สาบคน

    บทที่ 33 สมาชิกใหม่

            บทที่ 33 สมาชิกใหม่

            เสียงแหวกอากาศอย่างฉับพลัน ดังพร้อมกับเสียงโลหะปะทะกัน มันแหลมคมจนแสบแก้วหู กระสุนขนาด 5.56 มม. พุ่งปะทะเข้ากลางใบมีดสั้นในมือของ ฮ่าวจิงจิง แม่นยำราวจับวาง

            แรงปะทะมหาศาลบี้หัวกระสุนจนแหลกเหลว ใบมีดสะบัดหลุดจากมือของเธอลงไปปักอยู่ที่พื้นดิน เนื้อเหล็กหนาหน่วงยังคงสั่นสะท้านส่งเสียงคราง วิ้งงงง... ยาวนานอยู่ในความเงียบ

            ทุกคนในกลุ่มผู้อพยพหน้าถอดสี ฮ่าวจางก้าวออกมาบังน้องสาวไว้ 

            “กระสุนปืนความเร็วสูง ติดท่อเก็บเสียง!” โจวต้าซาน ที่อยู่ข้างหลัง ร้องเสียงหลง

    “เงียบ!”

            ชายชราร่างใหญ่หนวดเคราขาวตวาดออกมาพร้อมกับชายผมเกรียนที่ห่มจีวรเหมือนนักบวช เสียงทั้งคู่ประสานกันลั่นเหมือนฟ้าผ่า

            “นี่พวกนายคิดว่า เข้ามาที่นี่กันได้เองงั้นหรือ ถ้าไม่เห็นว่าในขบวนของนายมีเด็กและคนแก่มาด้วย ป่านนี้เละเป็นหมูบดไปแล้ว”

            ชายร่างใหญ่ไว้ผมหางม้าพูดพลางโยนวัตถุบางอย่างในมือเล่นขึ้นๆ ลงๆ

            สิ่งที่เห็นทำให้ทุกคนในคณะอพยพตัวเย็นวาบ น้อยหน่าเหล็ก ระเบิดสังหาร MK 2 ต่อให้ไม่เคยเห็นของจริง แต่ทุกคนก็เคยเห็นจนชินตาผ่านภาพยนตร์

            ถึงจะผ่านการกลายพันธุ์ ชินชากับความเป็นตายแค่ไหน แต่เมื่อเห็นทูตมรณะลูกนั้น ทุกคนก็ตกอยู่ในความเงียบ

            ฉับพลัน เสียงฝีเท้าผู้คนจำนวนมากกว่าสามสิบคน เดินล้อมเข้ามาจากรอบด้าน ทุกคนถืออาวุธปืนที่พวกเขาไม่คุ้นตา ประเทศที่พวกเขาเกิดมา ประชาชนทั่วไปไม่สามารถครอบครองอาวุธปืนได้ พวกเขาจึงไม่เคยเห็นของจริงเลยสักครั้ง แต่รูปทรงของมันก็บอกได้ว่า เกือบทั้งหมดเป็นอาวุธปืนสงคราม ส่วนปืนลูกซองยาวอีกหลายกระบอก ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกสิ้นหวังไม่ต่างกัน

            ฮ่าวจิงจิงกุมมือข้างที่เคยถือมีด ซึ่งบัดนี้มันชาดิกและสั่นสะท้าน เธอพยายามใช้ความสามารถที่มีค้นหาจุดที่มือซุ่มยิงซ่อนตัวอยู่ แต่ก็ไม่สามารถตรวจจับสิ่งใดได้เลย 

            ชายชราหนวดเคราขาว ที่ดูอารมณ์ดีเมื่อแรกเห็น กวักมือเรียกเด็กหญิงในกลุ่มผู้มาใหม่ ด้วยเสียงดังสนั่น

            “นังหนู เอ็งออกมานี่!”

            สาวน้อยอายุราว 12 ปี เมื่อถูกชายชราเรียกด้วยเสียงดุดัน ก็กลับเดินเข้าไปหาอย่างเหม่อลอยไร้สติ ท่ามกลางการตกตะลึงของคณะนักเดินทางทุกคน

            “อยากยึดหนองนกเอี้ยงเหรอ กูว่ามาเป็นปุ๋ยที่นี่ยังง่ายกว่า! ” ชายชราไม่ได้ส่งจิตสำนึกร่วม แต่กลับตะโกนด้วยเสียงดังเหมือนฟ้าผ่า ฮ่าวจางฟังไม่ออก แต่โดยสำนึกย่อมรู้ว่า กำลังจะเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น

            “หันหลังไป! ”ชายชราร่างใหญ่ตวาด เด็กสาวหันกลับมามองกลุ่มคณะของตนอย่างเลื่อนลอย แต่น้ำตากลับเอ่อคลอดวงตาทั้งสอง ขณะที่ชายชราคนนั้นยกขวานดับเพลิงเล่มใหญ่ขึ้น

            ก่อนที่ฮ่าวจางและทุกคนในคณะเดินทางจะขยับ เสียงจิตสำนึกร่วมของชายร่างสันทัดก็ดังเฉียบขาดในหัวของทุกคน 

            “ใครขยับคนเดียว ตายทั้งกลุ่ม” พวกเขารู้ดีว่านั่นไม่ใช่แค่คำขู่อย่างแน่นอน ชีวิตของคนทั้งหมดเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย จึงไม่มีใครกล้าขยับตัว

            ชายร่างสันทัด ถามฮ่าวจางต่อ

            “ในเมื่อนายบอกว่า ไม่สนใจเรื่องถูกหรือผิด งั้นถ้าขวานของน้าออด สับลงไปบนร่างของเด็กคนนี้ นายก็ไม่สนใจใช่ไหม”

            ฮ่าวจางนิ่งอึ้ง หัวใจเต้นรัว 

            “ฉันมีข้อเสนอ... ฉันให้โอกาสถ้านายทิ้งศักดิ์ศรีคุกเข่าให้เขา” 

            หนึ่งส่งจิตสำนึกร่วมไม่ทันจบ ฮ่าวจาง และเฉินกวางหมิงกับจางลี่อิง ซึ่งเป็นพ่อแม่ของเฉินยู่ฉิง เด็กสาวคนนั้น ก็คุกเข่าโขกหัวกับพื้น อย่างไม่มีความลังเล ท่ามกลางความเงียบของทุกชีวิตในที่นั้น

            “พ่ออ่ะ เล่นแรงไปแล้ว ”เสียงนัทร้องออกมาจากวงที่นั่งอยู่ 

            ออดหัวเราะฮ่าๆดังสนั่น วางขวานใหญ่ลง เอามือลูบหัวสาวน้อยคนนั้นเบาๆ 

            “ไปๆ กลับไปรวมกลุ่มก่อน แหม่ น้ำตาปู่จะไหลแล้ว ขวัญเอ๊ยขวัญมา!”

            ออดเดินเข้าไปหา ฮ่าวจาง และเฉินกวางหมิง ดึงชายทั้งสองลุกขึ้นอย่างง่ายๆ ส่วนจางลี่อิงซึ่งเป็นแม่ของเด็กหญิงคนนั้น ถูกนัทเข้ามาประคองให้ลุกขึ้น

            “เพราะเราไม่อยากรบกับพวกนาย เราถึงต้องทำแบบนี้ ไม่งั้นเราลงมือไปนานแล้ว ถือว่าการคุกเข่านี้ แลกกับการที่พวกนายจะได้พักอาศัยที่นี่ เพื่อรักษาคนเจ็บป่วย แต่เราไม่มีหมอให้หรอกนะ เรามีแค่น้ำและอาหารกับสมุนไพรไม่มากนัก หลังจากนั้น นายจะออกไปเมื่อไรก็แล้วแต่พวกนาย” หนึ่งกวาดตามองทุกคนแล้วพูดต่อ

            “หรือแม้แต่จะปักหลักอยู่ที่นี่ก็ยังมีที่ว่างอีกมากมาย แต่ไม่ใช่การยึดครอง นายจะเป็นได้แค่สมาชิกเหมือนๆ กับพวกเราทุกคน” หนึ่งส่งจิตสำนึกร่วมบอกกับฮ่าวจางและคณะเดินทาง

            เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย คณะเดินทางจากกุ้ยโจวก็ได้พบกับไนซ์ ในฐานะมือซุ่มยิง ฮ่าวจิงจิงเบะปากมองเขาอย่างเหยียดๆ 

            “เหลิ่ง เจี้ยน” 

            ไนซ์ก็ฟังไม่ออกว่าเธอพูดอะไร เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ยังคงวางแผนสั่งงานวุ่นวายกับเหล่าชาวบ้าน 

            ออดเข้ามากอดไหล่ไนซ์ “นังหนูคนนั้นมันบอกว่าเอ็งรูปหล่อน่ะ” ไนซ์กลอกตา

            “ปู่ไปฟังภาษาจีนออกตอนไหน ใครเขาชมคนแล้วทำปากเบะแบบนั้นกัน”

            ชาวหนองนกเอี้ยงไม่ได้ประมาท แม้จะมีอาวุธเหนือกว่าและเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ กลุ่มคณะเดินทางได้ถูกจัดสรร ให้กางเต็นท์ กระโจม ส่วนผู้ที่เจ็บป่วย ได้รับอนุญาตให้เข้าพักอาศัยในบ้านที่ไม่มีผู้คน เพราะเจ้าของได้จากไป ด้วยโรคภัยไข้เจ็บจากสภาพแวดล้อมของโลกสีเทา หรือไม่ก็กลายเป็นพวกตัวสั่นจนโดนกำจัดไปแล้ว

            ฮ่าวจาง สอบถามถึงเรื่องที่เขาไม่สามารถใช้สัญชาตญาณรับรู้สภาพแวดล้อมในหมู่บ้านนี้จากหนึ่ง คำตอบที่เขาได้คือความเงียบ

            โจวต้าซาน หรือที่ทุกคนเรียกนายช่างโจว เป็นวิศวกรเครื่องกลวัย 47 ปี เขาตื่นเต้นอย่างมาก ที่เห็นเครื่องปั่นไฟ เครื่องกลั่นน้ำมันไพโรไลซิส และวิธีทำไบโอดีเซลจากสบู่ดำ

            เฉินกวางหมิง ที่ใครๆเรียกด็อกเตอร์เฉิน ผู้เป็นพ่อของเด็กหญิง อายุ 12 ปี คนนั้น กลับตื่นเต้นเมื่อเห็นพืชไร่ ต้นไม้อาหาร และพืชพลังงาน เขาดูออกว่ามันเป็นพืชที่ถูกเปลี่ยนพันธุกรรม

            ทุกคนในคณะต่างพูดคุย บ้างตื่นเต้น บ้างแปลกใจ บ้างสงสัยใคร่รู้ แต่ทุกๆอย่าง ล้วนตกอยู่ในการสังเกตของเหล่าแกนนำหนองนกเอี้ยงอย่างใกล้ชิด


            “เรารู้ว่าพวกคุณผ่านอะไรมามากมาย แต่ที่คุณต้องรู้ เราเองก็อยู่ที่นี่ได้ไม่ง่ายนัก” ไนซ์ คุยกับ ฮ่าวจาง ด้วยจิตสำนึกร่วม ท่ามกลางความวุ่นวายของกลุ่มผู้คนจากกุ้ยโจว และชาวบ้านหนองนกเอี้ยง 

            “ดังนั้น เราจะขอคำสัญญาจากพวกคุณ ว่าจะไม่สร้างความวุ่นวายให้กับเราตลอดช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน”

            “แน่นอน เราชาวกุ้ยโจวไม่ตอบแทนบุญคุณด้วยความแค้น”

            ไนซ์ยิ้ม “มันไม่สำคัญอีกแล้ว ว่าเป็นชาวอะไร เป็นใครมาจากไหน พวกเราที่นี่เองก็เคยผ่านการทรยศหักหลังจากคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน ภาษาเดียวกันมาแล้ว”

            ฮ่าวจางผงกหัว “เรื่องนี้ผมเข้าใจดี กลุ่มผมล้มตายไปกว่าครึ่ง ด้วยฝีมือของคนที่พูดภาษาเดียวกันนี่แหละ”

            “วิธีการปรุงยาและขั้นตอนการวิวัฒนาการของเสี่ยวไนซ์เป็นเอกลักษณ์มาก ขั้นตอนของเราแตกต่างกัน ”เฉินกวางหมิง เข้ามาคุยกับไนซ์อย่างกระตือรือร้น

            “การจัดการด้านพลังงานก็น่าทึ่งที่สุด เราเดินทางมาหลายพันกิโลเมตร ไม่เคยเจออะไรแบบนี้” โจวต้าซานกล่าว

            “พวกคุณรีบเร่งเดินทาง เลยอาจไม่เจอก็ได้ครับ หากสำรวจจริงๆ อาจเจอกลุ่มอื่นที่สามารถจัดการและปรับตัวกับโลกได้ดีกว่าที่นี่” ไนซ์พูดยิ้มๆ

            “หากคุณจะเดินทางไปต่อ หลังจากรักษาคนป่วยหายดีแล้ว ผมอยากเตือนให้พวกคุณระวังตัวให้มาก ตอนนี้ในเมืองใหญ่ เต็มไปด้วยพวกตัวสั่นจำนวนมากมายมหาศาล พวกคุณเป็นได้แค่อาหารมื้อใหญ่เท่านั้น และเส้นทางที่คุณจะไป ก็เป็นจุดหมายของคนส่วนใหญ่ ที่นั่นจะมีการแย่งชิงทรัพยากรที่รุนแรง ผมมองออกว่า พวกคุณเก่ง เก่งกาจมากๆ ด้วยซ้ำ ไม่งั้นไม่มีทางมาถึงที่นี่ได้ แต่สิ่งที่รอคุณอยู่ มันโหดร้ายกว่าที่คิด”

            “พูดจาได้เหมือนคนใจดีเลยล่ะ” จิตสำนึกร่วมของฮ่าวจิงจิงส่งมา แล้วเธอก็เบะปากเบือนหน้าหนี ความโกรธเคืองที่ไนซ์ยิงมีดในมือของเธอ ยังไม่จางหายไป

            “เราปรึกษากันแล้ว พวกเราชอบที่นี่จริงๆ เราอยากจะขอให้เสี่ยวไนซ์ พูดคุยกับเหล่าผู้อาวุโส อนุญาตให้เราอยู่ที่นี่ในฐานะสมาชิก คนของพวกเราจะมีประโยชน์กับที่นี่อย่างแน่นอน เรามีหมอ” ฮ่าวจางชี้ไปที่ เฉินกวางหมิง

            “และวิศวกร” เขาชี้ โจวต้าซาน ฝ่ายนั้นผงกหัวให้

            “คนของพวกเราทุกคนมีการศึกษาที่ดี มีช่างฝีมือหลากหลายแขนง มีแรงงานที่มีคุณภาพ ขอเพียงให้พวกเราอาศัยอยู่ เราจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง” ฮ่าวจางบอกอย่างหนักแน่น

            “พวกคุณก็ไม่ต้องถ่อมตัวมากไป ผมกล้าให้คำตอบ แทนทุกๆ คนที่นี่ได้ครับ ยินดีต้อนรับสู่ หนองนกเอี้ยง”


            เมื่อต่างตกลงรวมกลุ่มเข้ากับชาวบ้านหนองนกเอี้ยง ปริศนาต่างๆ ก็ถูกไขออกจนกระจ่าง

            เมื่อก้าวแรกที่ชาวกุ้ยโจวเข้ามาในเขตหมู่บ้าน ก็ถูกกล่อมประสาทด้วยสารระเหยของสองแล้ว เขาสามารถส่งผ่านมันไปตามพืชกลายพันธุ์ที่เขาปลูกไว้ และเมื่อส่งผ่านพืชบางชนิดยิ่งทำให้ผลของมันเข้มข้นขึ้น การรับรู้ สัญชาตญาณนักสู้ของชาวกุ้ยโจว ถูกปิดกั้นนับจากตอนนั้นแล้ว  

            ส่วนปริศนาเรื่องชื่อ เมื่อรู้ความจริง ทั้งสามก็นิ่งอึ้ง สองแฝดสาวใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เมื่อนึกถึงตอนที่อยู่ดีๆ ก็ออกไปเอ่ยแนะนำตัว ด้วยความเข้าใจผิดว่าถูกเรียกชื่อ ฮ่าวจางรำพึงเบาๆ 

            “มันจะมีเรื่องบังเอิญแบบนี้ได้อย่างไร ราวกับโชคชะตาลิขิตไว้ว่าต้องมาเจอกับที่นี่”

            แต่ปริศนาที่จะไม่มีวันได้รับรู้ก็คือ ถ้าฮ่าวจางไม่ยอมคุกเข่า ชะตากรรมเฉินยู่ฉิงลูกสาวคนเดียวของ เฉินกวางหมิง แม่หนูน้อยคนนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครกล้าเดาต่อ เมื่อรู้ภายหลังว่า ที่ตรงนั้นและขวานเล่มนั้น ออดเคยใช้สับคนที่ทรยศเขาเป็นชิ้นๆมาแล้ว

            จากจำนวนประชากรนักเดินทางจากกุ้ยโจว เพิ่มมาอีก 118 ชีวิต รวมกับชาวบ้านหนองนกเอี้ยงอีก 46 เท่ากับหนองนกเอี้ยงมีผู้คนทั้งสิ้น 164 คน ซึ่งมีปัญหาใหญ่ในเรื่องปากท้อง สองคุมงานขยายการปลูกพืชอาหารและพืชพลังงานเพิ่มอีกหลายเท่าตัว โครงการทำปศุสัตว์โดยจับสัตว์ป่ากลายพันธุ์มาเลี้ยงเป็นอาหาร อยู่ในช่วงการวางแผน 

            แต่ยิ่งปลูกต้นไม้กลายพันธุ์เพิ่มขึ้น ออกซิเจนในหมู่บ้านก็ยิ่งหนาแน่น ขนาดของแมลงและปลวกในบริเวณนั้นก็ใหญ่โตมากขึ้น ประกอบกับพืชอาหารเช่นต้นเหลียง ผักกูด มันสำปะหลังพันธุ์ปุยฝ้าย ถูกปลูกเพิ่มเติมอีกหลายเท่าตัว ปัญหาการขาดแคลนอาหาร จึงไม่รุนแรงมากนัก เมนูต้มยำปลวกยักษ์ เป็นที่ถูกใจของชาวกุ้ยโจวที่ชอบอาหารรสเปรี้ยวเค็มเป็นอย่างมาก

            “เราไม่ได้กินข้าวสวยกันมาหลายปีแล้ว ต้นข้าวมักเหี่ยวเฉาตายหลังจากงอกออกจากเมล็ดได้ไม่นาน ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เหลือ ก็ไม่รู้จะเก็บไว้ได้อีกนานไหม มันอาจเน่าเสียจนเพาะปลูกไม่ได้อีกแล้ว เช่นนั้นมันคงสูญพันธุ์ตลอดไป” ไนซ์พูดในวงอาหาร ที่เหล่าแกนนำรวมตัวกัน จากเดิมสิบสี่คน ตอนนี้มีเพิ่มมาอีกห้าคนคือ ฮ่าวจาง ฮ่าวจิงจิง ฮ่าวเหม่ยจิง เฉินกวางหมิง และ โจวต้าซาน 

            “ผมอยากให้อาสอง กับด็อกเตอร์เฉิน ลองหารือกันดู เผื่อเราจะมีความหวังเรื่องนี้ครับ ” 

            สองซึ่งตอนนี้สึกแล้ว เพราะถ้าเป็นพระ เขาจะต้องอดมื้อเย็น หันไปสบตากับเฉินกวางหมิง


            ความสงบเยือกเย็นของค่ำคืนในหนองนกเอี้ยงถูกทำลายลง ด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของกองกำลังติดอาวุธกลุ่มใหม่ ที่ย่ำผ่านเถ้าธุลีนิวเคลียร์เข้ามาทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นถนนลาดยางเส้นที่ตัดผ่านกลางหมู่บ้าน ขบวนทหารในชุดพรางเก่าๆ มีผ้าคล้ายผ้าขาวม้าพันคอทุกคน หมวกเหล็กและตราอาร์มสัญลักษณ์ที่ดูแทบไม่ออก ทว่าคนเหล่านั้นมีปืน AK-47 และเครื่องยิงลูกระเบิด RPG ครบมือ

    คล้ายกับเรื่องสาบคน ที่คุณอ่าน