月火 เยว่หัว แม่ครัวจิ๋วแสบสะท้านภพ(Book2 On going...)

    บทที่ 91 ผู้เป็นเลิศด้วยอิทธิฤทธิ์และปัญญา(1)

            บทที่ 91 ผู้เป็นเลิศด้วยอิทธิฤทธิ์และปัญญา(1)

             

            กาลครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว...

            มันนานแสนนานจนไม่มีใครสามารถนับความยาวของระยะเวลาที่ผ่านพ้นไปได้

            ในตอนนั้นเป็นช่วงระยะเวลาที่มนุษย์อยู่ในความสงบสุขจนเกือบสมบูรณ์เป็นโลกที่ผู้คนไม่ต้องขวนขวายอะไรจนมากเกินไปพวกเขาเพียงแค่ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติสุข ทำมาหาเลี้ยงชีพตามความเหมาะสมแล้วแต่ความสามารถของบุคคล

            แม้จะเป็นขาลงของช่วงระยะเวลาหนึ่งของมหาภัทรกัปอันยาวนานแต่ก็ยังเป็นช่วงเวลาที่อายุขัยของมนุษย์นั้น ยาวนานกว่า 1000 ปี มันจึงไม่แปลกอะไรเลยที่คุณธรรมจริยธรรมของผู้คนนั้นยังคงสูงส่งอยู่มาก

            มีเพียงแค่น้อยนิดเท่านั้นจะสามารถคิดแปลกแยกออกไปในทางชั่วช้าได้แต่ถึงยังนั้นพวกเขาทุกคนก็ถูกกดทับด้วยอำนาจแห่งเสียงส่วนใหญ่จนทำให้คนส่วนน้อยที่มีกิเลส นอนเนื่องอยู่ในสันดานที่มาเกิดในยุคนี้สมัยนี้ ไม่สามารถทำอะไรที่จะกลายเป็นระลอกคลื่นของการเปลี่ยนแปลงได้เลย

            และด้วยความต้องการในการค้นหาความเป็นจริงของโลกในยุคสมัยของปรัชญาที่เฟื่องฟูจนถึงขีดสุด ก็ได้มีคนผู้หนึ่งซึ่งพร้อมด้วยศีลสมาธิและปัญญา ทั้งยังบำเพ็ญบารมีมานับภพนับชาติไม่ถ้วน ได้บรรลุอริยสัจอันเป็นความจริงของโลกเพียงหนึ่งเดียว กลายเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในยุคสมัยนั้นในท้ายที่สุด…

            แต่ด้วยความที่เป็นยุคสมัยซึ่งอายุขัยของมนุษย์ยาวนาน ความเดือดเนื้อร้อนใจ ความทุกข์ ความสุขความเศร้ายังไม่กลืนกินผู้คนไปมากเท่าไรนัก จึงมีคนแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงค้นหาความเป็นจริงและพยายามที่จะข้ามผ่านห่วงสังสารวัฏอันยาวนานและเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานทำให้มีผู้คนเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งในร้อยเท่านั้น ที่สามารถก้าวเดินผ่านสังสารวัฎไปในช่วงเวลาการตัดรู้ของพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ได้…

            และในตอนนั้นเอง ในตอนก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันปรินิพพานเพียงแค่7 วัน ก็ได้มีการมาถึงของคนกลุ่มหนึ่ง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1001คน ที่มาพร้อมกันด้วยเกาะลอยฟ้าอันวิจิตรงดงาม

            “สถานที่แห่งนี้หรือคือที่ที่ท่านบอกว่าจะพวกข้าทั้งหมดมาพบกับผู้รู้แจ้งแห่งโลก” ชายผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนั้นกล่าวขึ้นกับชายร่างท้วม ผู้มีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่เป็นนิจ “ขนาดตัวท่านยังรู้แจ้งซึ่งเหตุและผลมากมาย ทำไมท่านถึงบอกว่ามีคนที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าท่านกัน”

            “เมื่อเราได้พบกับท่านผู้นั้นแล้วเดี๋ยวตอนนั้นท่านก็จะรู้เองว่าสิ่งที่ข้ากล่าวนั่นมันคืออะไร” ชายหัวโล้นกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างเช่นทุกครั้งและก็เหมือนกับทุกๆทีที่ผ่านมาเขาไม่ได้กล่าวอะไรมากมายเพียงแค่นำกลุ่มคนกลุ่มนั้นไปหากับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงรอคอยอยู่ก่อนแล้ว

            “นมัสการพระคุณเจ้า!!”

            แม้ว่าก่อนหน้านี้คนทั้ง 1000 คน ต่างก็มีความลังเลสงสัยในคำกล่าวของชายหัวโล้น ที่ได้รวบรวมพวกเขาทั้ง 1000คน และพามาในวันนี้ แต่ในทันทีที่พวกเขาได้เห็น ชายผู้สงบนิ่งอยู่บนอาสนะด้วยท่าทางสงบระงับอย่างที่ไม่เคยพบเจอใครแบบนี้มาก่อน ยังไม่รวมกับรัศมีธรรมที่สามารถส่องสว่างไปถึงจิตใจของพวกเขาทั้ง 1000 คนได้ในคราวเดียว ยังให้พวกเขาทั้ง1000คนคุกเข่าลงแล้วเปล่านมัสการต่อคนผู้นั้นโดยพร้อมเพรียงกัน

            “มาแล้วหรือกว่าจะมาได้นะ...” พระพุทธองค์ทรงแย้มยิ้มน้อยๆกล่าวกับชายร่างอ้วน ราวกับว่าเคยพบเคยเจอกันมาแล้ว ทั้งๆที่พวกเขาพึงเจอกันครั้งแรกสำหรับภพชาตินี้

            “ขอนมัสการพระคุณเจ้าอย่างเป็นทางการอีกครั้งนะขอรับ”ชาคุกเข่าลงกราบพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น 3 ครั้ง แล้วนั่งท่าเทพบุตร ก่อนจะเอ่ยถาม “หากพระพุทธองค์ทรงกล่าวเช่นนี้แล้วเช่นนั้นแสดงว่าพระพุทธองค์ทรงกำหนดอย่างรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วใช่ไหมขอรับ”

            “เรารู้แล้ว เรารู้แล้ว เรารู้แล้ว”

            “ถ้ายังงั้นก็เป็นไปตามที่ข้าพระองค์เคยได้รองขอพุทธะองค์เอาไว้ ข้าขอให้มีการพุทธะพยากรณ์แก่พวกเขาทั้ง1000คนได้ไหมขอรับ”

            “ประสกมั่นใจหรือความตั้งใจของประสกนั้นเป็นสิ่งที่ดีและพวกเขาเองก็เคยมีความปรารถนาด้วยกันกับประสบมาแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นการที่จะทำให้พวกเขาทั้ง 1000 คน ไปบรรลุธรรม ในช่วงเวลาที่ไม่มีพระพุทธเจ้านั้นก็ต้องอาศัยเหตุที่ยิ่งใหญ่มากมายเลยนะ”

            “ต่อให้จะใช้เวลานานสักเท่าใดแต่ถ้าหากนิมิตรที่ข้าพระองค์เคยได้เห็นนั้นมันจะเกิดขึ้นในสักคราหนึ่งอย่างน้อยที่สุดสิ่งที่ข้าพระองค์ได้ทำทั้งหมด มันก็เท่ากับการที่ได้ชดเชยสิ่งที่ข้าพระองค์ติดค้างพวกเขาขอรับ”

            “ตลอด 1000 ปีที่ผ่านมาเราได้ใช้เวลาสั่งสอนเวไนยสัตว์มาแล้ว นับครั้งไม่ถ้วน และสามารถพาผู้คนไปได้เพียงแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของจำนวนทั้งหมดในช่วงเวลานี้...”

            “แต่ถึงอย่างนั้นมันก็มากกว่า 1000ล้านชีวิตที่สามารถข้ามสู่อีกฟากหนึ่งของสังสารวัฎได้สำเร็จนะขอรับ”

            “ยังดูอยู่ตลอดเหมือนเคย”

            “เป็นดังความตั้งใจที่ข้าพระองค์ เคยบอกกล่าวกับท่านไปในวันนั้นขอรับจนกว่าข้าจะสามารถพาทุกคนข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งได้สำเร็จแม้จะต้องใช้เวลาไปนานแสนนานกว่าหนึ่งพุทธทันดรเพียงแค่ได้พาพวกเขาข้ามไปอีกฟากหนึ่งเพียงคนเดียวข้าพระองค์ก็จะยังคงทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ขอรับ”

            “แต่ประสกก็รู้มิใช่หรือความผูกพันความเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องกันของโยงกับผู้คนก็จะค่อยเพิ่มมากขึ้นตามช่วงเวลาที่ประสบอยู่นานขึ้นเช่นกัน สิ่งที่ฮยองทำนั้นแทบไม่ต่างอะไรเลย กับ พระกษิตติครรภ์โพธิสัตว์ยังคงอยู่ในนรกอเวจี”

            “ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าในอนาคตจิตสำนึกนี้ที่จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่แต่ตราบเท่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมครับเท่าที่ความจะตั้งใจนี้ยังไม่แปลเปลี่ยนไป ข้าพระองค์ก็ยังคงทำหน้าที่ตามความตั้งใจนี้ตราบนานเท่านานจนกว่าช่วงเวลาของข้าพระองค์จะมาถึงขอรับ”

            “สาธุ สาธุ สาธุ”

            “ถ้าเช่นนั้นแล้วตลอด 6วันที่เหลือนี้ข้าพระองค์ขอฝากคนเหล่านี้ด้วยนะขอรับอย่างน้อยที่สุดช่วงเวลาที่เหลือ ข้าพระองค์ก็อยากให้พวกเขาได้จดจำความตั้งใจของพวกเขาโดยเฉพาะคนๆนั้น...”

            “ความปรารถนาที่จะ เป็นพระอรหันต์ผู้ที่เป็นเลิศด้วยฤทธิ์และปัญญา เฉกเช่นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายแลขวาผู้ที่จะเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในช่วงเวลานั้นอย่างนั้นหรือ”

            พระผู้นั่งอยู่เหนืออาสนะลับตาไปครู่หนึ่งก่อนที่จะลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กล่าวสาธุยาวๆ 3 ครั้งเป็นเชิงอนุโมทนา

            “ถ้าอย่างนั้นข้าพระองค์ขอทูลลาก่อนนะขอรับ”

            “สาธุ สาธุ สาธุ”

             

             

            ..........................................

             

    คล้ายกับเรื่อง月火 เยว่หัว แม่ครัวจิ๋วแสบสะท้านภพ(Book2 On going...) ที่คุณอ่าน