มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 82 แผนรับมือของชิงหวง

    บทที่82 แผนรับมือของชิงหวง

             

            “เจ้าคนฉวยโอกาสปล่อยมือจากคุณหนูข้า"

            เสียงเจื้อยแจ้วของสตรีนางหนึ่งดังขึ้นทำให้ฮุ่ยจวินได้สติแลรีบถอนมือคืนกลับในทันที เป็นเพราะช่วงชีวิตที่ตกระกำลำบาก ทั้งยังต้องติดอยู่ในหุบเหวลึกมาอีกห้าปีการได้เห็นสิ่งสวยงามจึงล้วนเป็นสิ่งที่ดึงดูดต่อมันยิ่งนัก จึงมิแปลกที่มันจะถูกความงดงามของสถานที่แห่งนี้ดึงดูดรวมถึงความงดงามของสตรีสะคราญโฉมตรงหน้าด้วย

             

            คนเราล้วนชอบชมมองสิ่งสวยงามแต่ก็มิได้หมายว่าต้องการครอบครองสิ่งนั้นทั้งหมด ฮุ่ยจวินก็เป็นเช่นนี้ อีกทั้งมันก็มิได้มีจิตเจตนาจะล่วงเกินสตรีตรงหน้าแต่อย่างใด

             

            “ขออภัยแม่นางข้าเพียงต้องการจะซื้อโสมเท่านั้น มิได้มีเจตนาที่ไม่ดีอันใด"

             

            สตรีรับใช้ข้างกายนางคิดกล่าวต่อว่าฮุ่ยจวินอีกคำรบแต่สตรีสะคราญโฉมกลับยกมือขึ้นห้ามแล้วกล่าวว่า

            “ข้ารู้ว่าท่านมิได้เจตนา”

            ก่อนนางจะมองโสมที่เหลืออยู่หมัดเดียวซึ่งวางอยู่บนแผงไม้หน้าร้านโอสถจึงกล่าวต่อ

            “แต่โสมนี้มีความสำคัญต่อข้าวันนี้ท่านคงต้องผิดหวังแล้ว"

             

            ฮุ่ยจวินรู้ถึงสรรพคุณตัวยาดีแม้มิได้โสมนั่นมันก็สามารถนำสมุนไพรหลายชนิดมาผสมรวมปรุงยาบำรุงชั้นเลิศได้ ดังนั้นมันจึงกล่าว

            “เชิญแม่นาง

             

            แล้วมันก็หันไปหยิบตัวสมุนไพรหลากชนิดขึ้นมาสูดดมโดยตัวสมุนไพรที่มันหยิบคือตัวยาที่มิได้รับความสนใจจากผู้คนในที่แห่งนี้มากเท่าไหร่เพราะมันล้วนเป็นตัวสมุนไพรที่แปลกประหลาดและยากรู้สรรพคุณ อาจมีเพียงคนที่ศึกษามาอย่างจริงจังรวมถึงแพทย์ชั้นสูงเท่านั้นที่รู้

             

            แต่สตรีสะคราญโฉมนางนั้นก็ดูจะรู้เรื่องของตัวยามิน้อยเมื่อนางเห็นฮุ่ยจวินเลือกหยิบตัวสมุนไพรมากมายและแปลกประหลาดเหล่านั้นขึ้นมา ซึ่งการเลือกเอาชนิดแลจำนวนของแต่ละสมุนไพรก็ดูได้ทันทีว่ามันต้องเป็นวิชาแพทย์ชั้นสูงเพราะสัดส่วนของตัวสมุนไพรที่มันหยิบจับแต่ละชนิด หากถูกนำมาปรุงเป็นยาก็จะได้ยาชั้นดีหากทำยาบำรุงก็จะได้ยาบำรุงที่ดีกว่าโสมมัดนี้ในมือนางเสียอีก

             

            สตรีนางนั้นจึงขมวดคิ้วมองฮุ่ยจวินด้วยความสนใจนางรู้สึกไม่คุ้นหน้าของบุรุษหนุ่มผู้นี้ ในบึงลี้ลับผู้ที่เป็นวิชาแพทย์มีไม่มาก ยิ่งเป็นวิชาแพทย์ขั้นสูงที่ถึงขนาดปรุงยาชั้นเลิศเองก็มีเพียงนับนิ้วได้ซึ่งคนเหล่านั้นล้วนมีชื่อเสียงและมีอายุที่แก่ชรามากแล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับนางสามารถทำเช่นนั้นได้หรือหากทำได้จะเป็นไปได้อย่างไรที่บึงลี้ลับแห่งนี้จะไม่ปรากฏชื่อเสียงของมัน

             

            บุรุษหนุ่มผู้นี้เป็นใครหรือมันเพียงแค่มาซื้อหาสมุนไพรตามเทียบยาที่ได้รับการไหว้วานจากแพทย์ชั้นสูงเท่านั้น

             

            ด้านฮุ่ยจวินเมื่อเลือกตัวยาสมุนไพรได้แล้วก็ใช้จ่ายเงินตราแลกเปลี่ยนที่มีแต่เพราะเงินตราของที่นี่แตกต่างจากภายนอก พวกมันใช้แร่มีค่าชนิดหนึ่งสำหรับแลกเปลี่ยนทำให้ฮุ่ยจวินจ่ายถูกจ่ายผิดอยู่หลายครั้งค่อยลงตัว ซึ่งนับเป็นข้อสังเกตุอย่างหนึ่งแก่สตรีสะคราญโฉมนางนั้น

             

            กว่าฮุ่ยจวินจะจับจ่ายแลกเปลี่ยนเสร็จสรรพสตรีสะคราญโฉมพร้อมกับหญิงรับใช้ก็ได้จากไปแล้ว ฮุ่ยจวินได้ตัวสมุนไพรมาก็มัดเก็บใส่ถุงมองดูดวงอาทิตย์ที่เริ่มสาดแสงแรงกล้าก็รู้ว่าตนเสียเวลามากแล้ว บุรุษชราชิงหวงที่ย้ำเตือนว่าต้องรีบติดตามไปอาจคอยอยู่เช่นนั้นชายหนุ่มจึงรีบมุ่งไปยังหอเก๋งสิบแปดชั้นที่อยู่กลางบึงน้ำอันเป็นจุดศูนย์กลางของเมืองที่งดงามแลแปลกตาแห่งนี้ทันที

             

            เดินบนทางไม้ได้มินานก็ปรากฏหอเก๋งอันตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าพร้อมกับเหล่าคนที่อยู่ในชุดคลุมที่หลากหลาย เพียงมองด้วยตาเปล่าและประเมินจากท่าทีพวกมันก็คงเป็นเหล่าบริวารของพรรคและตระกูลที่แบ่งอาณาเขตการปกครองในบึงลี้ลับแห่งนี้เป็นแน่

             

            ฮุ่ยจวินเดินผ่านคนเหล่านั้นเพื่อจะเข้าไปยังหอเก๋งทว่ากลับมีคนในชุดนักพรตสีเทากั้นขวาง ฮุ่ยจวินนึกถึงคำกล่าวของชิงหวง มันจึงล้วงป้ายประจำพรรคปธุมอัคคีพร้อมเทียบเชิญออกมานักพรตชุดเทาทั้งสองที่เฝ้าอยู่ทางเข้าหอเก๋งต่างขมวดคิ้วพร้อมเพรียง แต่สุดท้ายพวกมันก็ต้องปล่อยให้ฮุ่ยจวินผ่านเข้าไป

             

            “ชั้นสิบแปด"

             

            นักพรตชุดเทาผู้หนึ่งกล่าวคำขึ้นฮุ่ยจวินก็สามารถเข้าใจได้ทันทีว่าสถานที่ที่ชิงหวงรออยู่คงเป็นที่นั่น เมื่อเข้าสู่หอเก๋งได้มันจึงมิชักช้าใช้ออกด้วยท่าเท้าเหยียบม่านเมฆา ชั่วครู่เดียวมันก็ไปถึงชั้นบนสุดอันเป็นชั้นที่สิบแปดของหอเก๋งแล้ว

             

            ฮุ่ยจวินเพียงแง้มประตูเปิดอย่างเงียบเชียบแรงกดดันของมวลพลังธรรมชาติที่คับคั่งปั่นป่วนก็คล้ายปกคลุมลงยังตัวของมันทันที สถานที่แห่งนี้มิได้น่ากลัวทว่าเหล่าคนที่อยู่ภายในกลับน่ากลัว แต่ละคนล้วนปลดปล่อยแรงคุกคามออกมาอย่างไม่ลดละพยายามใช้พลังอำนาจของตนเองกดข่มผู้อื่นอยู่ตลอด เช่นนั้นภายในห้องแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยความตรึงเครียดแลความกดดันที่ยากจะรับมือ

             

            ฮุ่ยจวินเข้ามาอย่างเงียบเชียบประตูก็ปิดลงอย่างเงียบเชียบจนยังมิทันได้มีใครสังเกตุเห็นการมาของมัน มองหาชิงหวงและประมุขพรรคปธุมอัคคีก็เห็นร่างของบุรุษหนุ่มวัยสิบแปดผู้เป็นนายน้อยของพรรคปธุมอัคคีกำลังหลบอยู่ด้านหลังของย่าผู้เป็นประมุขด้วยอาการสั่นพร่าอยู่

             

            บุรุษหนุ่มคงถูกพลังกดดันปกคลุมจนมิอาจต้านทาน

             

            บุรุษวัยห้าสิบในชุดคลุมสีม่วงผู้มีผมขาวโพลนทุกเส้น มันกำลังจ้องมองจางเยี่ยนจือแล้วกล่าวอย่างต่อเนื่อง มิทราบก่อนหน้ามันกล่าวอะไรไปแล้วบ้างแต่คำกล่าวหลังจากนี้ของมันดูได้ใจแลได้โอกาสอยู่ไม่น้อย

             

            “พรรคท่านทำงานผิดพลาดมิอาจปกป้องน่านน้ำตามหน้าที่ได้ ตอนนี้มีคนนอกบุกรุกเข้ามาได้แล้ว ไม่รู้ว่าพวกมันจะพบหนทางเข้าสู่บึงลี้ลับเมื่อไหร่"

             

            ชิงหวงก้าวเดินออกมาเบื้องหน้าของจางเยี่ยนจือพร้อมกล่าว

            “ประมุขหูมิใช่ว่ามีคนก่อกวนหรอกหรือ"

            หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะเหลือบมองบุรุษวัยห้าสิบผู้มีผมขาวโพลนแล้วกล่าวต่อ

             “แทนที่จะช่วยกันขัดขวางคนนอกแต่กลับไปขัดขวางพวกเดียวกันเองจะให้เรียกว่าอย่างไรดี"

             

            บุรุษผมขาววัยห้าสิบผู้นี้มีนามว่าหูจื้อเหว่ย ประมุขแห่งพรรคบุปผาพิษม่วง แต่ยังมิทันที่มันจะว่ากล่าวสิ่งใดต่อบุรุษเจ้าสำอางนาม หูเหวินซู ซึ่งเป็นบุตรชายของมันก็กล่าวขึ้นก่อน

            “เจ้านับเป็นตัวอะไรถึงกล้ากล่าวกับบิดาข้าโดยไร้ความเคารพเช่นนี้”

             

            ฮุ่ยจวินจดจำได้บุรุษเจ้าสำอางผู้นี้ก็คือบุรุษที่ไร้สัจจะแลคิดสังหารชิงหวงที่แม่น้ำร้อยลี้ทางตอนใต้ผู้นั้น

             

            ชิงหวงกล่าว

            “ข้าเคารพในผู้ที่สมควรเคารพ"

             

            บุรุษเจ้าสำอางนามหูเหวินซูถลึงตาขึ้น

            “เจ้า!"

             

            หูจื้อเหว่ยบิดามันก็ยกมือขึ้นห้ามก่อนที่บุรุษผมขาวผู้นี้จะกล่าวด้วยรอยยิ้มที่แฝงความเย็นชา

            “ทำผิดพลาดแล้วอ้างเรื่องอื่นนี่สมควรจะให้ผู้อื่นยอมรับหรือ”

            แล้วมันก็กวาดสายตาไปมองประมุขพรรคและผู้นำตระกูลใหญ่ทุกคนพร้อมกล่าวต่อ

            “พวกท่านทุกคนก็ได้เห็นพรรคปธุมอัคคีทำหน้าที่ผิดพลาด ผิดพลาดครั้งที่หนึ่งย่อมต้องมีครั้งที่สอง หน้าที่อันสำคัญในการดูแลประตูและปกป้องน่านน้ำแห่งนี้สมควรจะยกให้ผู้มีศักยภาพที่เพียงพอทำหน้าที่แทนแล้ว”

             

            จางเยี่ยนจือและชิงหวงรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามพยายามจะลดบทบาทหน้าที่แลอำนาจความสำคัญของพวกตนลงอย่างถึงที่สุดชิงหวงจึงกล่าวย้อนถาม

            “แล้วผู้ที่มีศักยภาพเพียงพอคือใครหรือ?"

             

            หูจื้อเหว่ยจึงผายมือไปทางสตรีวัยสี่สิบเศษในอาภรณ์สีเทาหม่นปักลวดลายเมฆาพริ้วไหวซึ่งนางก็คือประมุขพรรคม่านมายา นามหลิวฟางอิ่ง แล้วกล่าว

            “พรรคม่านมายามีหน้าที่อำพรางสถานที่พร้อมดูแลค่ายกลในแม่น้ำร้อยลี้อยู่แล้วตลอดมามิเคยผิดพลาด หากให้ภาระอันสำคัญในการดูแลประตูและปกป้องน่านน้ำแห่งบึงลี้ลับย่อมจะเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด”

             

            ชิงหวงก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “แต่คนนอกก็สามารถฝ่าม่านหมอกผ่านค่ายกลมาได้มิใช่หรือ หากเพิ่มหน้าที่แก่ประมุขหลิวก็อาจเพิ่มความลำบากแก่นางขึ้นไปอีก”

             

            หลิวฟางอิ่งจึงพลันกล่าวขึ้น

            “ผิดแล้วผู้อาวุโสชิงพวกเรายังจัดการผู้บุกรุกไปได้ส่วนหนึ่ง แต่เพราะมิอยากแสดงตนแลใช้ทุกสิ่งที่มีมากเกินไปจนผิดสังเกตุข้าจึงต้องปล่อยให้มีสิ่งหลุดรอดเข้ามา แต่สภาพก็ไม่สู้ดีมากแล้ว ทว่าทั้งที่ผู้บุกรุกมีสภาพเช่นนั้นพรรคปธุมอัคคีท่านก็มิอาจจัดการให้สิ้นซาก เห็นทีว่าเมื่อไร้ประมุขคนก่อนและนายน้อยผู้เป็นอัจฉริยะพรรคปธุมอัคคีก็ใช้การมิได้แล้ว"

             

            ฝั่งพันธมิตรของพรรคปธุมอัคคีอันประกอบด้วยพรรคธารเทวะและตระกูลโจวแม้จะรู้ว่าพรรคปธุมอัคคีมิได้แข็งแกร่งดังเดิมแล้ว แต่เพื่อให้อำนาจหน้าที่และบทบาทของฝ่ายตนยังคงอยู่แลสามารถทานอำนาจกับฝ่ายตรงข้ามได้พวกมันจึงออกหน้า

             

            บุรุษวัยห้าสิบเศษที่มีใบหน้าคมคายประมุขพรรคธารเทวะ นามหยางเฉิง กล่าวย้อน

            “เช่นนั้นหน้าที่นี้พวกท่านจึงเหมาะสมกว่าอย่างนั้นหรือ"

             

            บุรุษชราวัยหกสิบผู้นำตระกูลโจว นามโจวซุ่น กล่าวเสริม

            “แล้วพวกท่านมองข้ามตระกูลโจวของพวกเราหรือแม้แต่พรรคธารเทวะได้อย่างไร"

             

            บุรุษชราที่มีใบหน้าราวกับอสรพิษผู้ซึ่งเป็นประมุขแห่งพรรคอสรพิษวารี นามอู๋เจี๋ยกล่าวขึ้น

            “พวกท่านล้วนมีภาระหน้าที่อันสำคัญอยู่แล้วทั้งหน้าที่ก็มิได้สอดคล้องกันจะเทียบกับพรรคม่านมายาได้หรือ”

             

            โจวซุ่นกล่าวว่า

            “แล้วท่านเอาสิ่งใดมาเทียบเปรียบว่าพรรคปธุมอัคคีสู้พรรคม่านมายามิได้จะบอกว่าเพราะความผิดพลาดครั้งเดียวอย่างนั้นหรือ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้งหรือไม่เคยได้ยินคำนี้"

             

            เหมือนคำกล่าวของโจวซุ่นจะเข้าทางหูจื้อเหว่ยประมุขพรรคบุปผาพิษม่วงผู้นี้จึงแย้มยิ้มที่มุมปากแล้วกล่าวว่า

            “หน้าที่อันสำคัญสมควรหาผู้เหมาะสมอย่างที่ท่านกล่าว มีสิ่งใดที่เปรียบเทียบได้ว่าพรรคปธุมอัคคีและพรรคม่านมายาใครเหมาะสมกว่ากัน”

            มันยกยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วมองไปที่จางเยี่ยนจือพลางกล่าวต่อ

            “พวกเราทุกคนนับวันยิ่งเหมือนไม้ใกล้ฝั่งการจะเทียบเปรียบว่าใครเหนือกว่าใครนั้นคงยาก แต่ในเมื่อหน้าที่ต่างๆ อย่างไรก็จะต้องตกทอดไปยังชนรุ่นหลังเช่นนั้นมีแต่ต้องให้ชนรุ่นหลังได้แสดงฝีมือว่าเหมาะสมที่จะทำหน้าที่อันสำคัญนั้นอยู่หรือไม่"

             

            คำกล่าวของประมุขพรรคบุปผาพิษม่วงนี้ราวกับเป็นหมัดหนักที่ชกเข้าใส่สามพรรคที่พยายามรักษาสมดุลความสงบให้แก่บึงลี้ลับแห่งนี้ประมุขทุกผู้หรือผู้นำตระกูลทุกคนล้วนรู้ดีแก่ใจว่า นับแต่ที่บุตรสืบสายโลหิตเพียงคนเดียวของประมุขพรรคปธุมอัคคีตกตายไปพวกมันก็ไม่มีชนรุ่นหลังสืบทอดวิชาทางสายเลือดอันร้ายกาจอีกเลย จะมีก็เพียงบุตรหลานบุญธรรมที่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าใดนักเมื่อเทียบกับนายน้อยตระกูลอื่น มันก็นับได้ว่ารั้งท้ายมิอาจโงหัว ยิ่งสภาพที่ตัวสั่นงันงกท่ามกลางห้องประชุมแห่งนี้ยิ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันแลตอกย้ำได้เป็นอย่างดี

             

            ขณะที่ผู้นำทั้งสองของฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคปธุมอัคคีจะออกปากแย้งหูจื้อเหว่ยก็ชิงกล่าวขึ้นมิเปิดโอกาส โดยที่มันมุ่งเป้าไปที่บุรุษวัยกลางคนที่มีใบหน้าคมคายหล่อเหลาผู้ซึ่งเป็นผู้นำตระกูลซุน นามซุนซวี่ฉี ซึ่งวางตัวเป็นกลางต่อเรื่องราวเสมอมา

             

            “ผู้นำตระกูลซุนท่านมีความคิดเห็นประการใดเพราะดูจากท่าทีแล้วมีแต่เสียงของท่านจึงจะมีน้ำหนักในการตัดสินเรื่องนี้"

            หยุดเล็กน้อย แล้วมันก็มุ่งเป้าไปที่บุตรีของซุนซวี่ฉี

            “เรื่องนี้ย่อมเกี่ยวพันธ์ถึงเรื่องบุตรีท่านด้วยท่านคงมิอยากได้บุตรเขยที่อ่อนแอแลปลวกเปียก มิกล้าแม้แต่จะรักษาเกียรติของพรรคหรอกนะ"

             

            ชิงหวงได้ฟังยังต้องผงกศีรษะคิดในใจ

            “ช่างลงมือได้แยบคายนัก"

             

            ด้านหูจื้อเหว่ยมันเองก็มองไปที่ชิงหวงด้วยแววตาที่เหนือกว่าในใจก็คิดขึ้นว่า

            “ต่อให้เจ้ากลับมาได้แต่อย่าคิดว่าจะทำอะไรได้”

             

            ซุนซวี่ฉีคล้ายถูกสายตาของทุกผู้บีบคั้นแต่เสมอมามันล้วนรับมือกับสถานการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี ทว่าฝ่ายของหูจื้อเหว่ยกลับเข้าหามันถูกจุดแน่นอนว่าบิดาทุกผู้ย่อมรักบุตรแลอยากเห็นว่าบุตรมีคู่ครองที่ดี เรื่องที่บิดามันยกหลานให้พรรคปธุมอัคคีที่ไร้บุตรหลานสืบทอดทางสายเลือดทั้งหลานที่สืบทอดอยู่ตอนนี้ก็ยังเป็นเพียงหลานบุญธรรมไม่ได้เรื่อง แน่นอนว่ามันยากที่จะทำใจให้บุตรีของตนตบแต่งให้แก่คนเช่นนั้นได้

             

            ดังนั้นมันจึงดูมีท่าทีที่มิได้คิดถึงผลใดที่จะตามมาภายหลังเพื่อให้บุตรีของตนต้องหลุดพ้นจากคนที่ไม่ได้เรื่องแห่งพรรคปธุมอัคคี มันจึงกล่าวว่า

             

            “คำกล่าวของประมุขหูมีเหตุผลแลนับว่ายุติธรรมดีหน้าที่อันสำคัญนี้สมควรให้ผู้ที่เหมาะสม”

             

            หูจื้อเหว่ยตบมือเสียงดังฉาด

            “เสียงสี่ต่อสามมตินับเป็นเอกฉันท์… พรรคใดจะได้รับหน้าที่นี้ต่อ ให้ผู้สืบทอดประจำตระกูลเป็นผู้ตัดสิน!"

             

            จางเยี่ยนจือที่รักษาท่าทีนิ่งขรึมมาโดยตลอดก็พลันตบพนักเก้าอี้เตรียมลุกยืนนางรู้ดีถึงขีดความสามารถของหลานตน ยิ่งเห็นชายหนุ่มยืนสั่นเทาอยู่เบื้องหลังนางก็ยิ่งบังเกิดโทสะต่อคนเบื้องหน้าที่ดึงเอาหลานตนมาเกี่ยวข้องกับเรื่องบ้าๆเหล่านี้ แต่ทว่าชิงหวงได้คว้าแขนของนางไว้ ก่อนที่บุรุษชราจะเดินออกไปเบื้องหน้า

             

            ฮุ่ยจวินที่เฝ้ามองเหตุการณ์มาโดยตลอดก็ครุ่นคิดว่าชิงหวงจะมีแผนการรับมือกับความแยบคายในแผนของฝ่ายตรงข้ามอย่างไรแต่ขณะที่มันกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็พบว่าฝ่ามือของชิงหวงได้ผายออกมายังมัน พร้อมกับสายตาของทุกผู้ที่ได้มุ่งมาเป็นจุดเดียว

             

            ชิงหวงกวาดสายตาไปทั่วทั้งห้องพร้อมกล่าวเสียงดังฟังชัดว่า

            “ข้าลืมแนะนำไปบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คือบุตรหลานบุญธรรมอีกผู้ของประมุขพรรคเรา”