“นี่เซกเตอร์A064เรียกภาคพื้นดิน”
“นี่ภาคพื้นดิน เปลี่ยน”
“ระบบทุกอย่างออนไลน์ ไม่มีความผิดปรกติ พร้อมออกเดินทาง เปลี่ยน”
“รับทราบ ขอให้โชคดี เปลี่ยน”
ไฟแดงกระพริบถี่ๆก่อนจะดับลงพร้อมการสื่อสารที่เงียบไป ชายหนุ่มขยับหูฟังใหญ่ให้เข้าที่ก่อนจะหันไปสบตากับผู้ช่วยข้างตัว
“พร้อมนะคุณเทอร์เนอร์”
“ครับ กัปตันมาร์โก้”
คิระ มาโกโตะพนักหน้าก่อนจะระบายลมหายใจออกยาวๆพลางหันไปดูปฎิทิน อีกไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเป็วันขึ้นปีใหม่ย่างเข้าสู่คริสต์ศักราชที่2087 แต่เขาเองกลับไม่รู้เลยว่าการไปเยือนดาวอังคารครั้งนี้จะมีโอกาสกลับมาที่โลกอีกครั้งเมื่อไหร่กันแน่
คิระ มาโกโตะ หรือที่เพื่อนๆนักบินเรียกกันว่ามาร์โก้จนติดปาก เขาเป็ชายชาติญี่ปุ่นอายุ35 เพียงคนเดียวในภารกิจขึ้นบินครั้งนี้ ภารกิจยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดที่มีอนาคตของมนุษยชาติเป็เดิมพัน
เมื่ออุกกาบาตก้อนใหญ่กำลังจะพุ่งชนโลก
แม้แต่องก์กรนาซ่ายังต้องหน้าซีดเมื่อตรวจพบวิถีของอุกกาบาตลูกนี้ มันพุ่งมาจากด้านหลังของชั้นเมฆออร์ตในจุดที่มีความหนาแน่นสูงสุดจึงไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยเรดาห์หรือเครื่องตรวจวัดคลื่น จนกระทั่งมันพุ่งผ่านออกมาทุกคนจึงรู้ว่าเขามีเวลาเพียง15ปีในการรับมือกับมันเท่านั้น
แผนการถูกร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว รัศมีของสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารอบอุกกาบาตลูกนั้นทรงพลังเป็อย่างมากจนเราแทบจะเก็บข้อมูลจากมันมาไม่ได้เลย รู้เพียงแต่ว่ามันประกอบไปด้วยโลหะหนักหลายชนิดที่สร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแรงสูงและเคลื่อนที่เร็วเกินกว่าแสนกิโลเมตรต่อชั่วโมง
ความเร็วและความหนักของมันทำเอาทุกคนแทบจะหมดหวัง แต่หลังจากนั่งคำนวณกันจนหัวแทบแตกเหล่านักวิทยาศาสตร์ก็ได้วิธีรับมือกับมันในที่สุด นั่นคือการทำให้มันหมุน
“ถ้าเรายิงวัตถุหนัก5ตันราวร้อยลูกใส่ด้านข้างของมันอย่างระมัดระวังเราจะทำให้มันเกิดการหมุน พลังงานจากความเร็วเนื่องจากจุดศูนย์กลางจะสลายไปกลายเป็พลังงานจลน์เนื่องจากการหมุน และด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ตัวมันเองสร้างขึ้นก็จะดึงการหมุนนั้นให้ทรงพลังยิ่งขึ้น จากนั้นจุดะเิที่ผิวของดวงอาทิตย์เพื่อกำเนิดลมสุริยะ สนามแม่เหล็กแรงสูงของมันจะเบี่ยงทิศทางของอุกกาบาตออกไปได้ราว0.005องศา และถ้าเราโชคดีพอ มันจะเพียงแค่เคลื่อนที่ผ่านโลกเราไปในระยะราว100,000กิโลเมตร แรงดึงดูดมหาศาลอาจจะทำให้ให้แกนหมุนของโลกเปลี่ยน หรือวงโคจรของเราและดวงจันทร์เปลี่ยนไป แต่นั่นไม่ใช่เื่ที่เราจะมากังวลกันตอนนี้”
เื่ที่ราวกับเพ้อฝันของโปรเฟสเซอร์นอแลนด์กลับกลายเป็ฟางชิ้นเดียวของมนุษยชาติ โครงการรับมือตามแผนถูกร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยมีสองทีมคือทีมจุดชนวนดวงอาทิตย์ที่เริ่มยิงนำไปก่อนหลายปีแล้ว และทีมของมาโกโตะที่ไปยังดาวอังคารเพื่อเตรียมทำให้อุกกาบาตลูกนี้หมุนให้ได้
“พร้อมเทคออฟ เดินเครื่องยนต์หมายเลข1-15”
“รับทราบ เดินเครื่องยนต์หมายเลข1-15”เทอร์เนอร์ นักบินอายุ32รับปากอย่างแข็งขัน
“เปิดวาร์ล6-12”
“รับทราบ วาร์ล6-12เปิดเรียบร้อย”เทอร์เนอร์รับคำก่อนจะพูดต่อ“กัปตัน ความดันเกจ3ลดลงต่ำกว่ามาตรฐาน”
“เปิดระบบRTG ดึงไฟฟ้า5%ไปจ่ายแกนหมุน30วินาที”
“รับทราบ ความดันเกจ3กลับมาเป็ปกติ พร้อมออกตัว”
“A064พร้อมออกตัว เปิดระบบเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์”
“ภาคพื้นดินรับทราบ ปลดตัวยึดหมายเลข 2 6 8 15 16 24 28ตามลำดับ”
เบาะนั่งค่อยๆสั่นะเืและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งแรงเร่งของกระสวยเข้าสู่จุดสูงสุดด้วยความเร็วเกิน10กิโลเมตรต่อวินาที พวกเขาก็หลุดออกจากการเหนี่ยงรั้งของแรงโน้มถ่วงโลกในที่สุด
“เปิดระบบควบคุมการทรงตัว คอนเฟิร์มพิกัดปลายทางและตั้งโหมดบินอัตโนมัติ”
“โหมดบินอัตโนมัติเรียบร้อย ตัวยาน เชื้อเพลิง แกนปฎิกรณ์ สัมภาระทุกอย่างปกติ”เทอร์เนอร์ละมือออกจากหูฟังก่อนจะหันมายิ้ม“สำเร็จแล้วนะครับ”
“ก็แค่ขั้นแรก คุณเทอร์เนอร์”มาโกโตะยิ้มตอบพลางปลดเข็มขัดนิรภัย“ไปจำศีลกันดีกว่า”
เทอร์เนอร์พยักหน้าก่อนจะค่อยๆใช้มือพยุงร่ายกายให้ลอยตามมาโกโตะไปตามทางเดิน และเมื่อพวกเขาออกมาจากห้องนักบินก็พบกับชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
“ว่าไง คุณราจีฟ”
ราจีฟ ชายช่างเครื่องจากอินเดียเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทักจากมาโกโตะ ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเก็บกล้องลงข้างตัว
“ถ่ายส่งให้ครอบครัวน่ะครับ ผมเพิ่งได้ออกมาไกลจนเห็นโลกครบดวงขนาดนี้เป็ครั้งแรกนี่แหละ”เขายังคงยิ้มอยู่ รอยยิ้มที่ไม่เคยหายทำให้มาโกโตะเองยังเผลอยิ้มตามอย่างไม่รู้ตัว“แล้วนี่จะเข้าระบบจำศีลแล้วเหรอครับ”
“70ล้านกิโลเมตรใช้เวลาเดินทางเกือบปี คุณราจีฟ ผมว่าเราไม่ควรเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ใน่เวลานั้น”
ฟู่วว…
แผ่นอะครีลิคใส้าค่อยๆเปิดออกพร้อมกับระดับน้ำยาที่ลดลง มาโกโตะกระพริบตาถี่ๆก่อนจะพยุงกายขึ้นนั่ง คว้าอาหารเสริมอัดเม็ดโยนเข้าปากที่เดียวเต็มกำมือ
และเมื่อพิจารณารอบๆเขาก็พบว่าแคปซูลแช่แข็งทั้งหมดเปิดอยู่อย่างน่าประหลาด เขาเป็คนแรกที่ลงไปในแคปซูลเพราะเทอร์เนอร์กับราจีฟ้าอยู่ต่อซักครู่ พวกนั้นเห็นเวลาที่เขาตั้งไว้ก็น่าจะตั้งไว้ให้ตื่นพร้อมๆกันได้แท้ๆ
“อยู่นี่เอง”
หลังจากหาอยู่พักใหญ่เขาก็พบกับทั้งสองอยู่ตรงส่วนของครัว ราจีฟหันมากล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้มกว้างเช่นเดียวกับเทอร์เนอร์
“ราจีฟตื่นทุกๆเดือนเพื่อทดสอบตัวเครื่อง ผมเองก็ทุกๆ3เดือนเพื่อเช็คสภาพทุกอย่างให้เข้าที่”เทอร์เนอร์อธิบาย“โชคดีของเราคือเมื่อสองเดือนก่อนเกิดลมสุริยะพุ่งเข้ามาท้ายยานแบบตรงองศามากๆ พวกเราเลยปรับทิศทางนิดหน่อยแล้วอาศัยพลังนั้นลอยมาต่อ ประหยัดเชื้อเพลิงไปได้เกือบครึ่งเพื่อขากลับผิดพลาดขึ้นมา”
“ต้องขอบคุณพวกนายสองคนแล้ว”มาโกโตะยิ้มก่อนจะคว้าอาหารเหลวมาหนึ่งซอง“รายงานสถานการณ์มา”
หลังจากนั้นเกือบหนึ่งเดือนพวกเขาก็ปรับทิศทางของกระสวยเข้าโคจรรอบดาวอังคารและลงจอดได้อย่างสำเร็จ มาโกโตะชนหมัดกับเทอร์เนอร์เบาๆ พวกเขาผ่านมาถึงจุดสำคัญแล้ว
“ราจีฟ คุณอยู่ที่ไหน”มาโกโตะถามผ่านเครื่องส่งสัญญาณเสียง
“หน้าประตูครับ กัปตัน”
“โอเค เปิดประตูได้”
“ประตูเปิดแล้ว ตอนนี้ผมอยู่ข้างนอก”ราจีฟตอบด้วยน้ำเสียงที่ปิดความยินดีไว้ไม่มิด“นี่มันสุดยอดไปเลย พวกนั้นเตรียมไว้ดีมากเลยครับกัปตัน”
ระหว่างที่เทอร์เนอร์ออกไปสวมชุดสูทอวกาศมาโกโตะก็มองผ่านกระจกลงไปข้างล่างและเห็นพื้นที่ก่อสร้างขนาดใหญ่ กับหุ่นยนต์อีกหลายตัววิ่งอยู่ข้างล่างนั่น
ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางนั้นทางโลกก็ได้ส่งชิ้นส่วนจำเป็กับหุ่นยนต์ออกมาก่อนเรื่อยๆ พวกมันคอยจัดระเบียบและเตรียมพื้นที่เอาไว้อย่างแข็งขัน ซึ่งหน้าที่ของพวกเขามีเพียงควบคุมมันให้ดำเนินการสร้างขึ้นต่อไปเท่านั้น
หลังจากสวมสูทอวกาศเสร็จมาโกโตะก็ลงมาข้างล่าง พื้นของดาวอังคารนั้นมีแต่ฝุ่นเหมือนอย่างที่รู้มา ทุกอย่างเป็สีแดงและสงบนิ่ง ราจีฟยืนมองกล่องอะครีลิคสีขาวที่เตรียมไว้เป็ที่พักก่อนจะโดดวูบเดียวขึ้นไปอยู่บนหลังคาราวกับเด็กๆ ซึ่งมันก็ทำได้อยู่แล้วเนื่องจากความสูงของหลังคานั้นราวๆ3เมตร ด้วยน้ำหนักของสูทที่เบากว่าแต่ก่อนและแรงโน้มถ่วงที่ต่างกันกับโลก3เท่า ราจีฟบนหลังคายิ้มร่าราวกับเด็กๆ ก่อนที่เขาจะชะงัก
“กัปตัน”เขาเอ่ยเสียงแหบ ไม่มีความขี้เล่นในน้ำเสียงนั้นแม้แต่น้อย“กัปตัน!”
มาโกโตะขมวดคิ้วก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศทางเดียวกับสายตาของราจีฟ และนั่นก็ทำเอาเขาชะงักไปอีกคน
อวกาศกำลังบิดเบี้ยว
ดวงดาวนับล้านที่เป็ฉากหลังเดี๋ยวก็เหมือนถูกบัง เดี๋ยวก็โผล่มาใหม่ และตรงกลางของการบิดเบี้ยวนั้นคือบางอย่างที่เป็สีดำทะมึนกลืนไปกับความมืดของห้วงอวกาศนี้
อุกกาบาต!
“อุกกาบาตครับ กัปตัน!”ราจีฟะโเสียงสั่น“เป็ไปได้ยังไง? มันควรเข้าถึงระยะมองเห็นได้ชัดแบบนี้ในอีกสามเดือนนี่นา!”
คำถามเดียวกันวิ่งวุ่นอยู่ในสมองของมาโกโตะ เป็ไปได้ยังไง ระยะกระชั้นขนาดนี้พวกเขาไม่มีทางประกอบฐานยิงนิวเคลียร์ใส่มันได้ทันแน่ มันมาตรงนี้ได้ยังไง
ท่ามกลางห้วงคำนึงที่สับสน มาโกโตะก็ชิงดีดตัวกลับเข้าไๆปในกระสวยยานและทุบกำปั้นปิดประตูทันที
“กัปตัน! นั่นคุณจะทำอะไร?”เสียงะโของเทอร์เนอร์ดังขึ้นข้างหูจนมาโกโตะสะดุ้งเฮือก
“เรายิงมันไม่ทัน”มาโกโตะพูดพลางเร่งถอดชุดสูทออก“กว่าจะประกอบทุกอย่างเสร็จมันพุ่งเลยจุดยิงไปแน่ แล้วทุกอย่างก็จะล้มเหลว”
“แล้วคุณจะทำอะไร?”
มาโกโตะไม่ตอบ เพราะจังหวะนั้นเขาก็ไปถึงห้องขับเคลื่อน กดเปิดระบบทุกอย่างและเร่งพลังงานของเตาปฎิการณ์ เมื่อถึงจุดๆนี้เทอร์เนอร์ก็เข้าใจได้ทันที
“กัปตัน คุณจะใช้กระสวยชนมันอย่างนั้นเหรอ??”
“ประหยัดเชื้อเพลิงขามาได้ครึ่งหนึ่ง แสดงว่าตอนนี้เรามีเชื้อเพลิงในถังอยู่กว่า70% ยานอวกาศหนักกว่า30ตัน ผมสามารถเร่งความเร็วมันมากพอที่จะเข้ากระแทกและเปลี่ยนโมเมนตัมของอุกกาบาตก้อนนี้ได้”
“แล้วทำไมคุณต้องไปด้วย? ใช้ระบบออโต้...”
“ออโต้ไพลอทไม่ได้ ไม่มีเวลามากพอจะกำหนดพิกัดให้กับมัน เราต้องแข่งกับเวลาคุณเทอร์เนอร์”
“...งั้นพาผมไปด้วย เปิดประตูเดี๋ยวนี้กัปตัน ผมไม่ยอมให้คุณเสียสละคนเดียวแน่”
“ไม่!”มาโกโตะตวาด“คุณอยู่กับราจีฟ ประกอบเครื่องส่งสัญญาณคลื่นให้เสร็จแล้วแจ้งข่าวไปยังโลก เร่งปฎิบัติการทางฝั่งดวงอาทิตย์ขึ้นมา”
“กัปตัน!”
“นี่คือหน้าที่สุดท้ายของผมในฐานะกัปตัน”มาโกโตะตอบ“ขอให้พวกคุณโชคดี”
มาโกโตะทิ้งท้ายก่อนจะเร่งเครื่องเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคาร วนหนึ่งรอบเพื่อเพิ่มโมเมนตัมและพุ่งเข้าหาอุกกาบาตทันทีที่เข้าสู่ระยะ
มือที่กุมคันบังคับสั่นระริก มาโกโตะมองพวกมันก่อนจะถอนใจยาวๆ การตัดสินใจอันบ้าบิ่นนี้เรียกได้ว่าเป็จุดเริ่มต้นของการฆ่าตัวตายที่น่าจะยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ นานกว่าะโตึก นานยิ่งกว่าการผูกคอ ยิ่งกว่าการกรีดข้อมือหรือรมควัน คงใช้เวลาเป็วันๆกว่าที่เขาจะถึงวินาทีตายของตัวเอง
และหวังว่าเขาจะใช้่เวลานั้นทำใจได้มากพอ
สุดท้ายมาโกโตะก็วุ่นวายไปกับการบังคับทิศทางยานสลับกับการดิ่งไปห้องเชื้อเพลิงในสภาพที่ความเร่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องไต่ความเร็วขึ้นไปช้าๆเพื่อให้ตัวเองยังคงสติและขยับได้คล่องที่สุดก่อนจะจุดะเิเชื้อเพลิงเฮือกสุดท้ายเข้าปะทะกับด้านข้างของอุกกาบาต
เมื่อบินเข้าไปใกล้ๆภาพตรงหน้าก้ยิ่งทำให้มาโกโตะฉงน อวกาศรอบๆอุกกาบาตนั้นบิดเบี้ยวชัดมากขึ้นเรื่อยๆ และยังเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดราวกับเป้นการกระเพื่อมของเงาบนผิวน้ำ
กระเพื่อม?
ข้อสันนิษฐานเดียวที่ผุดขึ้นมาในใจตอนนี้คืออุกกาบาตลูกนี้คงมีความหนาแน่นที่สูงเกินกว่าจะเข้าใจ เมื่อรวมกับความเร็วมหาศาลแล้วความเร่งนั้นคงก่อให้เกิดภาวะใกล้เคียงกับมวลยิ่งยวด หรือก็คือทำให้กาลอวกาศรอบๆนั้นโค้งเนื่องจากปริภูมิเวลาที่โค้งงอ นั่นคงเป็คำตอบเื่เวลาที่คาดการณ์ผิดไปได้อย่างดี
และด้วยความที่มันเคลื่อนที่ การกระเพื่อมอันแปลกประหลาดนี้คงก่อให้เกิดคลื่นของปริภูมิ หรือในแนวทางเดียวกับคลื่นเสียงในปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ แต่ในจุดนี้มาโกโตะก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดอะไรตามมาเช่นกัน
แต่เขาก็ปรับองศาการพุ่งตรงของกระสวยให้เบี่ยงออกมาเล็กน้อย เพราะอย่างเดียวที่รู้คือมวลยิ่งยวดนั้นจะเหวี่ยงทุกอย่างโค้งไปรอบๆมัน แม้จะไม่รู้ว่าส่งผลมากน้อยขนาดไหน แต่ถ้าเขาถูกเหวี่ยงจนเข้าไปชนกับด้านหน้าของอุกกาบาตล่ะก็ทุกอย่างที่ทำมาคงสูญเปล่าเป็แน่
และระหว่างนั้นมาโกโตะจึงอัดบันทึกเหตุการณ์ส่งกลับไปยังโลก แม้อุกกาบาตจะพุ่งเร็วแต่ยังไงซะมันก็ต้องช้ากว่าแสง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เขาส่งกลับไปต้องไปถึงยังโลกได้ก่อน และคงจะมีประโยชน์ต่อนักวิทยาศาตร์ที่นั่นอยู่บ้างหากปฎิบัติการณ์นี้สำเร็จ
“บันทึกหมายเลข4 จากปฎิบัติการณ์A064”มาโกโตะอัดบันทึกต่อไป“ณ จุดนี้ผมไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าอยู่ห่างจากอุกกาบาตนั่นเท่าไหร่ เพราะแสงทุกอย่างบิดเบี้ยวไปหมด คุณจะเห็นได้จากหน้าต่างว่าตอนนี้แสงของดาวทั้งหมดกลายเป็เส้นแทนที่จะเป็จุดแล้ว
ระบบทอร์กของแกนทรงตัวเริ่มเอียง หมายถึงผมเข้าเขตสนามโน้มถ่วงของมันแล้ว บันทึกหลังจากนี้อาจจะส่งกลับไปไม่ถึง แต่ผมหวังเป็อย่างยิ่งว่ามันจะไปถึงพวกคุณได้ในซักวันหนึ่ง ซึ่งจากกาลอวกาศที่ถูกยืดออกทุกที ผมก็ไม่จากสามารถบอกได้ว่าบันทึกหลังจากนี้จะผ่านไปกี่สิบปีจากการสังเกตของพวกคุณ
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดตอนนี้คือรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กรอบตัวมันที่สังเกตจากกล้องหน้ายาน พื้นอวกาศรอบๆปะทุสลับไปมาในระดับที่เล็กทว่าเกิดขึ้นถี่มาก ถ้าให้ผมเดานั่นคือรูหนอนที่เกิดจากมัน ความหนาแน่นที่มากพอจะสร้างสนามโน้มถ่วงระดับนี้และความเร็วมหาศาลนี้แน่นอนว่ามันต้องฉีกกระชากห้องอวกาศรอบตัวมันอย่างบ้าคลั่ง และบางครั้งเราอาจจะได้เห็นรูหนอนที่ปากทางใหญ่กว่าระดับโมเลกุลและคงอยู่ได้นานในหลักของวินาที ไม่ใช่ระดับไมโครวินาทีที่เราคุ้นเคย”
“บันทึกหมายเลข5 จากปฎิบัติการณ์A064 ตอนนี้ยานกำลังเข้าสู่ห้วงความบิดเบี้ยวของปริภูมิเวลาอย่างเต็มตัว ผมได้ทำการวางต้นไม้ในยานไว้ไล่ไปตามความยาวของยานนี่ ต้นไม้ที่ใกล้ตัวผมยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ต้นไม้ด้านหลังสูงขึ้นกว่าเดิมจนสังเกตุได้ชัด กาลเวลารอบตัวผมถูกยืดออกไปเรื่อยๆ ซึ่งผมได้แต่หวังว่าแรงกระแสน้ำของมันจะไม่มากพอที่จะฉีกยานนี้ออกเป็ชิ้นๆเมื่อเข้าใกล้
และนี่เป็รายงานสุดท้ายจากผม กัปตันคิระ มาโกโตะ ขอให้การเดินทางครั้งนี้ของผมทำให้ทุกท่านปลอดภัย”
มาโกโตะส่งบันทึกสุดท้ายก่อนจะหายใจเข้าปอด วินาทีสุดท้ายของชีวิตเขาอยู่ข้างหน้านี้ และเขาหวังเป็อย่างยิ่งว่าจะยื้อเวลาไว้ให้นานที่สุดเพื่อเป็ความทรงจำสู่โลกที่ยังไม่มีใครรู้จักก่อนตาย
เตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์เดินเร่งเครื่องเต็มที่จนสัญญาณร้องระงม มาโกโตะกดปิดเสียงมันก่อนจะเร่งความดันในห้องเครื่องให้เพิ่มขึ้นเพื่อกระชากทุกอย่างเข้าสู่ความเร็วสูงสุด
ความรู้สึกตอนนี้นเหมือนกับโดนกดทับ เครื่องในถูกรั้งมาจนติดกับกระดูกสันหลัง ปอดรั้งจนไม่อาจจะหายใจเนื่องจากความเร่งมหาศาลนั้น มาโกโตะกลั้นหายใจเอาไว้อย่างสุดความสามารถ เพราะตอนนี้ปอดเขา้าระบายลมออกมาอย่างถึงที่สุด แต่ถ้าเป็อย่างนั้นมันก็หมายถึงเขาเองก็ไม่มีอากาศในตัวแล้วเหมือนกัน
แต่สุดท้ายความพยายามของเขาก็ล้มเหลว อากาศในปอดถูกดันออกมาจนหมดสิ้น ความดันในร่างต่ำลงอย่างน่าใจหาย เืกำเดาทะลักออกมาก่อนที่วินาทีถัดไปเืจะพากันพุ่งออกมาจากปาก ตา และหู มาโกโตะขบฟันแน่นพลางเบิกตากว้าง นี่เป็วินาทีที่เขาต้องจดจำไว้ให้ได้มากที่สุดก่อนทุกอย่างจะจบลง
เมื่อเข้าใกล้มาพอเขาก็เห็นรูหนอน มันเกิดขึ้นอย่างบ้าคลั่งรอบๆอุกกาบาต ซึ่งขนาดมันไม่ใช่แค่ระดับโมเลกุล แต่กว้างพอจะกลืนเขาเข้าไปทั้งตัวเลยด้วยซ้ำ
รูหนอนบางส่วนปรากฎเข้ามาในยานและฉีกทุกอย่างออกเป็ชิ้นๆ ถ้าไม่ใช่ว่านี่เป็วินาทีสุดท้ายของชีวิตการค้นพบรูหนอนใหญ่ขนาดนี้คงทำให้มาโกโตะะโลั่นด้วยความดีใจไปแล้ว
อุกกาบาตพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ภาพตรงหน้ายืดออกและบิดโค้งเนื่องจากแสงถูกดึงเหวี่ยงไปตามความโค้งของกาลอวกาศ มันเป็เช่นนั้นเพียงอึดใจเดียวก่อนที่แสงทั้งหมดจะถูกชิงไปจากดวงตา และทุกอย่างดับวูบ อยู่ภายใต้ความมืดมิด สิ่งสุดท้ายที่มาโกโตะรับรู้มีเพียงแรงกระแทก รุนแรงทว่าสั้นมากกว่าเศษเสี้ยวของวินาที
และเขาได้ตายลง
สำหรับมาโกโตะนั้น ความตายไม่ใช่เื่ที่เ็ป ั้แ่แรกที่เขายอมรับได้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เขาก็ใช้ความตายเป็ประตูบานใหม่แก่ตัวเองเพื่อไปยังคำตอบที่ทุกๆคนอยากรู้ที่สุด นั่นก็คือโลกหลังความตาย
‘โลกหลังความตายจะเป็ยังไงนะ ์กับนรกจะมีจริงรึเปล่า แล้วเราจะอยู่ในสภาพไหน กลายเป็สสารแบบไหน...’
มาโกโตะนึกมาได้ถึงตรงนี้ก็ต้องชะงัก
ทำไมสมองยังทำงานอยู่ล่ะ?
มาโกโตะชะงักก่อนจะระงับสติและรับรู้ถึงร่างกายของตัวเอง ร่างกายเขายังอยู่ มีอาการคลื่นไส้เล็กน้อย เสื้อผ้าเองก็ยังคงติดอยู่กับตัว ร่างกายเขาเหมือนลอยอยู่ในภาวะที่ไร้แรงโน้มถ่วง และรอบกายนั้นมืดสนิทแบบที่ว่าไม่เห็นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว
“ยินดีต้อนรับ คิระ มาโกโตะ”
เสียงที่ดังขึ้นทำเอามาโกโตะสะดุ้งเฮือกก่อนจะรีบหันไปรอบตัวโดยลืมไปว่าทุกอย่างนั้นมืดสนิท แต่เสียงชายแก่เมื่อครู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เขาหลอนประสาทตัวเองแน่ๆ
“โอ้ มองไม่เห็นสินะ”เสียงนั้นพูดขึ้นอีกครั้ง“งั้นแบบนี้เป็ไง”
สิ้นเสียงนั้นจู่ๆทุกอย่างก็สว่างวาบจนมาโกโตะต้องรีบหลับตาก่อนจะค่อยๆลืมมันขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้รอบกายเขาเป็สีขาวสะอาด และเ้าของเสียงที่เขาได้ยินก็ลอยอยู่ข้างหน้าเขานี่เอง
เขาเป็ชายผมสีน้ำตาลอ่อน เครารอบคางสีเดียวกัน ร่างกายไม่หนาแต่ว่ามีกล้ามเนื้อแบบสมส่วนที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมสีขาว ดวงตาสีทองที่มองมานั้นแม้จะอ่อนโยนและแฝงไปด้วยความทรงภูมิเหมือนนักฟิสิกส์แก่ๆหลายคนที่เขารู้จัก
พระเ้า??
มีเพียงคำตอบเดียวที่แล่นเข้ามาในหัวของมาโกโตะตอนนี้ เนื่องจากคนตรงหน้านั้นเหมือนกับพระเ้าที่เขาเคยจินตนาการถึงไม่มีผิดเพี้ยน