“นี่คือพลังที่น่าทึ่งของสัตว์อสูรกร่อนจิต มันส่งผลกระทบต่อวิญญาณได้! เฟิงอู่เทียนคิดว่าตัวเองเป็นสัตว์อสูรกร่อนจิต เวลานี้เมื่อเห็นว่าสัตว์อสูรอีกตัวกำลังจะตาย เขาจึงรู้สึกเกรี้ยวกราดขึ้นมา”
เมื่อเห็นว่าเฟิงอู่เทียนกวาดตามองไปรอบ ๆ ด้วยความดุร้าย หลิงซีจึงเอ่ยขึ้น
“ไม่แปลกใจเลยที่ผู้หญิงคนนั้นรีบออกห่างจากสัตว์อสูร แม้ว่าฉู่ยวิ๋นเหยาจะสามารถสร้างความโกลาหลได้ แต่ดูเหมือนนางจะมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่พอตัวเช่นกัน”
หลงเฉินไม่ชอบผู้หญิงเช่นนี้เอาเสียเลย เขาชอบผู้หญิงอย่างหยางหลิงชิงที่ดื้อรั้นและบริสุทธิ์ หรือหลิงซีที่ไร้เดียงสาและน่ารักมากกว่า
ระหว่างนั้น ทุกคนต่างนิ่งเงียบและเฝ้ามองเฟิงอู่เทียนเหาะไปรอบสัตว์อสูรพร้อมกับคำรามออกมาเป็นระยะ แม้แต่ฉู่ยวิ๋นเหยายังล่าถอยไปข้างหลังในขณะที่คนอื่น ๆ ไม่กล้าขยับเขยื้อน
“พวกเราลองร่วมมือกันจัดการกับเฟิงอู่เทียนดีไหม?” คนหนึ่งแนะนำ
“ไม่ได้หรอก ถ้าทำเช่นนั้นพวกเราอาจพลั้งมือฆ่าเขาได้ เฟิงอู่เทียนเป็นเหมือนกับสมบัติล้ำค่าของสำนักสุริยันมรกต หากเขาตายขึ้นมา เราคงแก้ตัวกับทางสำนักลำบากแน่”
นี่คือสิ่งที่ยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ต่างวิตกกังวล ฉู่ยวิ๋นเหยาที่ควรเป็นผู้นำกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แววตาเยือกเย็นของนางจับจ้องไปที่เฟิงอู่เทียนพลางคิดในใจ
‘ใครอยากจะจัดการกับเขาก็ตามใจเถอะ ต่อให้ไม่ทำเช่นนั้น เมื่อการสิงสู่หมดฤทธิ์เขาก็จะหมดสติไปอยู่ดี แล้วกระบี่แก้วสิขรก็จะตกเป็นของข้า’
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฉู่ยวิ๋นเหยาก็นำคนจากสำนักสุริยันมรกตล่าถอยไปด้านหลังและคอยจับตามองอยู่ไกล ๆ แต่ไม่ได้ออกไปจากบริเวณนั้น ในที่สุดดวงตากระหายเลือดของเฟิงอู่เทียนก็หันไปมองคนอื่น ๆ แทน
“ถอย!”
ผู้นำจากสำนักอื่น ๆ ต่างพาคนของตนเองถอยตามออกไปเมื่อเห็นฉู่ยวิ๋นเหยาล่าถอย ด้วยเกรงว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย พวกที่ยังไม่ถอยมีเพียงกลุ่มของสำนักสุริยันมรกต หากไม่มีเฟิงอู่เทียน หลิวหลิงจึงไม่ต้องการจากไปไหนและยังคงโจมตีต่อไป เป็นเหตุให้ทุกคนรู้สึกร้อนใจไปตาม ๆ กัน
“คุณหนูหลิงเอ๋อร์ พวกเราต้องรีบไปแล้ว เมื่อระยะเวลาสิงสู่ของพี่อู่เทียนหมดลง เขาก็จะได้สติและกลับมาเป็นปกติเองนั่นแหละ!”
แต่ถึงกระนั้น หลิวหลิงก็ยังไม่อยากถอยไปไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็ตาม ดวงตาของนางรื้นไปด้วยน้ำตาขณะที่จับจ้องไปยังเฟิงอู่เทียน ใจหนึ่งนางก็รู้สึกเจ็บปวด อีกใจหนึ่งนางก็ไม่คาดคิดว่าบุรุษผู้ไร้เทียมทานสำหรับนางจะต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชถึงเพียงนี้
“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้... จริงสิ เป็นเพราะนังผู้หญิงชั่วคนนั้น!”
เมื่อนึกถึงฉู่ยวิ๋นเหยา แววอาฆาตที่แสนเย็นชาก็ปรากฏวาบในดวงตาของหลิวหลิง ระหว่างนั้น นอกจากคนของสำนักสุริยันมรกตแล้วทุกคนต่างล่าถอยไปหมด ในสายตาของเฟิงอู่เทียน เมื่อคนจากสำนักสุริยันมรกตยังคงยืนเด่นอยู่ตรงหน้า ดวงตาที่ปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำสนิทจึงจับจ้องไปที่พวกเขา
กรร…
ทันใดนั้นเอง เขาก็พุ่งตัวด้วยความเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อราวกับลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศรและกระโจนเข้าใส่คนจากสำนักสุริยันมรกต เมื่อเห็นความกระหายเลือดในดวงตาของเขา ทุกคนต่างก็รู้สึกตระหนกตกใจ ก่อนที่จะปะทะกับเฟิงอู่เทียน ยอดฝีมือในระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ผู้หนึ่งก็กระโจนออกมา
“พาหลิวหลิงหนีไป!”
ไม่ว่าอย่างไร หลิวหลิงก็เป็นบุตรสาวของหลิวเยวี๋ยน - ผู้อาวุโสแห่งสำนักสุริยันมรกต ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องปกป้องนาง ขณะพูดอยู่นั้น เขาก็ประมือกับเฟิงอู่เทียนแล้ว
“เฟิงอู่เทียน ได้สติเสียทีเถอะ!”
หมัดที่ดังกึกก้องถูกเหวี่ยงออกมา คลื่นพลังรุนแรงกระแทกเข้าใส่เฟิงอู่เทียนอย่างฉับพลันทันที! เมื่อเห็นคนว่าผู้นั้นกล้าสู้กับเขา เฟิงอู่เทียนจึงร้องคำรามและปีกวิหคเพลิงสีแดงก็ปรากฏขึ้นที่หลังของเขาอีกครั้ง
ด้วยการกระพือปีกเพียงครั้งเดียว ความเร็วของเฟิงอู่เทียนก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ในเวลานี้ พญาวิหคเพลิงปรากฏขึ้นบนมือของเฟิงอู่เทียน แรงกดดันอันรุนแรงปะทุขึ้น เห็นได้ชัดว่ามันคือหนึ่งในกระบวนท่าของ [บัญญัติวิหคแดง] ที่เฟิงอู่เทียนเคยใช้ในการต่อสู้กับสัตว์อสูรกร่อนจิตก่อนหน้านี้
มันคือ [ขนวิหคผนึกวิญญาณ] และเป็นการโจมตีที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เวลานี้ขนวิหคเพลิงก่อร่างขึ้นราวกับลูกธนูจำนวนนับไม่ถ้วนและพุ่งเข้าใส่ยอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์ที่พยายามขัดขวางเฟิงอู่เทียนผู้นั้น
เห็นได้ชัดว่าผู้ใดมีฝีมือเหนือกว่า ทุกคนในสำนักสุริยันมรกตต่างรู้สึกตื่นตระหนกและเศร้าสลด เพราะยอดฝีมือผู้นั้นถูกแผดเผาจนกลายเป็นตอตะโกโดยไม่ทันได้ปริปาก ร่างไหม้เกรียมของเขาทรุดลงกับพื้น
“พี่หลิว!”
ทุกคนร้องตะโกนด้วยความโศกเศร้า แต่พวกเขาก็มีเวลาไม่มากนัก หลังจากที่เฟิงอู่เทียนสังหารคนผู้นั้นแล้ว เขาก็ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวและกระโจนเข้าใส่หลิวหลิงและคนอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง!
“หนีเร็ว!”
เวลานี้ไม่มีผู้ใดสนใจหลิวหลิงอีกแล้ว พวกเขาพยายามดึงนางอยู่หลายครั้งแต่เมื่อเห็นว่านางไม่ยอมขยับเขยื้อน พวกเขาจึงยอมแพ้และวิ่งหนี เมื่อการเอาชีวิตรอดนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ นั่นก็หมายความว่ามีหลิวหลิงเท่านั้นที่ถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับเฟิงอู่เทียนเพียงลำพัง
“พี่อู่เทียน...”
หลิวหลิงกำลังหน้าซีดเผือด ยืนงุนงงพลางจ้องมองไปยังเฟิงอู่เทียนที่ดวงตาเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและเย็นชา ช่างโชคร้ายที่เฟิงอู่เทียนจำนางไม่ได้และเห็นหลิวหลิงยืนอยู่เพียงลำพัง ในเมื่อทุกคนหนีไปหมดแล้ว ดังนั้นความกระหายเลือดของเขาจึงพุ่งเป้าไปที่หลิวหลิงทันที!
เมื่อสัมผัสได้ถึงความกระหายเลือดของเฟิงอู่เทียน หลิวหลิงรู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก ในเวลานี้นางตระหนักได้ว่าพื้นที่ว่างเปล่าแห่งนี้มีเพียงนางและเฟิงอู่เทียนเท่านั้น เฟิงอู่เทียนที่เคยทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นปีศาจร้ายที่พยายามจะคร่าชีวิตนาง!
ความกระหายเลือดอันเย็นเยียบพุ่งเป้ามาที่ร่างสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงของนาง ในระหว่างนั้น เฟิงอู่เทียนก็ร้องคำรามอย่างดุร้ายและพุ่งเข้าใส่นาง หลิวหลิงร้องออกมาอย่างน่าสมเพช ด้วยอารามตกใจนางทำได้เพียงยกมือขึ้นมาบังหน้าเอาไว้และยืนตัวสั่นอยู่อย่างนั้น…
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น หลิวหลานส่ายศีรษะและเตรียมจะลงมือเพื่อช่วยหลิวหลิง และค่อยประกาศให้คนในสำนักสุริยันมรกตถอนตัวจากการแข่งขันแย่งชิงกระบี่แก้วสิขร อย่างไรก็ตาม ชั่วขณะนั้นเองที่ร่างสีแดงร่างหนึ่งพุ่งตัวไปด้านหน้าหลิวหลิงด้วยความเร็วที่เกินกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์จะทำได้ เขาขัดขวางเฟิงอู่เทียนเอาไว้ในทันที!
เมื่อนั้นหลิวหลานจึงยั้งฝีเท้าเอาไว้และจับจ้องไปที่ร่างสีแดงด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นได้ถนัดตา หลิวหลานก็อ้าปากค้าง สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
‘เป็นหลงเฉินไปได้อย่างไรกัน?’
หลิวหลานตระหนักดีว่าความเร็วเช่นนั้นจะต้องเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างมาก เมื่อเห็นว่าเป็นหลงเฉิน นางจึงรู้สึกตื่นตะลึงไม่น้อย
‘เขาไม่ได้ถูกฆ่าแต่กลับซ่อนตัวอยู่ในเงามืดจนถึงตอนนี้งั้นรึ? อีกครั้งแล้วที่เขามักจะหลบซ่อนและปรากฏตัวออกมาในชั่วขณะสุดท้ายเพื่อจู่โจมผู้อื่น อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งที่เจ้ามีอยู่น้อยนิดนั้นไม่เพียงพอให้เจ้าเอาชนะเฟิงอู่เทียนและชนะใจของน้องสาวข้าได้หรอก’
ทว่าหลิวหลานเข้าใจนั้นผิดไปอย่างสิ้นเชิง นางคิดว่าจุดประสงค์ของหลงเฉินในการช่วยหลิวหลิงเพราะเขาชื่นชอบและต้องการได้ความรักจากนาง
'การช่วยเหลือหญิงสาวที่กำลังตกที่นั่งลำบาก' ย่อมได้ผลเสมอ แต่นั่นมิใช่จุดประสงค์ของเขาเลยสักนิด
“ผู้คุ้มกฎหลิว นักรบอสูรผู้นั้นมาจากสำนักใดกัน?”
“เขาคือผู้ติดตามของสำนักสุริยันมรกตของข้าเอง”
พวกเขาเคยเห็นหลงเฉินมาก่อน แต่ไม่ใช่ในร่างวิญญาณมังกร พวกเขาเพียงแค่ถามให้คลายสงสัย
“สำนักสิริยันมรกตอีกแล้วรึ ฮ่าฮ่า เด็กคนนั้นไม่เห็นรึอย่างไรว่ายอดฝีมือระดับแก่นมนุษย์ขั้นสมบูรณ์เพิ่งตายด้วยฝีมือของเฟิงอู่เทียนไปเมื่อครู่?”
นอกจากคนที่อยู่รอบตัวหลิวหลานแล้ว คนอื่น ๆ ก็สังเกตเห็นการปรากฏตัวของหลงเฉินเช่นกัน ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเขาต่างรู้สึกสับสน ฉู่ยวิ๋นเหยารู้สึกงุนงงที่จู่ ๆ ก็มีนักรบอสูรปรากฏตัวขึ้น นางเอ่ยถามผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ ด้วยความสับสนก่อนที่จะมีบางคนนึกอะไรขึ้นมาได้
“ข้าจำได้ว่ามีนักรบอสูรคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าสำนักสุริยันมรกต ชื่อของเขาคือหลงเฉิน และดูเหมือนเขาจะมีเรื่องบาดหมางกับเฟิงอู่เทียน วันแรกที่เข้ามาในมิติห้วงนภาแห่งนี้เขาก็ถูกเฟิงอู่เทียนไล่ล่า ไม่คิดเลยว่าเขาจะมาปรากฏตัวเอาป่านนี้”
‘หลงเฉินงั้นรึ?’ ฉู่ยวิ๋นเหยาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่นางก็ไม่ได้ติดใจอะไร นางจับจ้องไปที่หลงเฉินด้วยความสนใจและคาดหวังว่าเขาจะมีความสามารถ ทว่าผู้ที่รู้สึกตกใจกับการปรากฏตัวของหลงเฉินมากที่สุดคือหลิวหลิงที่อยู่ด้านหลังของเขานั่นเอง
นางจับจ้องไปที่หลงเฉินด้วยความงุนงงและตัวสั่นเทิ้ม ก่อนหน้านี้หลงเฉินหนีรอดจากกลุ่มสำนักสุริยันมรกตไปได้ อีกทั้งยังเคยสั่งสอนหลิวหลิงอย่างไร้ความปรานี นางต้องการหั่นเขาเป็นพัน ๆ ชิ้น ทว่าในตอนนี้ เขากลับปรากฏตัวขึ้นและช่วยนางไว้จากประตูแห่งปรโลก…
หลิวหลิงเชื่อว่าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น จะต้องเป็นหลงเฉินที่ลงมือสังหารนางและเฟิงอู่เทียนก็เป็นฝ่ายสั่งสอนเขาอย่างโหดเหี้ยม นั่นคือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่นางคิดไว้กลับตาลปัตรและยากเกินกว่าที่นางจะยอมรับได้
ตอนนั้นเอง หลงเฉินก็หันกลับมาและแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย
“นี่ ที่ข้าตีเจ้าไปยังเจ็บอยู่หรือไม่? เจ้าจะว่าอย่างไรหากข้าจะตีเจ้าอีก? ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่คิดเงินเจ้าแพงนักหรอก...”
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มชั่วร้ายผู้นี้มองนางด้วยรอยยิ้มยียวน หลิวหลิงตระหนักดีว่าตนเองในตอนนี้ไม่สามารถรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาได้ นางมองหลงเฉินอย่างงุนงงและไม่แน่ใจว่าควรทำเช่นไร เวลานี้ นางเห็นเฟิงอู่เทียนพุ่งเข้าใส่หลงเฉินด้วยความเกรี้ยวกราด นางมองจากหางตาและร้องตะโกนออกมา
“ระวัง!”
“ไม่ต้องห่วง”
หลงเฉินตอบและหันกลับไป จากนั้นก็เห็นว่าร่างของเฟิงอู่เทียนกำลังใกล้เข้ามาเต็มที…
“เฟิงอู่เทียน ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้สู้กับเจ้าอีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้ ในเมื่อข้าบรรลุถึงระดับแก่นมนุษย์ขั้นต้นแล้ว อยากรู้นักเชียวว่ายัยวิกลจริตหลิวหลานนั่นจะทำสีหน้าอย่างไรเมื่อเห็นข้าเอาชนะเจ้าได้ต่อหน้าต่อตา...”
********************