จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 98: วัดร้างกลางเงาหงสา

    รุ่งเช้าของวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับแผนการที่ถูกปรับเปลี่ยน 


    ในห้องเช่าอันซอมซ่อ คำอินทร์และลุงมีนั่งล้อมวงกันอยู่เบื้องหน้าแผนที่เมืองเชียงใหม่ที่วาดขึ้นอย่างหยาบๆ 


    ความผิดหวังจากการที่คุ้มเจ้าพระยาอินทร์ถูกทำลายลงไปเมื่อวานนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นครั้งใหม่ที่พุ่งเป้าไปยังจุดหมายเดียว


    วัดร้างโบราณที่ตั้งอยู่ติดกับค่ายทหารพม่าแห่งนั้น


    "พลังที่ข้าสัมผัสได้มันมาจากวัดแห่งนั้นอย่างแน่นอน" คำอินทร์กล่าวขึ้น แววตาของเขาจดจ่ออยู่กับแผนที่ "มันเป็นพลังที่เก่าแก่ สูงศักดิ์และเศร้าสร้อย มันสั่นพ้องตอบรับกับพลังในกายของข้าและที่สำคัญพระแสงปืนต้นก็ตอบสนองต่อมันเช่นกัน ข้ามั่นใจว่า 'เศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ' ที่เราตามหาจะต้องอยู่ที่นั่น"


    ลุงมีลูบเคราของตนเองอย่างใช้ความคิด "แต่การจะเข้าไปในนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าก็เห็นเมื่อคืนนี้บริเวณนั้นทั้งหมด มันกลายเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการของพวกพม่าไปแล้ว การป้องกันต้องแน่นหนาอย่างไม่ต้องสงสัย"


    "ข้ารู้" คำอินทร์พยักหน้ารับ "นั่นคือเหตุผลที่เราจะยังไม่บุกเข้าไปในตอนนี้"


    "วันนี้เราจะแยกกันทำงานอีกครั้ง" เขากล่าวต่อ "ข้าจะหาจุดที่สูงที่สุดในบริเวณใกล้เคียงเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์วัดแห่งนั้นจากระยะไกล ข้าจะใช้จิตสัมผัสเพื่อสำรวจกระแสพลังงาน เส้นทางการเดินยามและมองหาช่องโหว่ที่อาจจะมีอยู่"


    "ส่วนท่านลุง...ข้าอยากจะให้ท่านไปที่ตลาดและชุมชนที่อยู่ใกล้วัดแห่งนั้นมากที่สุด" เขามองไปยังสหายต่างวัย "ข้าอยากให้ท่านช่วยไปสืบหา 'เรื่องเล่า' ไปฟังว่าชาวบ้านเขาพูดถึงวัดร้างแห่งนั้นว่าอย่างไร มันมีชื่อว่าอะไร มีประวัติความเป็นมาอย่างไรและเหตุใดจึงถูกทิ้งร้าง ทุกข้อมูล ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็อาจจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับเราได้"


    "เข้าท่ามากพ่อหนุ่ม!" ลุงมีตบเข่าฉาด "การรบที่ดีที่สุด...คือการรบที่เรารู้จักศัตรูและสนามรบดีกว่าใคร! ไม่ต้องห่วง เรื่องการล้วงความลับจากชาวบ้านน่ะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้เอง!"


    แล้วทั้งสองก็ได้แยกย้ายกันไปทำตามแผน 


    ลุงมีได้ปลอมตัวอีกครั้ง คราวนี้เขาอยู่ในคราบของหมอยาพเนจรสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุนไพรแห้งแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังย่านเมืองเก่าที่อยู่รอบๆ บริเวณวัดร้างนั้น 


    ลุงมีนำเหล้ายาชั้นดีที่ซื้อมาไปตั้งวงดื่มกับเหล่าชายชราที่นั่งจับกลุ่มกันอยู่ตามร้านกาแฟโบราณแล้วเริ่มชวนคุยด้วยคารมอันเป็นเลิศแสร้งทำเป็นว่ากำลังตามหาสมุนไพรหายากบางชนิดที่มักจะขึ้นอยู่ตามวัดหรือโบราณสถานที่ถูกทิ้งร้าง


    ในตอนแรกชาวบ้านต่างมีท่าทีที่หวาดระแวงและไม่มีใครอยากจะพูดถึงวัดร้างแห่งนั้น พวกเขาต่างบอกปัดเป็นเสียงเดียวกันว่าที่นั่นมัน "ผีดุ" เป็นสถานที่ต้องห้ามไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว


    แต่เมื่อได้สุราดีๆ เข้าไปหลายจอกและเห็นท่าทีที่เป็นมิตรและดูไม่มีพิษมีภัยของลุงมี กำแพงในใจของพวกเขาก็เริ่มทลายลง 


    ชายชราคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกหลานของสัปเหร่อเก่าแก่ได้เริ่มเล่าเรื่องราวที่เขาเคยได้ยินมาจากบรรพบุรุษให้ฟัง 


    วัดร้างแห่งนั้นมีชื่อว่า "วัดโลกโมฬี" เป็นพระอารามหลวงที่เก่าแก่ยิ่งกว่าวัดใดๆ ในเชียงใหม่ถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายและเป็นวัดที่มีความผูกพันกับราชตระกูลของเจ้าหลวงล้านนามาโดยตลอดโดยเฉพาะในยุคของเจ้าพระยาอินทร์ที่ท่านให้ความอุปถัมภ์ค้ำชูวัดแห่งนี้เป็นอย่างมาก


    แต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนหลังจากที่เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นกับตระกูลของเจ้าพระยาอินทร์และพวกพม่าได้เข้ามามีอำนาจปกครองอย่างเต็มรูปแบบ


    วัดแห่งนี้ก็ค่อยๆ ถูกทิ้งร้าง พระสงฆ์ที่เคยจำวัดอยู่ก็ค่อยๆ หายตัวไปอย่างลึกลับจนไม่มีใครกล้าเข้าไปอีก ชาวบ้านต่างเชื่อกันว่าดวงวิญญาณของเหล่าเจ้านายในอดีตยังคงสิงสถิตและปกปักรักษาวัดแห่งนี้อยู่เพื่อรอคอยวันที่จะได้กลับมาทวงทุกสิ่งคืน


    และที่น่าสนใจที่สุดชายชราผู้นั้นกระซิบว่า นับตั้งแต่ที่ "แม่ทัพเงา" คนใหม่ของพม่าได้เข้ามาคุมเมือง บริเวณรอบๆ วัดโลกโมฬีก็ได้กลายเป็น "เขตหวงห้าม" โดยเด็ดขาด มีการส่งทหารฝีมือดีมาลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลาและมีคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าใกล้ หากใครฝ่าฝืนก็จะหายสาบสูญไปโดยไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย


    ข้อมูลนี้ทำให้ลุงมีรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง เหตุใดแม่ทัพคนใหม่ของพม่าจึงต้องให้ความสำคัญกับวัดร้างที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเป็นพิเศษถึงเพียงนี้


    ในขณะเดียวกันนั้นคำอินทร์ก็ได้ปีนขึ้นไปอยู่บนยอดของเจดีย์ร้างองค์หนึ่งที่อยู่ห่างจากวัดโลกโมฬีไปประมาณครึ่งลี้ จากจุดนี้ขาสามารถมองเห็นภาพรวมของวัดและค่ายทหารที่อยู่ติดกันได้อย่างชัดเจน


    เขามองเห็นภาพของพระอุโบสถที่หลังคาพังทลาย ชายหนุ่มมองเห็นพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ยอดหักโค่นและมีเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมจนรกทึบทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยความเสื่อมโทรมและความเงียบสงัดแต่เป็นความเงียบที่ให้ความรู้สึกสงบและศักดิ์สิทธิ์


    เขาหลับตาลงแล้วแผ่จิตสัมผัสกระแสออกไป


    เขาสัมผัสได้ถึงทุกสิ่งที่ลุงมีได้รับฟังมา


    เขารู้สึกได้ถึงกระแสพลังของทหารพม่าที่เดินลาดตระเวนอยู่รอบนอก กระแสพลังของพวกมันแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยจิตสังหาร 


    คำอินทร์เพ่งจิตเข้าไปภายในเขตวัด เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานสีทองอันบริสุทธิ์และสูงศักดิ์สายนั้นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น มันแผ่ออกมาจากใจกลางของวัด


    จากบริเวณใต้ฐานของพระเจดีย์องค์ใหญ่นั่นเอง คำอินทร์สัมผัสพลังงานที่นิ่งสงบ เปี่ยมด้วยเมตตาแต่ก็แฝงไว้ด้วยความโศกเศร้าราวกับเป็นดวงจิตของผู้พิทักษ์ที่หลับใหล 


    และเขาก็สัมผัสได้ถึงมันอีกครั้ง ร่องรอยจางๆ ของพลังมนต์ดำ พลังสายเดียวกับที่เขาเคยเจอในดงพญาไฟ 


    มันไม่ได้อยู่ภายในวัดแต่ดูเหมือนจะคอยวนเวียนและสอดส่องอยู่บริเวณรอบนอกราวกับหมาป่าที่กำลังจ้องมองสิงโตที่หลับใหลเพื่อรอคอยจังหวะที่จะเข้าไปขโมยเหยื่อ


    พระแสงปืนต้นในย่ามของเขาสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง...รุนแรงกว่าเดิม เป็นการยืนยันว่าที่แห่งนี้คือที่ที่ถูกต้องแล้ว


    พลบค่ำวันนั้นเมื่อคำอินทร์และลุงมีกลับมาพบกันที่ห้องพัก ทั้งสองนำข้อมูลที่แต่ละฝ่ายได้มาปะติดปะต่อกัน...ภาพทั้งหมดก็ชัดเจนขึ้น


    "ไม่ผิดแน่" ลุงมีกล่าวอย่างมั่นใจ "ไอ้ 'เศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ' ที่เราตามหา มันต้องถูกซ่อนไว้ในวัดโลกโมฬีนั่นอย่างแน่นอนและดูเหมือนว่าไอ้แม่ทัพเงาของพม่า มันก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน! มันถึงได้ส่งคนมาเฝ้าเพื่อที่จะหาทางช่วงชิงสมบัติชิ้นนี้ไปเป็นของตนเอง!"


    "เราต้องชิงลงมือก่อนที่พวกมันจะทำสำเร็จ" คำอินทร์กล่าว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว


    "แต่เราจะเข้าไปได้อย่างไร ในเมื่อการป้องกันมันแน่นหนาถึงเพียงนั้น" ลุงมีแย้ง


    คำอินทร์นิ่งเงียบไป เขารู้ดีว่าการบุกเข้าไปซึ่งๆ หน้าคือการฆ่าตัวตาย พวกเขาต้องหาหนทางอื่น หนทางที่จะสามารถเข้าไปในวัดโดยที่พวกพม่าไม่รู้ตัว


    แล้วลุงมีก็พลันนึกถึงคำพูดของชายชราขี้เมาที่ร้านเหล้าได้ 


    "พ่อหนุ่ม...ข้านึกอะไรออกแล้ว" แกกล่าว "ชายชราคนนั้นเล่าให้ข้าฟังว่าหลังจากที่วัดถูกทิ้งร้าง อดีตเจ้าอาวาสของวัดโลกโมฬี ซึ่งเป็นพระเถระที่ชาวบ้านนับถือกันมาก ท่านไม่ได้หายสาบสูญไปไหนแต่ท่านได้ปลีกวิเวกเข้าไปธุดงค์อยู่ในป่าลึกบนดอยสุเทพ ว่ากันว่าท่านสติฟั่นเฟือนไปแล้วแต่ก็มีคนบอกว่าท่านคือคนเดียวในโลกนี้ที่รู้จัก 'ทางลับ' ทั้งหมดของวัด รวมถึงอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมต่อกับพระเจดีย์องค์ใหญ่ด้วย!"


    คำพูดนั้นทำให้ดวงตาของคำอินทร์สว่างวาบขึ้น!


    "จริงรึท่านลุง! ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหน!"


    "ข้าไม่รู้แน่ชัด...แต่ข้าพอจะได้เค้ามาบ้าง" ลุงมีแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "ดูเหมือนว่า...การเดินทางของเรา...จะต้องเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งเสียแล้ว"


    คำอินทร์พยักหน้ารับ  

    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน