ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 46 ตระกูลใหญ่ตกอับ
ภาพตรงหน้ากลายเป็นดำมืด สติที่เคยแจ่มชัดพลันหลุดลอย
ตอนนี้จินรู้สึกเหมือนตนเองกำลังนอนหลับฝัน ร่างกายของเขาเหมือนกระจัดกระจายล่องลอยอยู่ในอวกาศอันกว้างใหญ่ ร่างทุกส่วนถูกกระชากด้วยความรุนแรง ทะลุผ่านพื้นที่มากมายไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานสติที่มืดมัวก็ค่อยๆ เริ่มกลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ประสาทสัมผัสทุกอย่างกลับมาทำงานดังเดิม ความรู้สึกที่เหมือนว่าร่างกายกระจัดกระจายประสานกลับเข้ามารวมกันใหม่ สภาพแวดล้อมโดยรอบเริ่มปรากฏให้เห็นในลานสายตา
มันคือภายในศาลบรรพชนตระกูลพีไรซ์ ด้านหลังเป็นรายชื่อสลักบนป้ายไม้ ติดเรียงรายเต็มผนัง
ร่างวิญญาณโปร่งใสกะพริบตาถี่ๆ เพื่อมองสภาพแวดล้อมโดยรอบให้เห็นชัดถนัดตา บัดนี้เขากลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์อีกครั้งหนึ่งแล้ว ในสภาพร่างวิญญาณบรรพบุรุษที่คุ้นเคย
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่รวดเร็วมากจนเขาไม่สามารถรับรู้อะไรได้ทัน จะบอกว่าเป็นเพราะเวลาในการใช้งานกายเทียมหมดลงก็ไม่น่าใช่ เวลาที่นับถอยหลังยังเหลือมากเกินกว่าห้านาที ฉะนั้นข้อสันนิษฐานเดียวที่เป็นไปได้คือตัวเขาถูกสังหาร ทั้งยังเป็นการสังหารในชั่วพริบตา เจ้าตัวไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตายได้อย่างไร
คิดย้อนกลับไปถึงฉากชุมนุมสัตว์อสูรเมื่อครู่ ความรู้สึกเสียววาบก็ลามไปทั่วแผ่นหลัง
จินไม่รู้ว่าเขาตายเพราะอะไร อาจจะเป็นการโจมตีของสัตว์อสูรสักตัวหรืออาจจะเป็นสิ่งอื่น แต่สิ่งที่เขาแน่ใจคือการชุมนุมของสัตว์อสูรในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่
ความกังวลใจของจินที่มีต่อป่าทิศตะวันตกเริ่มสูงขึ้นไปอีกระดับ ตอนแรกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักเมื่อเห็นเจ้าเมืองปากัสเรียกประชุม ทว่าหลังจากได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในป่า แม้จะไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร แต่นับจากนี้ต่อไป ตัวเขาจะไม่ลดการเฝ้าระวังลงแน่ เป็นอีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่ต้องคอยสอดส่องเอาไว้ตลอด
จินครุ่นคิดอยู่นานว่าควรจะแจ้งเรื่องนี้ให้หัวหน้าตระกูลอย่างมาคัสได้ทราบหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่บอกออกไป ลำพังภาระที่ทุกคนในตระกูลแบกรับกันอยู่ก็มากเกินพอแล้ว ไม่ควรต้องมีใครกังวลเพิ่มไปมากกว่านี้
อีกอย่างจินไม่คิดว่าสัตว์อสูรพวกนั้นจะมุ่งเป้ามาที่เมืองปากัส เพราะเมืองปากัสก็เป็นแค่เมืองขนาดเล็ก แทบไม่มีอเวกระดับสูง ชาวเมืองปากัสไม่มีคุณค่าพอจะเป็นแม้แต่อาหารขบเคี้ยวของพวกมัน ฉะนั้นจินจึงไม่คิดว่าเมืองปากัสจะตกอยู่ในอันตรายจากกลุ่มสัตว์อสูรระดับสูง แต่ถ้าเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำ...นั่นก็ไม่แน่
สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือค่อยๆ พัฒนาตระกูลต่อไป หากทุกอย่างมันเลวร้ายจริงๆ ค่อยพูดคุยกับมาคัสอีกครั้ง
'เฮ้อ' จินจ้องมองแต้มระบบคงเหลือที่มีก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย
แต้มระบบจำนวนหนึ่งแสนหกหมื่นแม้จะดูเยอะแต่จริงๆ แทบซื้อของอะไรไม่ได้เลย ทำได้เพียงรอช่วงลดราคาหลังพิธีเคารพบรรพบุรุษ และหากดวงไม่ดีก็คงยากที่จะหาของที่มีประโยชน์มาใช้แก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้
จินส่ายหัวเล็กน้อยเลิกคิดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น หันไปมองเรือนหลักของตระกูล ในใจก็คิดถึงเรื่องที่ตนเองเพิ่งจัดการตระกูลบัตส์ทิ้งไป
'ครั้งนี้ที่ข้าล้างบางทั้งโคตรเหง้าของตระกูลบัตส์ ก็เพราะตระกูลพีไรซ์ยังมีรากฐานไม่มั่นคง ต่อแต่นี้ไปคงต้องให้ลูกหลานของข้าจัดการเรื่องราวด้วยตนเองบ้าง จะได้ไม่รู้สึกว่าแต่ละสิ่งได้มาโดยง่าย' วิญญาณบรรพบุรุษแตะปลายคางครุ่นคิดอยู่ในใจยามเมื่อมองผู้คนในตระกูล
แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็เพราะตระกูลบัตส์รนหาที่ตายเองด้วย หากอยู่อย่างสงบ มีหรือที่บรรพบุรุษอย่างเขาจะทนไม่ไหวจนต้องออกมือ ยอมรับว่าสิ่งที่พวกตระกูลบัตส์ทำ ส่งผลให้เขาเลือดขึ้นหน้าจริงๆ
ในเมื่อทุกอย่างเป็นใจ...ก็ถือว่าฟ้าไม่ให้โอกาสพวกเจ้ามีชีวิตต่อไป ต่อให้ตายไปแล้วก็จงจำให้ดีว่าอย่าลองดีกับตระกูลพีไรซ์!
หนึ่งวันผ่านไป
ข่าวเรื่องการล่มสลายของตระกูลบัตส์กระจายไปทั่วทั้งเมือง บางส่วนก็รู้ข่าวคราวตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่เพิ่งจะประกาศอย่างเป็นทางการจริงๆ จังๆ ก็วันนี้
หลายๆ ตระกูลพากันตกใจ กิจการหลายๆ อย่างที่ทำร่วมกับตระกูลบัตส์ถึงกับหยุดชะงัก ตระกูลพีไรซ์เองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกันจากทราบข่าว แต่กลับทำให้เบาใจอย่างน่าประหลาด การล่มสลายของตระกูลบัตส์นับว่าเป็นผลดีต่อตระกูลคู่อริเช่นพวกตน
เหตุการณ์ครั้งนี้ร้ายแรงอย่างยิ่ง ใครก็ตามที่รู้ข่าวและได้เห็นสภาพของตระกูลบัตส์ในปัจจุบันก็ต้องร่ำร้องตกใจกันไปตามๆ กัน
ตระกูลที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเมือง ตอนนี้กลับเหลือเพียงชื่อ ผู้คนส่วนใหญ่ล้มตาย ที่เหลืออยู่ก็เป็นเพียงคนธรรมดาไร้ซึ่งพลังอำนาจ ส่วนอเวกภายในตระกูลที่หลบหนีออกไปได้ ก็ไม่เคยวกกลับมาที่เมืองอีกเลย ลือกันว่าพวกมันหวาดกลัวตัวตนปริศนาที่เข้ามาทำลายตระกูลจนหัวหด
คนที่น่าจะรู้เรื่องราวมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเจ้าเมืองปากัสอย่างฮาน แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ออกไปบอกอะไรต่อสาธารณชน มีเพียงคำสั่งให้สืบหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมในครั้งนี้ก็เท่านั้น
สรุปแล้วผู้ก่อเหตุก็ยังลอยนวล ไม่มีใครรู้ว่าเป็นฝีมือใคร ส่วนตัวต้นเรื่องก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ภายในตระกูลของตนเอง ราวกับเรื่องที่เกิดขึ้นตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรอย่างนั้น
----------------------------------
เมือง C-04
ห้องโถงใหญ่ตระกูลหวงหลง
รอบห้องประดับประดาด้วยรูปปั้นมังกร ผนังทั่วทั้งห้องทาทับด้วยสีทองหมดทั้งสี่ด้าน ตรงกลางปูพรมสีแดงตัดกับสีทองโดยรอบ รอบห้องมีกลุ่มคนกว่าสามสิบชีวิตบ้างนั่งอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นด้วยท่าทางเคร่งเครียด
ด้านในสุดมีเก้าอี้วางอยู่เจ็ดตัว เป็นที่นั่งสำหรับสมาชิกตระกูลผู้ทรงเกียรติ มีอำนาจสั่งการตระกูลให้เดินตามที่ตนเองต้องการ
ชายที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างเก้าอี้ด้านในสุดทั้งเจ็ดตัวจ้องมองทุกคนในห้องด้วยสายตาไม่สบอารมณ์ ใต้ตาของเขาดำคล้ำเพราะช่วงที่ผ่านมาต้องจัดการหลายๆ สิ่งจนไม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่
“สวัสดีพี่น้องทุกคน” หลังจากที่นั่งนิ่งมานาน ในที่สุดชายที่นั่งอยู่ตรงกลางก็เปิดปากพูดขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยอำนาจ แต่ก็ดูอ่อนแรงเล็กน้อย
“อย่างที่รู้กันว่าช่วงที่ผ่านมาตระกูลของเราวุ่นวายเป็นอย่างมาก ข้าขอขอบคุณแทนผู้อาวุโสทุกคนสำหรับการทำงานหนักของพวกเจ้า ตอนนี้สถานการณ์ที่วุ่นวายเริ่มสงบลงบ้างแล้ว...แต่ก็ต้องแลกมากับความสูญเสียมากมาย” ชายคนเดิมถอนหายใจออกมาก่อนจะพูดต่อด้วยความเหนื่อยใจ
“อาเป่ย เจ้ารายงานความสูญเสียโดยรวมให้ทุกคนฟังซิ” กับข่าวที่ชวนหดหู่เช่นนี้ เขาเลือกให้ผู้ช่วยเป็นคนแจ้งจะดีกว่า
“ขอรับท่านหัวหน้าตระกูล” บุรุษหนุ่มอายุไม่เกินสามสิบปีรับคำ ก่อนจะหันหน้าไปทางคนอื่นๆ ภายในตระกูล
สมาชิกภายในตระกูลที่มารวมตัวกันในโถงใหญ่เวลานี้ล้วนเป็นสมาชิกคนสำคัญของตระกูลหวงหลงแทบทั้งสิ้น ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องสำคัญภายในตระกูล มีอำนาจรองลงมาจากหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสทั้งหลาย
“มติในที่ประชุมเมื่อวาน ตระกูลของเราจำเป็นต้องสละส่วนแบ่งแปดส่วนให้กับขุมอำนาจใหญ่ภายในเมือง C-04 โดยที่เราจะได้รับสัมปทานมาแค่สองส่วนเท่านั้น” เมื่ออาเป่ยอ่านข้อความถึงเท่านี้ ผู้คนในตระกูลที่เพิ่งทราบต่างก็ตกใจ บางคนเอามือปิดปากพยายามไม่ส่งเสียงร้องออกมา
ผู้อาวุโสที่นั่งเรียงเป็นหน้ากระดานอีกหกคนด้านข้างต่างก็มีสีหน้าไม่สบายใจ ในฐานะตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีอำนาจเหนือคนส่วนมากในเมืองขนาดใหญ่ เป็นครั้งแรกที่พวกมันตกต่ำมากถึงเพียงนี้
เหมืองแห่งนั้นสำคัญกับตระกูลหวงหลงอย่างมาก สถานการณ์ของตระกูลในปัจจุบันไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลได้รับบาดเจ็บจนต้องปลดประจำการจากภาระหน้าที่ทุกอย่างในตระกูลเพื่อรักษาตัว ทำให้ดุลอำนาจระหว่างกองกำลังภายในเมืองนั่นเสียไป ตระกูลหวงหลงที่เคยเป็นขุมอำนาจใหญ่อันดับต้นๆ มาตลอด กลับถูกลดอำนาจลงเป็นเพียงขุมอำนาจใหญ่ลำดับที่ห้า
ทุกขุมกำลังสำคัญในเมืองขนาดใหญ่สี่อันดับแรกล้วนแต่มีอีโวลระดับที่หนึ่งคอยประจำการอยู่อย่างน้อยหนึ่งคน อีโวลแต่ละคนเป็นตัวตนทรงพลังเหนือมนุษย์ แม้แต่อเวกระดับที่เก้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ นั่นหมายความว่าต่อให้มีอเวกระดับที่เก้ามากมายก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองเทียบเท่ากับการมีอีโวลเพียงแค่คนเดียว
ที่จริงแล้วตระกูลหวงหลงเองก็มีอีโวลอยู่ นั่นก็คือผู้อาวุโสสูงสุดซึ่งบัดนี้ยังนอนบาดเจ็บไร้ซึ่งสติ ไม่สามารถดำเนินกิจการใดๆ ของตระกูลได้ มีอยู่ก็เหมือนไม่มี ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของตระกูลหวงหลงก็เหลือแค่เพียงชื่อ ขุมกำลังใหญ่อีกสี่แห่งไม่ได้เกรงกลัวชื่อนี้อีกต่อไป!
ไม่นานนัก ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่นั่งอยู่ริมฝั่งซ้ายของหัวหน้าตระกูลก็กระแทกเสียงออกมาด้วยความไม่พอใจ
“อะไรพวกบัดซบนั่น!” ผู้อาวุโสคนดังกล่าวกำหมัดแน่น ความคับข้องใจล้นอกแต่ก็รู้ว่าตอนนี้ตระกูลของพวกมันทำอะไรไม่ได้มากนัก จึงหันเหความสนใจไปที่สิ่งอื่นแทน “สรุปแล้วไอ้เวรพวกไหนกันที่เป็นคนกระจายเรื่องของเราออกไป!”
ทุกคนในตระกูลหันหน้ามองกันไปมา ในที่สุดก็มีชายที่นั่งอยู่ริมห้องยกมือขึ้นมา
“ถ้าเป็นเรื่องนี้ข้าพอจะบอกได้” ชายคนนั้นหันหน้าไปทางหัวหน้าตระกูลเป็นเชิงขออนุญาตก่อนจะเริ่มพูดขึ้น
“ข้าได้รับมอบหมายจากท่านหัวหน้าตระกูลให้สืบหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในที่สุดก็ทราบว่าข่าวที่แพร่กระจายมาจากเจ้าเมือง C-48 และมันเป็นคนในสังกัดตระกูลไทรัสขอรับ แต่ข้าสำรวจลึกลงไปแล้ว พบว่าจริงๆ แล้วคนที่ค้นพบการมีอยู่ของเหมืองแห่งนั้นเป็นคนจากตระกูลในเมืองขนาดเล็กเท่านั้น...” ชายคนนั้นพูดยังไม่ทันจบก็ถูกขัดขึ้นก่อน
“ไร้สาระ! ตระกูลในเมืองขนาดเล็กจะมีปัญญาทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร? มันไม่ใช่แค่ค้นพบ แต่ยังทำลายแผนการของเราทุกอย่าง เจ้าคิดว่ามันเป็นฝีมือของตระกูลขนาดเล็กนั่นจริงๆ น่ะหรือ!” ผู้อาวุโสคนเดิมกล่าวออกมาอย่างเดือดดาล
“ใจเย็นก่อนเถิดผู้อาวุโสฝู ข้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเมืองขนาดเล็กแห่งนั้นเป็นถึงอเวกระดับแปด บางทีขุมกำลังภายในเมืองนั้นอาจจะไม่ธรรมดา แต่ข้าไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวข้องกับตระกูลในเมืองใหญ่หรือไม่ เรื่องนี้จำเป็นต้องตรวจสอบ” หัวหน้าตระกูลกล่าวออกมาเพื่อไม่ให้บรรยากาศเสีย
“เอาเป็นว่า ข้าอนุญาตให้เจ้านำกำลังคนมุ่งหน้าไปที่เมืองขนาดเล็กแห่งนั้นได้ หากพวกมันไม่มีใครหนุนหลัง ก็ให้ทำลายทิ้งได้เลยอย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว กล้ามาสร้างปัญหาให้กับตระกูลหวงหลง พวกมันจะต้องไม่ตายดี” หัวหน้าตระกูลหวงหลงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ให้อำนาจชายคนดังกล่าวในการสั่งการผู้คนจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าไปสะสางเรื่องราวกับกลุ่มมดปลวก
หลังจากนั้นผู้คนในตระกูลหวงหลงก็พูดคุยเรื่องต่างๆ กันต่อไป แต่ทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ทุกเรื่องที่ต้องคุยในวันนี้มีแต่ปัญหาไม่รู้จบ พวกมันทำได้เพียงแก้ไขปัญหาไปทีละอย่างๆ ส่วนอะไรที่แก้ไขได้เลย ก็ส่งคนออกไปทำทันที อย่างเช่น......ทำลายตระกูลเล็กๆ ในเมืองชนบทอันห่างไกล