ข่าวเรื่องการปะทะกันของตัวตนที่ยิ่งใหญ่ระดับปรมาจารย์ถึงสองคนกลายเป็นประเด็นที่ร้อนแรงไปทั่วทั้งประเทศทันทีไม่ใช่แค่ในหมู่บ้านใต้เมฆา เพราะสถานการณ์ทั้งหมดนั้นถูกมือดีของผู้กำกับหวังเก็บภาพแล้วถ่ายทอดออกไปแทบจะในเวลาเดียวกัน
ทำให้ชื่อเสียงและตัวตนของไป่ฟานเซียนกลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้งแต่ครั้งนี้แตกต่างตรงที่นอกจากชื่อของนางแล้ว มันยังมีภาพของนางออกมาด้วย!
ภาพของหญิงสาวที่ทั้งงดงามและสูงส่งกำลังลอยตัวอยู่กลางฟากฟ้าโดยมีแสงจันทร์นวลประกายสีทองเป็นฉากหลังกลายเป็นภาพที่ผู้คนชื่นชอบมากที่สุดถึงขนาดที่มีหลายคนเซฟภาพนั้นมาตั้งเป็นหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์
นอกจากความสวยสง่านั่นแล้วประเด็นที่ผู้คนพูดคุยกันก็คือในเรื่องความแข็งแกร่งของนาง
เซี่ยซูเหยาคือตัวตนเช่นไร?
เธอเป็นถึงปรมาจารย์ของตระกูลเซี่ยที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของประเทศที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในภาคเหนือพละกำลังของเธอเป็นของจริง แต่การที่ไป่ฟานเซียนสามารถเอาชนะเธอได้โดยที่ไม่มีอาการบาดเจ็บเลยเช่นนี้แปลว่าพลังของนางเหนือกว่าเซี่ยซูเหยาอีกใช่ไหม?
เรื่องนี้คือสิ่งที่ผู้คนกำลังถกเถียงกันอยู่นอกจากนี้ไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุที่ทั้งสองคนนี้ลงเอยที่การต่อสู้กันทั้งยังเป็นการสู้กันในหมู่บ้านใต้เมฆาเสียอีก
หมู่บ้านใต้เมฆาเดิมทีก็มีกฎที่ใช้ควบคุมอย่างเข้มงวดเพเราะมันเป็นสถานที่ซึ่งมีเพียงคนในโลกยุทธภพเท่านั้นที่เดินทางมาดังนั้นมันจึงถูกห้ามไม่ให้เกิดการต่อสู้ขึ้นภายในหมู่บ้านอย่างเด็ดขาด
ตามปกติถ้ามีการต่อสู้กันกลางเมืองเช่นนั้นคนของหมู่บ้านใต้เมฆาย่อมต้องออกมาหยุดยั้งทังยังต้องลงโทษผู้ที่ก่อความไม่สงบอาจถึงขั้นห้ามเข้าหมู่บ้านแห่งนี้รวมถึงสมาคมโอสถอีกเลยตลอดชีวิต
แต่ครั้งนี้ผู้ที่ก่อเรื่องดันเป็นถึงระดับปรมาจารย์น่ะสิ
ทังยังเป็นปรมาจารย์ถึงสองคน!
ตันตนระดับปรมาจารย์สองคนถ้าทั้งคู่อาละวาดแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมแล้วละก็ต่อให้กองทัพออกหน้าเองก็อาจจะต้องยกพลเอกทั้งสี่มารับมือ
ดังนั้นจึงได้แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและปล่อยเรื่องนี้ไปก็เท่านั้น
นอกจากนี้แม้ว่าการต่อสู้จะรุนแรงเพียงใดแต่อาคารบ้านเรือนรวมถึงทรัพย์สินในหมู่บ้านกลับไม่มีสิ่งใดเสียหายอย่างน่าประหลาดนอกจากหลุมและบ่อที่เกิดขึ้นตามถนนเล็กน้อยแล้วก็ไม่มีใครบาดเจ็บเลยสักคนเดียว
เรื่องในคืนนั้นจึงจบลงด้วยความเกรงใจจากทุกฝ่ายแบบนี้
แต่ใครจะรู้หลังจากที่สร้างเรื่องมามากมายจนคนด้านนอกหัวหมุนตัวต้นเรื่องทั้งสองกลับกำลังแช่น้ำร้อนอย่างผ่อนคลายในบ่อส่วนตัวในห้องพักเสียนี่!
หญิงสาวงดงามสองคนที่ร่างกายเปลือยเปล่าดูคล้ายกับงานศิลปะชั้นเยี่ยม ไป่ฟานเซียนนั่งพิงก้อนหินขณะที่ปล่อยให้ร่างกายสัมผัสกับความอุ่นของน้ำพุร้อนนางเงยหน้าแล้วหลับตาลงอย่างผ่อนคลายด้านข้างมีน้ำชาและสาเกอย่างดีที่ลุงหวงเตรียมไว้ให้ก่อนที่จะเข้ามา
ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลคือเซี่ยซูเหยาที่ใบหน้าทั้งสองฝั่งแดงระเรื่อเธอใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กพยายามปิดบังร่างกายแต่ก็ไร้ความหมายสายตาของเธอล่อกแล่กอย่างยิ่งในยามที่พยายามหันมามองเรือนร่างของไป่ฟานเซียน
“...เจ้าไม่สบายหรือไร?”
ไป่ฟานเซียนแม้จะหลับตาอยู่แต่ก็รับรู้สถานการณ์รอบตัวเป็นอย่างดีท่าทีอยู่ไม่สุขของเซี่ยซูเหยาย่อมอยู่ในสายตานาง
ภาพที่หญิงสาวที่สูงส่งเปิดตาข้างหนึ่งขณะที่ถามคำถามนั้นสามารถทำให้เซี่ยซูเหยาหัวใจเต้นโครมครามได้ไม่ยาก
“สะ...สบายค่ะพี่หญิง!”
หลังจากที่ไป่ฟานเซียนไม่ได้ปฏิเสธเซี่ยซูเหยาจึงทึกทักและเรียกไป่ฟานเซียนเอาเองเช่นนี้
“ฉะ...ฉันแค่ไม่เคยแช่บ่อน้ำร้อนกับคนอื่นมาก่อน” เซี่ยซูเหยาพูดจบใบหน้าก็จมลงไปครึ่งหนึ่งด้วยความอาย
แต่เรื่องนี้จะโทษเธอก็ไม่ได้เพราะวิชาที่ฝึกรวมถึงปัญหาทางด้านร่างกายช่วงสิบปีมานี้ ทำให้เธอไม่มีโอกาสได้ทำเรื่องแบบนี้เลย
นอกจากนี้การอาบน้ำของเธอยังต้องใช้สมาธิควบคุมเป็นอย่างยิ่งเพราะถ้าปล่อยให้พิษจากร่างกายตัวเองเล็ดรอดออกมาน้ำที่เธอใช้อาบได้กลายเป็นบ่อยาพิษขึ้นมาทันทีแน่ๆ
นั่นทำให้การอาบน้ำร่วมกับคนอื่นแบบนี้เป็นเหมือนความฝันของเธอ
ทั้งการอาบครั้งแรกยังได้อาบกับ“ท่านพี่หญิง” ของเธออีก
เธอมีความสุขจนไม่รู้ว่าจะทำหน้าตาอย่างไรแล้ว
“กายาของเจ้าพัฒนาไปอีกขั้นแล้ว...ตอนนี้ถ้าเจ้าไม่ต้องการพิษในร่างเจ้าจะไม่แพร่กระจายออกมาเองแล้วล่ะ”
ไป่ฟานเซียนอธิบายให้ฟังด้วยเสียงเนือยๆแต่กลับทำให้เซี่ยซูเหยามีความสุขอย่างยิ่ง
“หมายความว่าฉันสามารถสัมผัสร่างกายคนอื่นได้โดยไม่ต้องกังวลแล้วใช่ไหมคะ!?”
เธอถามด้วยสายตามีความหวัง
“อืม...”
เมื่อได้รับการยืนยันเซี่ยซูเหยาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกบางทีนี่ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอถูกผู้คนหวาดกลัวก็ได้
เพราะต้องควบคุมพิษในร่างกายตลอดเวลาทำให้ยามปกติเธอไม่ค่อยจะสุงสิงกับใคร ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามาใกล้ทั้งบางครั้งบางคราวยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวด ชื่อเสียงของเธอจึงมักจะไม่ค่อยดีเสมอมา
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณหญิงสาวตรงหน้า
นางเข้ามาช่วยเธอไว้ทั้งที่พึ่งจะเจอหน้ากัน ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาที่คอยหลอกหลอนเธอมาหลายสิบปีไปในคราวเดียวนอกจากนี้ยังทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ
เซี่ยซูเหยาจับจ้องไปที่ไป่ฟานเซียนอย่างเหม่อลอยจนไป่ฟานเซียนต่อให้ไม่อยากสนใจยังไงก็ยังต้องหันมามอง
“...เจ้าจะมองข้าอีกนานรึไม่?”
หญิงสาวเหมือนจะพึ่งรู้สึกตัวเธอรีบส่ายหน้าจนน้ำกระเซ็นแล้วพูดว่า
“ขะ...ขอโทษค่ะ! คือว่า...พี่หญิงคิดยังไงกับผู้หญิงอายุมากเหรอคะ?”
เซี่ยซูเหยากลั้นใจขณะที่ถามคำถามนี้
แต่มันกลับทำให้ไป่ฟานเซียนต้องหันกลับมองอย่างประหลาดใจ
นางมองกวาดไปที่ร่างกายของเซี่ยซูเหยาแล้วนางก็ส่งเสียง “อ้อ” ออกมาเหมือเข้าใจอะไรบางอย่าง
ก็เหมือนกับหญิงสาวทั่วไปในยุคนั้นสำหรับผู้ฝึกตนนั้นมักจะหลงลืมเวลาจนทำให้รู้ตัวอีกทีอายุอานามก็ไม่ใช่น้อยแล้วแม้ลักษณะภายนอกจะยังเหมือนคนอายุไม่มากก็เถอะ
นางก็คงกังวลใจในเรื่องนี้เช่นกันสินะ?
เธอถอนหายใจแล้วลุกขึ้นกะทันหันจนเซี่ยซูเหยาต้องรีบเอามือปิดหน้าด้วยความตกใจ ร่างอันงดงามของไป่ฟานเซียนเดินจนมาหยุดอยู่ด้านหน้าของหญิงสาวจนเธอสามารถมองเห็นหยดน้ำที่กำลังเบาะและไหลรินอยู่ตามตัว
สติของเซี่ยซูเหยากำลังจะระเบิด ใบหน้าของเธอแดงระเรื่อสายตาของเธอแอบมองทะลุช่องนิ้วกำลังตะลึงกับภาพตรงหน้า
“สำหรับตัวตนเช่นข้าและเจ้าอายุไม่เคยเป็นปัญหาหรอก...”
เมื่อพูดจบนางก็เอามือเรียวบางนั้นลูบหัวเซี่ยซูเหยาเหมือนกำลังปลอบเด็กตัวเล็กๆความคิดของเซี่ยซูเหยาแตกกระเจิงในทันทีที่โดนสัมผัสอย่างไม่ทันตั้งตัวนางลืมตัวถึงขนาดลืมไปแล้วว่ากำลังใช้มือปิดตาตัวเองอยู่
ไป่ฟานเซียนยังคงคิดในใจในอดีตก็มีหญิงสาวมากมายในตำหนักที่อายุมากกว่านางมาปรึกษาปัญหานี้กับนางเช่นกัน
ในฐานะเจ้าตำหนักนางทำได้แต่ปลอบประโลมไปอย่างเก้ๆกังๆ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
นางไม่เก่งเรื่องอะไรแบบนี้สักนิดจึงได้แต่ยกมือลูบหัวเหมือนที่นางเคยทำกับฮุ่ยเอ๋อเป็นครั้งคราวเท่านั้น
เมื่อพูดจบนางจึงขึ้นจากน้ำผ้าขนหนูอย่างดีถูกเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยที่หน้าประตู ก่อนจะออกจากห้องไปก็ยังหันกลับมาพูดอีกประโยคหนึ่ง
“นอกจากนี้เจ้าอาจจะไม่รู้ถ้านับปีเกิด อายุของข้ามันมากกว่าเจ้าเสียอีก...”
ถังเทียนจี๋นั้นไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
หลังจากที่เมื่อเย็นท่านปรมาจารย์ไป่มาขอเหรียญเงินจากเขาไม่กี่เหรียญเขาก็พาเด็กน้อยทั้งสองออกมาเดินเล่นในงานเทศกาล เพราะว่าหวงจื่อหานออกไปคุยธุระนอกจากนี้เขายังมีความสุขที่ได้ใช้เวลาร่วมกับหลานๆ
ไม่ว่าพวกเธอจะอยากกินอะไรเขาก็ซื้อให้โดยไม่รีรอ
แม้ว่าในตอนแรกฮุ่ยเอ๋อจะยังเกรงใจอย่างมากแต่พอโดนเขาคะยั้นคะยอไปสักพักเด็กน้อยก็ยอมรับขนมไปแบ่งกันกินกับถังเย่เย่ด้วยความสุข
พวกเขาเดินเล่นกันไปเรื่อยจนเกือบจะถึงท้ายหมู่บ้าน
แม้ว่าถังเทียนจี๋จะกำลังสนุกแต่นั่นก็ทำให้เขาพลาดการประลองสะเทือนฟ้าสะเทือนดินของไป่ฟานเซียนและเซี่ยซูเหยาไป
แม้จะรีบกลับมาหลังจากที่รู้ข่าวแต่เพราะต้องดูแลเด็กๆทั้งสองคนไปด้วยเขาจึงกลับมาไม่ทันทั้งการต่อสู้ของสองคนนั้นยังลุกลามและย้ายสถานที่ไปเรื่อยถังเทียนจี๋จึงไม่สามารถจะตามไปดูตอนจบ
เมื่อได้ยินว่าท่านปรมาจารย์ไป่สามารถเอาชนะได้อย่างท่วมท้นหัวใจของถังเทียนจี๋ก็พองโตด้วยความยินดี ถ้าขนาดปรมาจารย์เซี่ยยังสู้ไม่ได้หมายความว่าตระกูลถังได้รับเบื้องหลังที่แข็งแกร่งสุดๆมาแล้วจริงๆสินะ?
แต่ถึงจะดีใจถังเทียนจี๋ก็ยังสมกับที่เป็นนายใหญ่ตระกูลถังข่าวคราวนี้ย่อมต้องไปถึงตระกูลเซี่ยแห่งภาคเหนือแล้วแน่นอนเพื่อป้องกันเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝันระหว่างทางกลับเขาได้โทรไปสั่งการให้คนของตัวเองมาเตรียมตัวอยู่ภายนอกหุบเขาเอาไว้เสียเนิ่นๆ
เพราะถ้าตระกูลเซี่ยเกิดโกรธและรับไม่ได้ด้วยอำนาจของตระกุลใหญ่ในภาคเหนือแน่นอนว่าย่อมมีเหล่าผู้ฝึกตนยอมเคลื่อนไหวเพื่อพวกเขามากมายแน่
ถังเทียนจี๋ใบหน้าปรากฏความเครียดเมื่อเขากลับมาถึงโรงแรมก็พบกับหวงจื่อหานกำลังเตรียมชาและอาหารชั้นดีเอาไว้ในห้องของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว
“หวงจื่อหานอาหารเกินมาชุดหนึ่งรึเปล่า?”
ถังเทียนจี๋ถามอย่างประหลาดใจตรงข้ามกับเด็กๆที่เข้ามาดูอาหารหน้าตาน่าทานที่พึ่งปรุงขึ้นสดๆด้วยความสนใจ
“นี่พอดีสำหรับทุกคนเลยล่ะครับนายใหญ่” หวงจื่อหานหัวเราะด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
“รอสักครู่นะครับ ท่านปรมาจารย์ไป่กำลังแช่น้ำร้อนอยู่อีกห้องหนึ่งเดี๋ยวก็คงกลับมาแล้ว” ประโยคนี้นอกจากพูดกับนายใหญ่ของตนแล้วเขายังบอกกับเด็กน้อยทั้งสองคนด้วย
“หนูก็อยากไปแช่น้ำด้วย!”
ถังเย่เย่ชูมือขึ้นด้วยสองแขนดวงตาของเธอเป็นประกายขณะที่รีบวิ่งเปิดประตูไปอีกห้อง เพราะพึ่งออกไปเที่ยวเล่นมาทั้งตัวจึงเหนียวเหนอะเธอจึงอยากจะไปอาบน้ำเช่นกัน
แต่เพราะความไม่ระวังทำให้ยามที่เธอเปิดประตูเลื่อนของโรงแรมถังเย่เย่กลับชนเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งในชุดคลุมของโรงแรมเข้าจนเกือบจะล้มลงไป
แต่หญิงสาวคนนั้นก็ปฏิกิริยารวดเร็วเธอขยับตัวเพียงนิดเดียวก็คว้าเอวของเด็กน้อยเอาไว้ได้ก่อนที่จะล้มจนก้นจ้ำเบ้า
“เป็นอะไรไหมคะ?”
หญิงสาววางถังเย่เย่บนพื้นแล้วก้มลงถามด้วยความเป็นห่วงท่าทางของเธอเก้ๆกังๆราวกับไม่คุ้นชินที่จะสัมผัสร่างกายของคนอื่น ถังเย่เย่มองหญิงสาวคนนั้นอย่างงุนงงเพราะเธอพึ่งเปิดประตูออกมาจากห้องของนายหญิงไม่ใช่หรือ?
ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร?
ไม่ใช่แค่เด็กน้อยแต่ถังเทียนจี๋ที่หันไปมองถึงกับตกตะลึงจนพรวดพราดลุกขึ้นมาเขาไม่คิดไม่ฝันว่าผู้หญิงคนนี้จะมาอยู่ที่นี่!
นางพญาแม่ม่ายแดงปรมาจารย์เซี่ยซูเหยา!
“ฮุ่ยเอ๋อ! ถอยมาหาปู่!” นายใหญ่ตระกูลถังเรียกหลานสาวอย่างลนลานเรื่องที่เขากังวลมันกลับเกิดขึ้นกะทันหันจนไม่ทันตั้งตัว
หรือตระกูลเซี่ยจะมาแก้แค้นเร็วขนาดนี้!?
“...พวกเจ้าเอะอะโวยวายอะไรกัน?”
แต่ก่อนที่ถังเทียนจี๋จะพุ่งเข้าไปดึงตัวหลานสาวออกมาเสียงราบเรียบสูงส่งอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากนอกประตู เซี่ยซูเหยารีบหลีกทางให้ขณะที่จ้องมองหญิงสาวที่เดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเอียงอาย
เป็นไป่ฟานเซียน!
ถังเทียนจี๋มองทั้งสองคนซ้ายทีขวาทีอย่างตกตะลึง! ทำไมพวกเธอถึงดูญาติดีกันทั้งที่พึ่งจะตีกันจนหมู่บ้านแทบถล่มชายชราหันไปหาพ่อบ้านคู่ใจด้วยสายตาสับสน
ซึ่งสิ่งที่เขาได้รับกลับมาก็คือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเบาๆของหวงจื่อหานที่ไม่มีความกังวลใจเลยสักนิด!
นี่ทำคนแก่อย่างเขาสับสนไปหมดแล้ว!