ใจกลางมังกรวารีชายหนุ่มยกมือขึ้นสูงพลันใช้เพียงมือเดียวหยุดวังวนมังกรพิฆาตของสุ่ยหลิวเฟิงเอาไว้พลังของมังกรวารีพุ่งทะลักไปทั่วสารทิศ กระทุ้งพื้นหินจนแตกแหลกกระจายเป็นชิ้นๆ
สุ่ยหลิวเฟิงที่เดิมทีเต็มไปด้วยความมั่นใจทว่า ณ เวลานี้สีหน้ากลับแปลกใจขีดสุด เหมือนกำลังเดือดดาลแต่ก็ตกตะลึงไปพร้อมกัน
ครืน...
สายฟ้าแลบกะพริบวูบไหวส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดชายหนุ่มผมเผ้ายุ่งเหยิงถูกกระแสลมกระแทกพัดผ่าน ชั่วพริบตาใบหน้ารูปงามพลันปรากฏแก่สายตาสาธารณชน
เป็นไปไม่ได้...
ฉิวจวิ้นตกตะลึงจนตัวชาพลางจดจ้องชายหนุ่มด้วยสีหน้าไร้วิญญาณ
เพื่อที่จะแก้แค้นหลินโม่ฉิวจวิ้นถึงได้ใช้เส้นสายของตนให้ไอ้เจ้าหนุ่มน่ารังเกียจสุดขีดนี้ เสียคุณสมบัติในการได้รับโอสถหลอมปราณไปจากนั้นก็จัดสรรส่งเขาเข้าไปในสาขาเทียนซิงสาขาขยะนั่น เจ้านั่นควรหมดทางพลิกสถานะของตัวเองกลับมาได้อีกถึงจะถูกสิ...
เฟิงหลิงเหยียนผงะถอยหลังไปถึงสองก้าวใบหน้างดงามพลันซีดเผือดลงราวกับกระดาษ ดวงตาเบิกค้าง นี่มันไม่มีทางเป็นไปได้...
วังวนมังกรพิฆาตถูกหลินโม่ทำลายลงด้วยมือเดียวทั้งยังต่อหน้าธารกำนัลทั้งหลายอีกด้วย สุ่ยหลิวเฟิงรู้สึกเสียหน้าเป็นที่สุด เขาเป็นถึงหนึ่งในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงแม้นจะอยู่อันดับสุดท้ายแต่ก็มีศักยภาพที่แกร่งเหนือกว่าผู้อื่น ทว่ายามนี้กลับถูกไอ้เจ้าเด็กหนุ่มไร้ชื่อเสียงเรียงนามไม่รู้ที่มา และอายุน้อยกว่าเขาคนหนึ่ง ทำลายวรยุทธ์อันภาคภูมิของเขาลงด้วยเพียงมือเดียว...
“เจ้ารนหาที่ตายแล้ว!”
ใบหน้าของสุ่ยหลิวเฟิงพลันบิดเบี้ยวสองแขนยกสูง พริบตาพายุฝนพัดกระหน่ำอันรุนแรงบ้าคลั่งกลับทะลักหลั่งไหลเข้าสู่สองฝ่ามืออย่างรวดเร็วนี่คืออีกหนึ่งวรยุทธ์อันแข็งแกร่งยิ่งกว่า ที่เขาเพิ่งบรรลุได้—วังวนสามมังกรพิฆาต หากแต่วรยุทธ์นี้ยังไม่สมบูรณ์นักทว่า ณ เวลานี้ เขาไม่มีเวลาสนใจสิ่งอื่นแล้ว จะต้องสังหารหลินโม่ลงที่นี่ให้สิ้นซากซะ
พายุฝนกระหน่ำสลายไปแล้ว!
ไม่สิ ไม่ได้สลายไปทว่าถูกสุ่ยหลิวเฟิงดูดกลืนไปจนสิ้น ราวกับทั่วทั้งนภากำลังถูกปกคลุมไว้ด้วยสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างไรอย่างนั้นอสูรร่างหมาป่าตนหนึ่งพลันปรากฏขึ้นบนร่างของชายหนุ่ม นี่คือปราณวิญญาณที่สร้างขึ้นจากโลหิตของอสูรหมาป่าวารีมรกตระดับสูงสายฝนที่กระหน่ำลงมาล้วนเกาะตัวอยู่บนร่างของอสูรหมาป่าวารีมรกต ชั่ววินาทีนั้นพลังของสุ่ยหลิวเฟิงค่อยๆพุ่งสูงขึ้น
ตูม...
เสียงระเบิดดังสนั่นประดุจฟ้าคำรามหมาป่าวารีมรกตปะทุคลื่นขนาดมหึมาสูงถึงสิบจั้ง ตามด้วยกระแสคลื่นเชี่ยวกราก เสียงอึกทึกดังสนั่นค่อยๆเคลื่อนเข้าใกล้ มังกรวารีพิฆาตสามตัวปรากฏกายฝ่าคลื่นยักษ์พุ่งมาทางหลินโม่ด้วยความเร็วสูง
เหล่าศิษย์ที่เฝ้ามองจากระยะไกลสั่นสะท้านขึ้นอีกคราอานุภาพของการโจมตีนี้น่าสะพรึงยิ่งกว่าครั้งก่อน
ยามนี้ ม่านตาของชายหนุ่มพลันไหววูบ
ครืน!
ท่ามกลางเสียงคำรามสะท้านฟ้าหลินโม่กวาดมือฟาดฟันลงกลางอากาศ พริบตาแขนสีทองขนาดมหึมาข้างหนึ่งพลันแข็งตัวขึ้นปรากฏสู่สายตาพลางปลดปล่อยลำแสงสีทองทรงพลังไร้ที่สิ้นสุดออกมา ประหนึ่งว่าต้องการตัดสะบั้นท้องนภาให้แหลกละเอียดอย่างไรอย่างนั้น
แม้นเป็นเพียงเงาแขนของสัตวอสุราที่แข็งตัวขึ้นหากแต่ระดับความแข็งตัวของแขนข้างนี้กลับมากกว่าร่างเดิมทั้งร่างเสียอีก เส้นลายเวทย์สีทองบนแขนนั้นเปรียบเสมือนด้ามอาวุธแหลมคมอันน่าทึ่ง
แขนมหึมาพลันฟาดฟันลง!
เหล่าศิษย์ที่เฝ้ามองต่างสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดเสียดแทงบนผิวกายราวกับถูกทิ่มแทงด้วยอาวุธอันแหลมคมอย่างไรอย่างนั้น
มังกรวารีพิฆาตสามตัวถูกฟาดฟันจนแหลกกระจายแขนมหึมากดทับลงอีกครา พร้อมกำร่างของสุ่ยหลิวเฟิงขึ้นไว้กลางฝ่ามือ ทันใดนั้นก็เหวี่ยงฟาดกระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง
ตูม!
ผืนแผ่นดินถล่มทรุดตัวลงร่างของใครคนหนึ่งปรากฏแก่สายตาสาธารณชนเบื้องหน้า
ตำหนักส่วนที่สามเงียบลงไปในพริบตาศิษย์ทุกคนจดจ้องหลุมขนาดยักษ์บนใจกลางลานจัตุรัสอย่างตกตะลึง สุ่ยหลิวเฟิง หนึ่งในสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์พ่ายแล้ว...
ครั้นมองไปยังชายหนุ่มยามนี้ถึงได้มีศิษย์บางคนสังเกตเห็น ว่าด้านหลังของหลินโม่กำลังแบกใครบางคนไว้อยู่ชั่วพริบตาก็ทำให้พวกเขาสั่นสะท้านขึ้นอีกครา คาดไม่ถึงว่าทั้งที่แบกคนไว้ แต่ยังสามารถโจมตีเสียจนสุ่ยหลิวเฟิงพ่ายแพ้ไปได้พลังที่แท้จริงของชายหนุ่มคนนี้แข็งแกร่งถึงเพียงใดกันแน่...
ฉิวจวิ้นและเฟิงหลิงเหยียนเบิกตามองหลินโม่ด้วยความตกตะลึงขั้นสุดในยามนี้ พวกเขากลับตระหนักได้เหมือนกันข้อหนึ่ง ถูกต้องแล้วล่ะที่เคยกล่าวว่าพวกเขาและหลินโม่คือเส้นคู่ขนานสองเส้นที่ไม่มีวันบรรจบกันแต่พวกเขาพูดผิดไปว่า แท้จริงแล้วหลินโม่คือเส้นด้านบน แล้วพวกเขาต่างหากที่เป็นเส้นด้านล่างที่มิอาจบรรจบถึงได้
“ปราณวิญญาณรุ่ยจิน...”
ชายหนุ่มผมสีครามผู้แข็งแกร่งจดจ้องหลินโม่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมครั้นเห็นพลังเจินหยวนของหลินโม่ที่แฝงไปด้วยพลังคมกริบอันแข็งแกร่งขั้นสุดก็รู้ได้ทันทีว่านั่นคือปราณวิญญาณที่ผสานกับพลังเจินหยวนแล้วเท่านั้น ถึงจะสร้างพลังวิญญาณเจินหยวนที่มีคุณสมบัติพิเศษได้
“ผู้ฝึกตนที่ปราณวิญญาณรุ่ยจินตื่นขึ้นหรือ มิน่าพลังถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้...”ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากครึ่งหน้าหรี่ตาลงเสียแทบเป็นเส้นเดียว ความเยือกเย็นฉายแววขึ้นในดวงตาอย่างไม่ตั้งใจ
“เจ้าหนุ่มนี่แท้จริงแล้วเป็นมาอย่างไรกันแน่? ดูจากการแต่งตัวของเขาคงเป็นหนึ่งในศิษย์ของสำนักเทียนซิงของเราสินะ เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินเรื่องราวของศิษย์ผู้นี้มาก่อน?”ชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่ร่างหลอมรวมไปกับความมืด ยากที่จะเห็นใบหน้าได้ชัดเจนเอ่ยขึ้น
แม้ว่าสุ่ยหลิวเฟิงจะอยู่อันดับรั้งท้ายของสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ซึ่งมีพลังอ่อนที่สุดเช่นกันแต่ก็เป็นถึงหนึ่งในสิบอันดับของมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักเทียนซิงได้เดิมทีตัวเขานั้นก็มีฝีมีเหนือกว่าผู้อื่นอยู่แล้ว ทว่าชายหนุ่มเบื้องหน้ากลับโจมตีจนสุ่ยหลิวเฟิงพ่ายแพ้เช่นนั้นพลังที่แท้จริงของชายหนุ่มก็ย่อมเทียบเท่าระดับสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ได้แล้วกล่าวกันตามหลัก คนเช่นนี้หากอยู่ที่สำนักเทียนซิงจะไม่มีทางเป็นคนไร้ชื่อเสียงแน่นอน
เมฆดำบนฟ้าค่อยๆสลายตัว ผืนแผ่นดินมืดสลัวค่อยๆ สว่างปลอดโปร่งขึ้น เม็ดฝนที่ตกลงก็น้อยลงไปมาก
บริเวณตำหนักส่วนที่สามเสียงเอะอะพลันดังขึ้นทำลายความเงียบสงบลงในพริบตา ผู้ส่งเสียงเอะอะนั้นล้วนเป็นศิษย์รุ่นใหม่ของสาขาลัวซาครั้นเหล่าศิษย์เก่ารอบๆ ได้ยินเสียงวิจารณ์จอแจต่างก็ตกตะลึงไปในทันตา
“เขานามว่าหลินโม่? ผู้ที่คะแนนอยู่อันดับท้ายสุดของสายนอกมาตลอดสองปีนั่นใช่ไหม?”
“เจ้าแน่ใจว่าเขาผ่านการประเมินครั้งสุดท้ายมาได้ด้วยเวลาแค่เก้าลมหายใจอย่างนั้นหรือ?ข้าจำได้ว่าสถิติที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการประเมินครั้งสุดท้ายของสายนอกในรอบห้าร้อยปีที่ผ่านมานั้นคือยี่สิบแปดลมหายใจไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะผ่านไปได้ด้วยเวลาเพียงแค่เก้าลมหายใจ...”
“จากการคะแนนในการประเมินครั้งสุดท้าย เขาต้องเข้าสาขาลัวซาได้อย่างแน่นอน แต่เหตุใดถึงถูกจัดสรรไปที่สาขาเทียนซิง สาขาขยะนั่นได้กัน?”
ยิ่งนานเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ยิ่งมากขึ้นเหล่าศิษย์ใหม่ต่างบอกข้อมูลทุกอย่างที่รับรู้เกี่ยวกับหลินโม่ออกมาเป็นเรื่องๆ เหล่าศิษย์เก่าเมื่อได้ฟังก็ยิ่งตกตะลึง จากสายตาของพวกเขาหลินโม่คงเป็นคมในฝักที่ซ่อนเร้นความสามารถแท้จริงเอาไว้ บุคคลผู้ไม่ชอบแสดงตัว ทั้งยังโอหังและถือดีไปตามสัญชาตญาณทว่ากลับมีฝีมืออันเยี่ยมยอด พยายามต่อสู้กับการดูถูกเหยียดหยามกับคะแนนสูงต่ำประจำวันมาโดยตลอดดังนั้นจึงสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมไว้ในการประเมินครั้งสุดท้ายได้
สำหรับเรื่องที่ว่าเหตุใดหลินโม่จึงถูกจัดสรรส่งไปยังสาขาเทียนซิงนั้นกลับเริ่มมีลับลมคมในมากขึ้นแล้ว
ครั้นได้ยินเสียงวิพากษ์จากด้านล่างท่าทางของเหล่าสิบมหาอำนาจผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่ยืนบนยอดหลังคาต่างดูแปลกใจกันอย่างสุดขีดในฐานะที่พวกเขาเป็นศิษย์ระดับสูงสุดของสำนักเทียนซิง โดยปกติจะต้องทราบเรื่องภายในมากกว่าศิษย์ธรรมดาอยู่แล้ว
การประเมินครั้งสุดท้ายในรุ่นนี้ตรงกับวันครบรอบห้าร้อยปีการสถาปนาสำนักเทียนซิงอย่างประจวบพอดีเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองสายในจึงได้จัดการแจกเม็ดโอสถหลอมปราณแก่สายนอก ให้เป็นรางวัลแก่ผู้ชนะที่เยี่ยมยอดที่สุดในการประเมินครั้งสุดท้ายของสายนอกเป็นพิเศษโอสถหลอมปราณนั้นสำหรับผู้ฝึกตนที่ทะลวงไปยังระดับหลอมปราณแล้ว ไม่ได้มีประโยชน์อันใดสักนิดหากแต่สำหรับผู้ฝึกตนในระดับฝึกร่างล่ะก็ เม็ดโอสถนั่นกลับมีแรงดึงดูดอันน่าหวาดกลัวถึงชีวิตเชียวล่ะ
ขั้นตอนในการทะลวงของชายหนุ่มเมื่อครู่แม้เหล่าผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์ที่ยืนบนยอดหลังคาจะมองไม่เห็น ทว่าเมื่ออิงตามระดับพลังเจินหยวนที่รวมตัวบนร่างของชายหนุ่มแล้วนั่นไม่ใช่การใช้โอสถหลอมปราณในการทะลวง แต่อาศัยการทะลวงไปด้วยตนเองจึงสามารถทำให้เจินหยวนรวมตัวได้ถึงเช่นนี้
อันดับหนึ่งของการประเมินครั้งสุดท้ายแต่กลับไม่ได้รับโอสถหลอมปราณ กลับกันยังถูกจัดส่งไปยังสาขาเทียนซิงที่แย่ที่สุด...เห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้จะต้องมาจากฝีมือของพวกอาวุโสระดับสูงสายในเป็นแน่
เหล่าชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งเงียบลงไม่พูดจาพลางจ้องมองหลินโม่ที่มุ่งไปยังตำหนักส่วนที่สี่ด้วยความรู้สึกสับสนวุ่นวาย
ฟิ้ว...
เสียงแหลมคมทะลวงอากาศดังขึ้นจากตำหนักส่วนที่สี่เหล่าอาวุโสระดับสูงในตำหนักต่างรีบกระเสือกกระสนหนีตายออกมา นำโดยชายชราเคราขาวคนหนึ่งนั่นคือ มู่อี้ ผู้ตรวจตราคนปัจจุบันแห่งสำนักเทียนซิง
“บุกรุกสาขาลัวซาโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างพลการ ทำร้ายศิษย์สำนักเดียวกันบาดเจ็บมากมายเจ้าหนีความผิดไปไม่รอดแล้ว อย่างไรก็ต้องรับโทษเป็นความตายเท่านั้น” สิ้นเสียง มู่อี้เผยสีหน้าเยือกเย็น ร่างกายปะทุแสงสีทองพลันกวาดมือฟาดฟันไปยังหลินโม่