|บทที่ ๑| ยมบาลเ้าขา
แดดดี๊บอกว่าปู่กับย่ามีสมบัติเยอะแยะ ไม่ว่าจะไร่นาป่าเขานับพันไร่ บ้านเรือนไทยสร้างด้วยไม้สักทองแท้ทั้งหลังราคาประเมินค่าไม่ได้ รวมไปถึงตลาดสดริมน้ำรวมทรัพย์สินทั้งหมดมูลค่ากว่าร้อยล้าน
และแดดดี๊ก็คอยพูดย้ำให้เดซี่ฟังอยู่เสมอว่าคุณปู่คุณย่าใจดีและรักเดซี่มากๆ ซึ่งนั่นก็คงจะเพราะว่าเดซี่เป็หลานสาวสุดที่รักเพียงคนเดียว พวกท่านรักเดซี่จนขนาดที่ว่าก่อนตายได้เขียนพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้กับเดซี่ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา เดซี่ไม่เคยมาเยี่ยมหรือโทรหาพวกท่านเลย หรือแม้แต่งานศพของพวกท่าน เดซี่ก็ไม่มีโอกาสมาร่วมงาน ซึ่งจะโทษว่าเดซี่ละเลยพวกท่านก็ไม่ถูกเสียทีเดียว คงต้องโทษโชคชะตาฟ้าดินที่่นั้นเดซี่ไปทัวร์ยุโรปเพื่อนๆ ซึ่งแดดดี๊กับหม่ามี้ไม่ยอมบอกเื่การตายของคุณปู่คุณย่าให้เดซี่ฟัง มารู้อีกทีก็ตอนที่มีเอกสารจากทนายความส่งไปแจ้งให้ทายาทมารับมรดก
และนี่ก็ถ้าไม่ใช่เป็เพราะว่าแดดดี๊กับหม่ามี้ ต้องเดินทางไปประชุมสุดยอดนักธุรกิจแห่งอาเซียน พวกท่านทั้งสองก็คงจะเดินทางมากับเดซี่ด้วยแล้ว
ว่าแต่ว่า นี่มันก็ใกล้จะมืดค่ำเต็มที แล้วไหนกันล่ะ หมู่บ้านดงหมาหลง[1] เดซี่ขับรถมาเป็วันๆ ตามพิกัดที่แดดดี๊ส่งมาให้ ทำไมป่านนี้แล้วยังหาไม่เจอสักที ... เอ่อ ดูเหมือนว่าเดซี่อาจจะกำลังหลงทาง ก่อนจะต้องหลงทางเตลิดหนักไปกว่านี้ เดซี่รีบต่อสายหามารดา
“ยังไม่ถึงอีกเหรอยัยหนูของแม่?” เสียงจากคู่สายสนทนาวิดีโอคอลของเดซี่บ่งบอกถึงความเป็ห่วงล้นอก
“ยังเลยค่ะหม่ามี้...” เดซี่ตอบกลับพร้อมๆ ขยับเลนส์กล้องวิดีโอคอลให้มารดาดู และบอกว่า “สภาพมันป่าชัดๆ เลยค่ะหม่ามี้ ไม่มีผู้คนอาศัย ไม่มีสิ่งมีชีวิตสักชีวิตผ่านมาให้เห็นด้วยซ้ำ”
“โธ่ ยัยหนูของแม่” ดารกาผู้เป็มารดา เป็ห่วงบุตรสาวแทบใจจะขาด “เอางี้ รอเดี๋ยวนะยัยหนู ขอแม่ถามพ่อแป๊บ” ก่อนจะพักสายสนทนา แล้วเดินไปไล่บี้ถามกับนายเดชาผู้เป็สามีที่บัดนี้ยังไม่ทุเลาจากอาการลุกลี้ลุกลน อกสั่นขวัญผวาจากเหตุการณ์ที่เพิ่งจะถูกเ้าหนี้ส่งข้อความอินบอกซ์เฟซบุ้กมาข่มขู่ว่าถ้ายังไม่ใช้หนี้ภายในสิ้นเดือนนี้ จะตามไปเผาบ้าน
“คุณคะ คุณ”
ดารกาผู้เป็ภรรยาเอ่ยเรียกซ้ำๆ แต่ด้วยความที่สามีดูจะไม่ค่อยมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว นางจึงเดินเข้ามาจับบ่า
“คุณคะ!”
“วุ๊ย!” มือที่วางลงบนบ่าทำเอาคนขวัญอ่อนริมหน้าต่างที่ถูกปิดผ้าม่านมืดทึบอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ต้องสะดุ้งเฮือกอย่างหวาดผวา พรูลมหายใจโล่งอกที่เห็นว่าที่แท้เป็มือภรรยา
“อะไรล่ะคุณดา ทำซะผมใหมด”
“ก็ยัยหนูนะสิคะ โทรมาบอกว่ายังเดินทางไม่ถึงบ้านคุณพ่อคุณแม่เลย ฉันชักจะใจคอไม่ดีแล้วนะคะคุณ นี่ก็ใกล้ค่ำแล้วด้วย”
“ไม่เป็ไรหรอกน่า ลูกเราโตแล้ว ฝึกให้หัดเผชิญโลกเองดูบ้าง”
“แต่ยัยหนูยังไม่รู้เื่ที่เราขอยืมเงินก้อนโตมาจากคุณสัตบรรณเลยนะคะ มันปุบปับเกินไปถ้ายัยหนูรู้ว่าตัวเองถูกส่งไปที่นั่นไม่ใช่แค่เพื่อไปจัดการมรดกคุณปู่คุณย่า แต่ไปเพื่อเจรจากับขอขัดดอก ฉันกลัวว่ายัยหนูจะปรับตัวไม่ทัน”
“อย่าห่วงเลย มรดกคุณพ่อคุณแม่ผมมีออกเยอะแยะ น่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้าน เผลอๆ อาจเกือบร้อยล้าน และนั่นถ้าพวกท่านไม่งก ยอมให้ผมยืมเงินั้แ่แรก ธุรกิจเราก็ไม่เจ๊ง และเราก็คงไม่ต้องไปกู้หนี้นอกระบบ แถมยังเป็หนี้นายสัตบรรณคนบ้านนอกคอกนานั่นอีก”
“แต่ถ้ามรดกของพวกท่านมีมูลค่าไม่ถึงห้าสิบล้านเหมือนอย่างที่คุณประเมิน เราจะเอาเงินที่ไหนใช้คืนพวกเ้าหนี้เงินกู้ ไหนจะหนี้ยี่สิบล้านของคุณสัตบรรณอีก”
“นี่ คุณดา หัดมองโลกให้แง่ดีหน่อยได้ไหมห้ะ?” เดชาชักเริ่มรำคาญภรรยา “สมบัติคุณพ่อคุณแม่ผมต้องมีมูลค่าเกินห้าสิบล้านอยู่แล้ว แล้วอีกอย่าง การที่เราส่งยัยเดซี่ไปที่นั่น เหมือนกับเรายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นกตัวแรกก็คือมรดก ส่วนนกที่จะแถมมาอีกตัว ก็คือนายสัตบรรณ”
ดารกานิ่วหน้าฉงน เดชาเลยบอกว่า “นี่คุณไม่คิดมั่งเหรอว่าไอ้เ้าสัตบรรณมันยอมใจดีให้เรายืมเงินยี่สิบล้านเพราะหวังอะไร ถ้าไม่ใช่หวังในตัวลูกสาวเรา”
“หา?” ดารกาทำหน้าใ “อย่างยัยหนูเราเนี่ยนะคะ?”
“ยัยเดซี่ลูกเรา ทั้งสวย ทั้งน่ารัก เป็ที่หมายตาของหนุ่มๆ ทั้งเมือง กับแค่ไอ้หนุ่มชาวไร่บ้านนอกคอกนาแบบนั้น ไม่ตกหลุมรักลูกเราก็ให้มันรู้ไปสิ” เดชาว่า
“ลูกเราก็ใช่ว่าจะทำตัวน่ารักกับคนทุกคนนะคะ” ดารกาส่ายหน้าถอนใจและบ่นรำพึง
“หยุดพูดเื่ลูกสักทีเถอะน่า!” เดชาะเิเสียงใส่ภรรยาอย่างเริ่มจะรำคาญ “เลิกห่วงมัน แล้วหันมาห่วงเงาหัวตัวเองก่อนเถอะ ตอนนี้ไอ้พวกเ้าหนี้มันตามเราแจ ขนาดว่าอุตส่าห์หลบมาเช่าคอนโดอยู่ที่นี่เราก็อย่าได้ชะล่าใจว่าจะรอด ผมมีลางสังหรณ์ว่างานนี้เราจะหนีพวกมันไม่พ้นเหมือนกับที่ผ่านๆ มา ผมว่าเราจะช้าไม่ได้ เราต้องหนีออกนอกประเทศ”
“อะไรนะคะ หนีออกนอกประเทศเหรอ?” ดารกานิ่วหน้าใ มองผู้เป็สามีที่ยังคงเต็มไปด้วยความลนลานและหวาดกลัว “แล้วยัยหนูล่ะคะ? เราจะทิ้งยัยหนูไว้แบบนั้นตามลำพังไม่ได้นะคะคุณ”
"บอกให้หยุดพูดเื่ลูกไง แล้วถ้าลูกโทรมาอีก คุณก็หลอกตะล่อมให้มันอยู่ที่นั่นไปสักพัก เดี๋ยวมันก็ปรับตัวเข้ากับที่นั่นได้เองแหละ ดีไม่ดี ถ้ามันได้เจอหน้าเจอตากับคุณสัตบรรณที่หล่อออกอย่างนั้น มันอาจจะชอบเขาและไม่โกรธเราไปเลยก็ได้"
"แล้วไหนจะเื่นี้ที่เราโกหกยัยหนูว่าเราติดงานด่วนต้องไปประชุมต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ความจริงเราสองคนแอบหนีมาอยู่คอนโดเพื่อหลบซ่อนไอ้พวกเ้าหนี้นั่นอีก...” ดารกาพูดตัดพ้อชะตากรรมครอบครัวตัวเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเริ่มร้องไห้ โธ่ “ยัยหนูของแม่”
"ก็ผมไม่มีทางเลือก ขืนบอกดีๆ ว่าให้ไปหลบอยู่ที่นั่น คิดเหรอว่าลูกสาวหัวดื้อของคุณจะยอมไป หรือว่าคุณจะอยากให้ลูกต้องหนีเ้าหนี้อย่างหัวซุกหัวซุนเหมือนกับที่เรากำลังเป็อยู่ตอนนี้ล่ะห้ะ!" เดชาตะคอกถาม แต่ครั้นเห็นน้ำตาของภรรยา เขาก็ลดอารมณ์ลง บอกว่า "ฟังนะคุณดา ที่ผมตัดสินใจทำแบบนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยของลูก ผมเองก็รักลูกไม่ต่างกับคุณ" เดชาบอก และโอบภรรยาเขามาไว้ในอ้อมแขน "เชื่อผมนะคุณดา เราจะต้องผ่านเื่นี้ไปให้ได้ ยัยหนูก็เช่นกัน"
ดารกาผงกหน้ารับทั้งน้ำตา "ค่ะคุณ"
"บอกลูกไปนะว่าพิกัดที่ส่งไปให้น่ะถูกแล้วล่ะ หมู่บ้านดงหมาหลงต้องผ่านป่าหญ้ารกร้าง อีกไม่เกินสิบกิโลก็จะพบกับทุ่งนาและฟาร์มของคุณปู่คุณย่าและก็จะเจอบ้านคน ไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก"
ฟังคำของสามีแล้ว ดารกาก็รีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาคุยกับบุตรสาว บอกเหมือนอย่างที่เดชาบอกทุกประการ แล้วยังพูดแถมท้ายสร้างความอุ่นใจให้กับบุตรสาวสุดที่รักอีกด้วยว่า…
“ไม่ต้องกลัวนะยัยหนูลูกแม่ ถ้าพ้นจากแนวป่าไปแล้วเจอกับฟาร์มคุณปู่คุณย่า แล้วก็จะเจอชาวบ้าน ทุกคนจะคอยให้ความรักและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับลูก พ่อกับแม่เคยอยู่ที่นั่น ลูกหนูเองก็เคยอยู่ที่นั่น แค่ว่าตอนนั้นลูกยังเล็กมากอาจจะจำที่นั่นไม่ได้ แต่ไม่ต้องห่วงที่นั่นน่ะ ผู้คนใจดี ทุกคนล้วนมีน้ำใจ ลูกหนูของแม่ต้องชอบที่นั่นแน่ๆ แม่รับรอง”
เดซี่แอบรู้สึกแปลกใจ ขณะเอ่ยถามกลับว่า “แล้วทำไมหนูถึงจะต้องชอบที่นี่ด้วยล่ะคะหม่ามี้ หนูแค่มาจัดการเื่มรดก และพอหนูจัดการเื่โอนกรรมสิทธิ์เสร็จ หนูก็จะประกาศขายให้หมด แล้วก็กลับกรุงเทพฯ ก็เท่านั้น ไม่ใช่เหรอคะ?”
“อะ เอ่อ… เอ่อ…” มารดาตอบกลับเสียงกุกกัก “เอ่อ ก็นั่นล่ะ ยังไงซะ ลูกหนูก็ยังต้องอยู่ที่นั่นอีกตั้งเป็อาทิตย์ๆ เพื่อจัดการเื่เอกสารสิทธิ์ เื่ข้อระเบียบราชการน่ะยุ่งยากซับซ้อนจะตายไม่เสร็จง่ายๆ ภายในวันสองวันหรอก ลูกก็น่าจะรู้”
“อ๋อ จริงด้วยสินะคะ” แล้วเดซี่ก็วางสายจากมารดาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม ก่อนจะขับรถเดินทางต่ออย่างคลายกังวล
ขับรถต่อมาสักพักใหญ่ รถเคลื่อนผ่านทุ่งหญ้าป่ารกร้างมาไกลโขแล้ว พบว่าแสงสว่างแห่งความหวังฉายมารำไร เมื่อแน่ใจแล้วว่าบ้านคุณปู่คุณย่าอยู่อีกไม่ไกล
เธอก็แสนสบายใจ นึกชอบบรรยากาศแบบนี้ขึ้นมาหน่อยๆ บรรยากาศรอบข้างที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ ทุ่งข้าวสีเขียวขจี ตัดกับท้องฟ้าสีส้มอมสีครามยามบ่ายแก่ มีหมู่เมฆก้อนกลมๆ สีขาวบางเบากระจัดกระจายชวนมอง
เบื้องหน้าใกล้สายตาเข้ามาอีกนิด เดซี่เห็นคล้ายๆ มีป้ายไม้ระบายสีชมพูสวยหวาน มีข้อความสีน้ำเงินเขียนไว้ มองจากระยะไกลไม่รู้หรอกว่าเป็ข้อความอะไร บางทีอาจจะเป็ข้อความ... ยินดีต้อนรับคุณเดซี่ หลานสาวสุดที่รักของคุณปู่เดช กับคุณย่ามะลิ...
เดซี่เปิดหลังคา พร้อมๆ กับค่อยๆ ชะลอความเร็วรถ เพื่อได้ัักับธรรมชาติและความสโลว์ไลฟ์จากสิ่งรอบข้างให้เต็มที่ เธอยื่นหน้าสูดจมูกดอมดมเอาอากาศแสนบริสุทธิ์เข้าปอด… อืมม์ วิเศษสุดๆ ไปเลยแฮะ โลเกชั่นดีๆ แบบนี้ ที่ดินของคุณปู่คุณย่าจะต้องขายได้ราคาดีแน่ๆ... เดซี่สุดแสนจะมีความสุข แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด ที่ไม่มีโอกาสได้มากราบศพพวกท่าน
และแล้วเดซี่ก็เคลื่อนรถเข้ามาใกล้ในระดับสายตา กระทั่งสามารถอ่านป้ายข้อความที่เขียนไว้ว่าอะไร ซึ่งก็เหมือนกับว่าจะสายเกินไปเสียแล้ว...
ข้อความบนป้ายเขียนไว้ว่า
‘ระวังแม่ควายดุ’
ไม่ต้องอ่านซ้ำ เพราะเ้าตัวที่ว่าดุนั้นกำลังเดินหน้าถมึงทึงมาข้างหน้าโน่นแล้ว
“กรี๊ด!!!”
เดซี่รีบใส่เกียร์ถอยจ้าละหวั่น แต่คุณพระ! เงาสะท้อนกระจกมองหลังพบว่ายังมีแม่ควายหน้าตาดุดันอีกสองตัวยืนออกันอยู่ท้ายรถ ทำท่าฮึดฮัดกระฟัดกระเฟียดราวกับว่ารถเธอเคยไปเหยียบหางของพวกมันตอนไหนมาก่อนงั้นแหละ ดูเหมือนพวกมันจะเข้ามาใกล้ขึ้นๆ จนคาดว่าอีกนิดเดียว พวกมันจะเข้ามาประชิดตัวรถได้แน่!! ให้ตายเถอะ โดนมะรุมมะตุ้มทั้งด้านหน้าด้านหลังทุกทิศทางแบบนี้ เดซี่จะใส่เกียร์เบอร์ไหนกันล่ะเนี่ย?
“กรี๊ด!!! พ่อแก้วแม่แก้วช่วยเดซี่ด้วยยย!”
เดซี่รีบโทรหาหม่ามี้ทันที
“หา! ว่าไงนะคะลูก ถูกควายรุมล้อม? โธ่ ยัยหนูของแม่” ดารการับสายจากบุตรสาวอีกครั้ง ฟังได้ความว่ากำลังตกอยู่ในวงล้อมข้าศึกที่เป็ฝูงควายแม่ลูกอ่อน นางก็ถึงกับตาลีตาเหลือก “ใจเย็นนะคะยัยหนูของแม่ ขอแม่ถามพ่อแป๊บ” ก่อนจะพักสายสนทนา แล้วรีบเดินมาบอกกับผู้เป็สามีที่ยังคงวุ่นอยู่กับการหาทางรอด
“คุณคะ คุณ...”
เดชาร้อนรนเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบของจำเป็ๆ ออกมากองบนเตียง ข้างๆ กันนั้นมีกระเป๋าเดินทางใบกะทัดรัด พลางเอ่ย
“ไม่มีเวลาแล้วคุณดา รีบเก็บข้าวเก็บของเถอะ ผมจองตั๋วทางออนไลน์เสร็จแล้ว เราจะหนีไปประเทศเพื่อนบ้านกัน
“แต่ตอนนี้ยัยหนูกำลังโดนฝูงควายรุมอยู่นะคะคุณ”
“เอาน่าๆ ผมโทรบอกนายสัตบรรณให้ตามไปดูแล้ว วางใจเถอะ ยังไงซะ ยัยเดซี่ก็ถือเป็ลูกหนี้ชั้นดี คุณสัตบรรณไม่ยอมให้เป็อะไรไปหรอก” ลูกหนี้ชั้นดีงั้นเหรอ? ตัวประกันล่ะสิไม่ว่า เอาเงินเขามาตั้งยี่สิบล้าน แลกกับการยัดเยียดลูกสาวไว้ให้เป็ตัวประกัน แล้วแถมไม่ดูดำดูดีว่าเดซี่จะมีหัวอกตรอมตรมหม่นไหม้แค่ไหนถ้ารู้ความจริง... ดารกาทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้อีกครั้ง เดชามองอย่างรำคาญตา บอกให้รีบๆ เก็บของ ถ้าไม่อย่างนั้นตนจะทิ้งไว้นี่ ดารกาฟังคำขู่ของสามีก็เอามือปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นบางๆ รอบขอบตา ก่อนจะเดินเลี่ยงไปคุยสายต่อกับบุตรสาว
“ยัยหนูลูกแม่ รออยู่ในรถนั่นล่ะนะ อีกแป๊บเดียว คนของคุณพ่อจะตามไปช่วย ห้ามลงจากรถนะลูก แค่นี้ก่อนนะ แม่มีเื่ด่วนสำคัญต้องรีบไปทำ” จากนั้นวางสาย ปล่อยเดซี่ให้ต้องผจญกับฝูงควายไร้อารยธรรมด้วยความน่าหวาดหวั่นเพียงลำพังดังเดิม
เอาแล้วไง ตายแหงๆ เดซี่เอ๋ย!
ตอนนี้พวกแม่ๆ ควายแห่เข้ามาล้อมรถสปอร์ตคันสวยของเธอกันใหญ่... นี่พวกมันคิดว่ารถเธอเป็ศัตรูที่จะทำร้ายพวกมันกับลูกๆ หรือไง ถึงได้เอาแต่ตะบี้ตะบันใช้เขาแหลมๆ พุ่งเข้ามาขวิดไฟหน้าและไฟท้ายรถเธอกันอยู่ได้ โอเค เธออาจจะพลาด คาดไม่ถึงตรงที่ว่าดันขับรถสีแดงเข้ามาในเขตถิ่นแม่ควาย แต่ก็ออกจะเป็รถสีแดงที่สวยน่ารักสดใสเหมือนเ้าของของมัน... ซึ่งตอนนี้เ้าของของมันท่าจะสดใสต่อไม่ออก
เดซี่รีบปิดหลังคา ปิดไฟ ดับเครื่องยนต์ พยายามทำตัวให้นิ่ง ให้ดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติ แต่หัวใจเธอเต้นระทึก แล้วเธอก็ชักจะรู้สึกหูอื้อ หน้ามืด ตาลาย คล้ายจะเป็ลม..
ขณะที่เดซี่กำลังเหมือนว่าตัวเองจะตาย เธอเห็นบางอย่างเบื้องหน้านั้น... เงาร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทนเข้ม ดวงตาโตดุดันทะมึนทึนทึก นุ่งกางเกงขาสั้น ท่อนบนไม่สวมใส่อะไร เปลือยซิกแพคอวดกล้ามและแผงอกแน่น
โอวมายก๊อด! ยมบาลมารับตัวเธอแล้วสินะเนี่ย?... ตอนนี้ สิ่งที่น่ากลัวว่าพวกแม่ๆ ควาย ก็ยมบาลนี่แหละ
เดซี่หลับตาปี๋
|โป๊กๆๆ|
เสียงเคาะกระจกทำให้สติของเดซี่ถูกดึงกลับมา
... ยมบาลไม่น่าต้องเคาะกระจก...
เดซี่ลืมตาโพลงขึ้น
แต่ถ้าไม่ใช่ยมบาล งั้นหมอนี่ใคร? หระ หรือว่า จะ โจร โจรโรคจิต?!....
“กรี๊ด!! ช่วยด้วย! Help! Help me!!”
เดซี่ลนลานหยิบโทรศัพท์ที่ตกใต้ที่พักเท้าไปแล้วขึ้นมาจิ้มโบ๊จิ้มเบ๊ มือไม้สั่น
“อย่าทำอะไรฉันนะ ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!” ร้องโวยวายเสียงดังลั่นรถ แม้ว่าหลังคาประตูและกระจกหน้าต่างจะถูกปิดล็อคอย่างแ่า แต่เธอก็ยังกลัวจนขี้หดตดหาย
“คุ ณ ...” เหมือนเขาขยับปากพูดอะไร... แต่เดซี่ไม่ได้ยิน ไม่คิดจะอ่านปากเขาด้วยซ้ำ นาทีนี้เธอเอาแต่กรีดร้องช่วยด้วย ช่วยด้วย มือไม้กดโทรศัพท์สั่นพะเยิบๆ และยังคิดไม่ออกว่าจะกดโทรหาใคร
“นี่ แม่คุณ เปิดกระจกมาคุยสิ พูดคนเดียวในรถแบบนั้นจะไปฟังรู้เื่ได้ไง”
ไอ้โรคจิตในความเข้าใจของเดซี่กำลังเคาะกระจกรถเสียงโป๊กๆ พร้อมกับขยับปากพูดอะไรกับเธอสักอย่าง เธอไม่ฟัง แต่เธอสังเกตเห็นว่าเ้าพวกแม่ๆ ควายสามสี่ตัวที่ยืนมะรุมมะตุ้มขวิดไฟรถเธอทยอยถอยเท้าเดินห่างออกไป...
หรือว่าหมอนี่คุยกับควายรู้เื่? ... บางครั้ง คนบ้าก็สามารถทำอะไรๆ ที่คนปกติก็ทำไม่ได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เดซี่ก็ไม่อยากรู้ทั้งนั้น เดซี่รู้แค่ว่าต้องรีบพาตัวเองออกไปจากที่บ้าๆ ตรงนี้ และไปบ้านปู่ย่าเพื่อจัดการเื่มรดกร้อยล้านให้จบๆ แล้วจะได้รีบกลับกรุงเทพฯ สักที
เมื่อพวกแม่ควายถอยร่นเปิดทางให้แบบนี้แล้ว เธอก็ใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าชายร่างสูงล่ำที่เข้าใจว่าเป็คนบ้าโรคจิตจะะโตามหลังมาเอ่ยถามว่าอย่างไร
“อ้าว...แล้วนั่นจะไปไหนล่ะแม่คูณณ...?”
เสียงของชายหนุ่มที่ดังโหวกเหวกไล่หลังรถสปอร์ตคันสวยมานั้นไม่เข้าหูคนในรถสักกะนิด
เดซี่เหยียบคันเร่งเต็มฝีเท้า และรถของเธอก็แล่นฉิวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“เฮ้... คูณณณ! บ้านปู่ย่าคุณมันไม่ได้อยู่ทางน้านนน!” สัตบรรณได้แต่มองตามแล้วส่ายหน้าถอนหายใจ “เฮ้อ... แล้วกัน!”
ส่วนเดซี่นั้นขับรถต่อมาด้วยความโล่งใจได้เพียงไม่นาน กลับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด รถเธอดันติดหล่ม ทั้งล้อหน้าล้อหลังจมยุบอยู่กับปลักควายที่เธอลืมดูตาม้าตาเรือดันทะเล่อทะล่าขับลงมาซะได้
“โอ๊ย! นี่มันวันซวยอะไรกันเนี่ย?” เดซี่ร้องกรี๊ดๆ ด้วยความโมโห กดต่อสายกลับไปหามารดาอีกรอบ แต่ก็ต้องแปลกใจที่ติดต่อไม่ได้
“หม่ามี้ รับสายเดซี่สักทีสิคะ” เดซี่บ่นใส่จอโทรศัพท์อย่างโคตรจะหงุดหงิด ลองโทรหาบิดา แต่ก็พอกัน โทรเท่าไหร่ๆ ก็ไม่มีใครรับสายเธอ... ทุกทีหม่ามี้กับแดดดี๊แคร์เธอกว่าใคร พวกท่านไม่เคยไม่รับสายเธอ หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกท่าน?
แต่เื่พวกท่านเอาไว้ทีหลังดีกว่า นาทีนี้เธอควรต้องห่วงตัวเองก่อน เธอลดกระจกชะโงกหน้าออกไปกวาดตามองรอบด้าน ท้องฟ้ายามเย็นค่อยๆ มืด ถนนลูกรังที่ไม่ควรค่าแก่การเรียกว่าถนน โคตรโล่ง ปราศจากรถราและผู้คน แถมหนำซ้ำแม้แต่เสาไฟฟ้าสักต้นก็ยังไม่มี เธอกระวนกระวายมองหาความช่วยเหลือจากชาวบ้านสลับกับก้มลงมองจอโทรศัพท์เผื่อว่าแดดดี๊กับหม่ามี้เธอจะโทรกลับมา ก่อนที่จังหวะเดียวกันนั้นเอง เธอเหลือบเห็นรถแทรกเตอร์ไถนาสีเหลืองคันโตขับตามมาข้างหลังในระยะไกล เธอหัวใจพองโตฉีกยิ้มกว้างอย่างแสนจะดีใจ...
“เย้! ในที่สุดก็ได้เจอชาวบ้านสักที” แล้วเธอรีบเปิดหลังคารถ ยืนขึ้นโบกไม้โบกมือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือโดยไม่ดูตาม้าตาเรือทันที
ทางด้านเ้าของร่างใหญ่ในสภาพหยาดเหงื่อโทรมกายนั่งอยู่บนรถแทรกเตอร์ที่เพิ่งเสร็จจากงานในไร่ข้าวโพดยังไม่ทันกลับบ้านโดนโทรศัพท์เรียกตัวด่วนมาช่วยนำทางคนต่างถิ่น เห็นจากระยะไกลว่าหญิงสาวผู้ดีเมืองกรุงกับรถสปอร์ตคันหรูสีแดงแรงฤทธิ์พอๆ กันกับเสื้อผ้าหน้าผมของเ้าหล่อน กำลังตกอยู่ในสภาพล้อรถจมปลักโคลนไปไหนไม่รอดอยู่เบื้องหน้านั้น ชายหนุ่มขับแทรกเตอร์มุ่งหน้าไปหาเธออย่างช้าๆ และส่ายหน้าขำๆ
“ก็ว่าแล้วว่าต้องไปไหนไม่รอด เฮ้อ! แม่คุณเอ๊ย”
. . . つづく
[1]หมู่บ้านดงหมาหลง : สถานที่สมมติ