่วงขจร ว่าจะมีเื่ เพราะ เมื่อวานคนที่ถูกขจรหักแขนไปนั้น มันเป็หลานชายของเ้าสัวหลิว ที่มีอิทธิพลในประเทศนี้อยู่ไม่น้อย พรุ่งนี้พวกมันกับทนายความ จะมาแจ้งความกลับเื่ที่ รถปอร์เช่ของพวกมัน 8 คันเสียหายทั้งหมด และคนที่มันตั้งใจเล่นงานมากที่สุดคือ ขจร....